Vogue Beauty Thailand

WELLNESS

แค่ฟังก็สบายใจ! ไขข้อสงสัย 'Sound healing' ช่วยฟื้นฟูร่างกายได้อย่างไรในเมื่อมีแค่เสียง?

มาทำความเข้าใจศาสตร์แห่งการบำบัดสุขภาพกายและใจด้วยเสียงให้มากขึ้นกัน

26 สิงหาคม 2569

หากใครตามกระแสวงการเวลเนสหรือการดูแลสุขภาพอยู่เป็นประจำ น่าจะเริ่มเห็นคำว่า ‘Sound Healing’ หรือการบำบัดด้วยเสียงเข้ามาจับจ้องพื้นที่ความสนใจของสาวๆ สายเวลเนสกันบ้างแล้ว ซึ่งในมุมผู้เขียนก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าไหร่นัก เพราะในยุคที่ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีแต่ความวุ่นวาย ไม่ว่าจะเสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ แตรรถ และเสียงผู้คนคุยกัน การได้ทำสมาธิท่ามกลางเสียงที่ผ่อนคลายจึงกลายเป็นวิธีการผ่อนคลายที่มีค่าขึ้นมาอย่างปฏิเสธไม่ได้ 

ทว่าคำถามสำคัญคือ “เรารู้จักกับการทำงานของ Sound Healing ดีมากแค่ไหน” หรือแม้แต่เคยเอะใจสงสัยบ้างหรือไม่ว่า “การนอนหรือนั่งฟังเสียงจะส่งผลต่อร่างกายได้จริงหรือเป็นแค่ความรู้สึกผ่อนคลายปลอมๆ ที่เราคิดขึ้นมาเอง”

 

Sound Healing คืออะไร?

การบำบัดด้วยเสียงคือเป็นศาสตร์โบราณที่ใช้ความถี่เสียงและการสั่นสะเทือนจากแหล่งกำเนิดเสียงต่างๆ เช่น ชามเสียง ฆ้อง ส้อมเสียง หรือเสียงร้อง มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการทำสมาธิและการผ่อนคลาย เพื่อช่วยให้ร่างกายและจิตใจลดระดับความตึงเครียด ผ่านการรับรู้เสียงอย่างต่อเนื่องและการจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน

โดยแนวคิดเรื่องการใช้เสียงเพื่อการเยียวยาไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน แต่ปรากฏอยู่ในพิธีกรรมและวัฒนธรรมของหลายสังคมมาเป็นเวลานาน โดยจุดเริ่มต้นที่น่าจะเก่าแก่ที่สุดอาจจะมาจากชนเผ่าท้องถิ่นในประเทศออสเตรเลียที่ใช้เครื่องดนตรี didgeridoo ในการประกอบพิธีกรรมและรักษาเมื่อพันกว่าปีก่อน

จนถึงช่วงปี 1970 ที่ 'Don Conreaux' หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดด้วยเสียงฆ้องสมัยใหม่จัดงาน ‘Sound Baths’ ขึ้นในซานฟราซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยใช้เสียงจากฆ้องเป็นแหล่งกำเนิดเสียง ซึ่งถือเป็นรูปแบบที่ใกล้เคียงกับ Sound Healing แบบที่เห็นกันในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เราควรแยก “ประเพณีและความเชื่อ” ออกจาก “ผลลัพธ์ที่ได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์” เพราะสองสิ่งนี้ไม่ได้มีความหมายเดียวกัน

- คลื่นหรือที่มาของเสียงที่ใช้ในการทำ Sound Healing:

โดยปกติคลื่นเสียงปกติที่ใช้ในการทำ Sound Healing มักจะอยู่ที่ 432 Hz หรือ 528 Hz ซึ่งเป็นคลื่นเสียงที่มีผลวิจัยรองรับว่าสามารถช่วยลดความดันเลือดให้ต่ำลงได้จากการฟังเพียงแค่ 10 นาที ขณะที่บางงานวิจัยระบุว่าหากส่องกล้องมองในระดับเซลล์ระหว่างที่กำลังรับฟังคลื่นเสียงดังกล่าว เซลล์ในร่างกายจะเริ่มทำงาน โดยหนึ่งในเซลล์ที่ถูกกระตุ้นก็คือกลไลการฟื้นฟูดีเอ็นเอ

  • ชามเสียง = เครื่องดนตรีโลหะที่เมื่อถูกตีหรือวนด้วยไม้จะเกิดเสียงก้องและแรงสั่นสะเทือนหลายความถี่ มีลักษณะเป็นเสียงที่ต่อเนื่องและค่อยๆ จางลง สามารถใช้เป็นจุดโฟกัสระหว่างการทำสมาธิ
  • ฆ้อง = ให้เสียงก้องกังวานที่มีองค์ประกอบของความถี่หลายช่วง เมื่อถูกตีจะเกิดเสียงที่กระจายและเปลี่ยนแปลงไปตามจังหวะการตี จึงมักใช้สร้างบรรยากาศให้ผู้เข้าร่วมจดจ่อกับเสียงและลดความสนใจจากสิ่งรบกวนรอบตัว
  • ส้อมเสียง = อุปกรณ์ที่สร้างเสียงในความถี่เฉพาะเมื่อถูกกระตุ้น มักถูกนำมาใช้โดยผู้ทำการบำบัดด้วยเสียงในบริเวณใกล้ร่างกาย โดยอาศัยทั้งการได้ยินและการรับรู้แรงสั่นสะเทือน

- คนที่ควรทำ:

  • คนที่ต้องการลดความเครียด = เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการกิจกรรมเพื่อผ่อนคลาย หยุดพักจากหน้าจอ หรือสร้างช่วงเวลาสงบให้ตัวเอง
  • คนที่ชอบการทำสมาธิ = เสียงที่ต่อเนื่องสามารถใช้เป็นจุดยึดความสนใจ ทำให้บางคนมีสมาธิกับช่วงเวลาปัจจุบันได้ง่ายกว่าการนั่งเงียบๆ
  • คนที่อยากทดลองวิธีผ่อนคลายที่ไม่ใช้ยา = สามารถใช้เป็นกิจกรรมเสริมเพื่อการผ่อนคลายได้ โดยควรมองว่าเป็นการดูแลสุขภาวะ ไม่ใช่สิ่งที่จะใช้ทดแทนการรักษาจากแพทย์

- คนที่ไม่ควรทำ:

  • คนที่ไวต่อเสียงหรือมีภาวะที่เสียงกระตุ้นอาการ = หากมีอาการหูอื้อ ไมเกรน หรืออาการอื่นที่ถูกกระตุ้นด้วยเสียง ควรหลีกเลี่ยงเสียงที่ดังหรือหยุดทันทีหากเริ่มมีอาการผิดปกติ
  • ผู้ที่มีโรคหรือภาวะทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษา = ไม่ควรใช้การบำบัดด้วยเสียงแทนยา การพบแพทย์หรือการรักษามาตรฐาน โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะทางจิตเวช โรคทางระบบประสาท หรืออาการทางกายที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย หากต้องการใช้ร่วมกับการรักษาควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ผู้ที่ไม่สบายใจกับเสียงหรือการสัมผัสแรงสั่นสะเทือน = แม้จะไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์ แต่ถ้าฟังแล้วรู้สึกเครียด เวียนศีรษะ หรือไม่สบาย ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องฝืน เพราะเป้าหมายของกิจกรรมนี้คือการผ่อนคลาย ไม่ใช่การอดทนจนจบการบำบัด 

 

Sound Healing ทำงานอย่างไรกับร่างกาย?

ตามหลักวิทยาศาสตร์เมื่อเราได้ยินเสียงอะไรก็ตาม สมองจะประมวลผลข้อมูลทางเสียงและมีปฏิกิริยาต่อสิ่งเร้านั้น เช่น ถ้าเราได้ยินเสียงสัญญาณเตือนไฟไหม้ เราก็จะตื่นตระหนกและพยายามหาทางออกจากพื้นที่ตรงนั้น ขณะเดียวกันการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เงียบ สม่ำเสมอ และมีเสียงที่คาดเดาได้ สมองอาจประเมินว่าเสียงนั้นไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่ช่วยให้เราหยุดสนใจสิ่งรบกวนรอบตัวและเข้าสู่ภาวะผ่อนคลายได้ง่ายขึ้น ทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติสามารถเปลี่ยนจากภาวะตื่นตัวสูงไปสู่ภาวะที่สงบลง โดยตัวชี้วัดที่เห็นได้ชัดอาจมีตั้งแต่อัตราการเต้นของหัวใจหรือความเครียดที่ลดลง

ดังนั้น หากหลังทำ Sound healing แล้วรู้สึกว่าหัวใจเต้นช้าลง หายใจสบายขึ้น หรือสมองหยุดคิดเรื่องงานชั่วคราว สิ่งเหล่านี้อาจไม่จำเป็นต้องหมายความว่าคุณ “คิดไปเอง” แต่สามารถอธิบายได้ผ่านกระบวนการตอบสนองของร่างกายต่อเสียงรอบตัวที่กล่าวไปข้างต้น

 

ทำที่บ้านได้มั้ย?

ถ้าตอบในมุมของผู้เขียน ส่วนตัวคิดว่า “ทำได้” และไม่จำเป็นต้องมีชามเสียงราคาแพงหรืออุปกรณ์เฉพาะทางเสมอไป เพราะตราบใดที่จุดประสงค์คือการสร้างช่วงเวลาผ่อนคลายท่ามกลางเสียงที่ดีต่อร่างกายในท่านั่งหรือนอนที่สบาย เราก็สามารถทำ Sound healing เป็นกิจกรรมพักใจได้ไม่ต่างกับการไปเข้าเวสชั่น Sound healing ตามคลาสต่างๆ เลย

ยิ่งปัจจุบันที่มียูทูปเบอร์สายเวลเนสหลายคนเริ่มโพสต์คลิปวิดีโอเซสชั่น Sound healing สั้นๆ ลง YouTube ให้ดูฟรีแล้วด้วย ยิ่งทำที่บ้านได้ง่ายกว่าเดิม เพียงแต่อย่าเปิดเสียงดังเกินไป เพราะ “ดัง” ไม่ได้แปลว่า “บำบัดได้ดีกว่า” หากเริ่มรู้สึกว่าหูอื้อ ปวดศีรษะ หรือไม่สบาย ควรลดระดับเสียงหรือหยุดทันที

อย่างไรก็ตาม หากต้องการทำที่บ้านโดยใช้ชามเสียงจริง ควรเรียนรู้วิธีใช้อย่างเหมาะสม เพราะการบำบัดด้วยเสียงที่ทำอย่างปลอดภัยควรให้ความสำคัญกับระดับเสียง ระยะห่าง และความรู้สึกของตัวเราเป็นหลัก

 

ช่วยได้จริงหรือคิดไปเอง?

หากถามในมุมมองของผู้เขียนโดยใช้ข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นเป็นตัวตัดสิน ผู้เขียนมองว่าการบำบัดด้วยเสียงไม่ใช่สิ่งที่งมงายขึ้นมาโดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หรือผลวิจัยรองรับ จึงไม่อาจพูดได้เลยว่าสิ่งนี้เป็นการบำบัดที่ให้ความรู้สึกดีแบบคิดไปเอง

เพียงแต่อาจจะพอได้ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เวิร์กหรือให้ผลลัพธ์ที่ดีเหมือนกันทุกคน บางคนอาจจะบำบัดแล้วรู้สึกร่างกายได้รับการเติมเต็มพลังงานและฟื้นฟูจิตใจอีกครั้ง ขณะที่บางคนอาจไม่รู้สึกอะไรไปมากกว่าแค่ได้ยินเสียงเดิมๆ ซ้ำๆ วนลูปไปเรื่อยๆ จนหมดเซสชั่นบำบัด

เพราะฉะนั้นเราไม่สิทธิ์ไปตราหน้าใครที่ลองทำบำบัดเสียงว่า “คิดไปเอง” ได้เลยแม้แต่น้อย เพราะในคนที่ได้ผลลัพธ์ไม่ดี ก็มีคนที่ได้ผลลัพธ์ดีเกินคาดอยู่ เช่นเดียวกันในคนที่ฟังแล้วรู้สึกดีเหมือนได้หลุดลอยไปในภวังค์สวรรค์ ก็มีคนที่ฟังแล้วไม่ได้รู้สึกฟินและเท้ายังย่ำดินอยู่เหมือนเดิมเช่นกัน

ดังนั้น สิ่งที่ควรโฟกัสไม่ควรเป็นแค่การมาหาคำตอบว่ามันช่วยได้จริงหรือไม่ แต่ควรเป็นเรื่องของ “การใช้วิจารณญาณ” และ “การเคารพซึ่งกันและกัน” เสียมากกว่า เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่ดีกับคนอื่นไม่จำเป็นต้องดีกับเรา และสิ่งที่ดีกับเราก็ไม่จำเป็นต้องดีสำหรับคนอื่นเสมอไป ขอเพียงแค่ไม่ตัดสินกันและกัน แต่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายหรือแม้แต่ตัวเราเองได้สัมผัสกับมันด้วยตัวเองก่อนที่จะตีความว่าแท้จริงแล้ว “มันช่วยได้จริงหรือเป็นแค่เรื่องที่จิตปรุงแต่งไปเอง”

และเมื่อถึงคราที่ได้ลองจริงๆ สิ่งที่ควรทำต่อก็คือ “การแสดงความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา” กล่าวคือคิดอย่างไรก็พูดเช่นนั้น ไม่ใช่ว่าไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงหลังบำบัด แต่กลับบอกว่ารู้สึกดีอย่างน่าประหลาดใจ เพียงเพราะไม่อยากให้เงินที่เสียไปลงคลาส Sound Healing เสียไปแบบสูญเปล่ากับสิ่งที่ตามองไม่เห็น หรือถ้าได้ลองแล้วรู้สึกดีก็ควรบอกว่าดี ไม่ใช่มัวแต่ตั้งธงในใจว่ามันไม่ดีตามความคิดแรก

ภาพปก : UNSPLASH