ผลิตภัณฑ์สกินแคร์และน้ำหอมวางบนผ้าสีขาว พร้อมกล่องบรรจุภัณฑ์ที่แสดงฉลากด้านหน้าและด้านข้าง

SKINCARE

ไกด์ 5 วิธีอ่านฉลากสกินแคร์ให้เข้าใจทั้งส่วนผสมและสัญลักษณ์ก่อนเลือกใช้

รู้จักวิธีอ่านฉลากสกินแคร์ ตั้งแต่รายชื่อส่วนผสม ความเข้มข้น ชื่อสารที่พบได้บ่อย ไปจนถึงสัญลักษณ์อายุการใช้งานหลังเปิด

30 ตุลาคม 2569

     เราอาจรู้ว่า “ไฮยาลูรอนิก” ช่วยเติมความชุ่มชื้น หรือคุ้นชื่อ “ไนอะซินาไมด์” จากเซรั่มที่ใช้เป็นประจำ แต่เมื่อพลิกขวดมาอ่านรายชื่อส่วนผสม กลับพบอีกหลายชื่อที่ไม่คุ้นตา ทั้ง Aqua, Butylene Glycol และสารชื่อยาวที่ชวนสงสัยว่ามีหน้าที่อะไร ตัวหนังสือเล็กๆ บนฉลากนี่แหละที่จะช่วยให้เรารู้จักผลิตภัณฑ์ได้มากกว่าคำอธิบายหน้าขวด ตั้งแต่ส่วนผสมที่เป็นองค์ประกอบหลัก ไปจนถึงสัญลักษณ์ที่บอกอายุการใช้งานหลังเปิด ใครที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มอ่านตรงไหน ลองทำความเข้าใจผ่าน 5 ข้อต่อไปนี้ แล้วการอ่านฉลากสกินแคร์จะเป็นเรื่องง่ายขึ้น โดยไม่ต้องท่องศัพท์เคมีให้ได้ทุกคำ

 

Article

1. มองหารายชื่อส่วนผสมให้เจอก่อน

รายชื่อส่วนผสมไม่ได้อยู่หลังขวดเสมอไป บางแบรนด์พิมพ์ไว้บนกล่อง หรือใต้สติกเกอร์ที่ลอกเปิดอ่านได้ ก่อนทิ้งบรรจุภัณฑ์ลองมองหาคำว่า Ingredients ให้เจอก่อนหากต้องการเช็กว่าผลิตภัณฑ์สูตรนี้มีอะไรบ้าง แม้สกินแคร์ที่จำหน่ายในไทยต้องมีฉลากภาษาไทย แต่ชื่อส่วนผสมสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ จึงไม่แปลกที่จะเห็นชื่อสารหลายบรรทัดอยู่ข้างคำแนะนำภาษาไทย นอกจากส่วนผสมแล้ว ควรอ่านวิธีใช้ คำเตือน ชื่อผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า รวมถึงนำเลขที่ใบรับจดแจ้งไปตรวจสอบผ่านระบบของ อย. ว่าข้อมูลตรงกับผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในมือหรือไม่

 

Article

2. ลำดับก่อน-หลังของส่วนผสมบอกอะไรได้บ้าง

ส่วนผสมบนฉลากโดยทั่วไปเรียงจากปริมาณมากไปน้อย ชื่อที่อยู่ช่วงต้นจึงช่วยให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์มีอะไรเป็นองค์ประกอบหลัก เช่น หากพบ Aqua เป็นชื่อแรก ก็หมายความว่าน้ำเป็นส่วนผสมที่มีปริมาณมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ลำดับเพียงอย่างเดียวตัดสินคุณภาพของสูตร เพราะส่วนผสมที่มีความเข้มข้นต่ำกว่า 1% สามารถเรียงสลับกันได้หลังกลุ่มที่มีปริมาณตั้งแต่ 1% ขึ้นไป การเห็นสารบำรุงอยู่ท้ายรายการจึงไม่ได้แปลว่าใส่มาน้อยจนไม่มีประโยชน์

 

3. เช็กชื่อสารให้แน่ใจ

การรู้จักชื่อสารจะช่วยให้เช็กได้ว่าผลิตภัณฑ์มีส่วนผสมที่เราต้องการหรือมีตัวที่เคยแพ้หรือไม่ เพราะชื่อบนฉลากอาจต่างจากคำที่เราคุ้นเคย เช่น “วิตามินซี” อาจปรากฏในชื่อ Ascorbic Acid ส่วน “Niacinamide” คือวิตามินบี 3 รูปแบบหนึ่ง ทางที่ดีหากอ่านแล้วไม่แน่ใจ ลองค้นชื่อเต็มตามฉลากหรือดูคำอธิบายจากเว็บไซต์ของแบรนด์ประกอบ โดยเฉพาะคนที่มีประวัติแพ้ส่วนผสม ควรจดชื่อสารที่แพ้ไว้เทียบก่อนซื้อ แทนการดูเพียงคำว่า “อ่อนโยน” ที่ข้างขวด

 

Article

4. รู้จักชื่อสารที่พบได้บ่อย

นอกจากสารบำรุงที่แบรนด์ชูไว้หน้าขวด สกินแคร์ยังมีส่วนผสมอื่นที่ช่วยให้เนื้อครีมเกลี่ยง่าย ให้สัมผัสบางเบาหรือเข้มข้น ช่วยละลายสารต่างๆ หรือป้องกันการเติบโตของจุลินทรีย์ การรู้จักหน้าที่ของสารเหล่านี้จึงช่วยให้เข้าใจว่าแต่ละตัวใส่มาเพื่ออะไร

  • Aqua หรือ Water: หมายถึงน้ำ ทำหน้าที่เป็นตัวทำละลายในสกินแคร์หลายสูตร จึงมักพบอยู่ช่วงต้นของรายการส่วนผสม
  • Glycerin: กลีเซอรีนช่วยดึงดูดความชื้น พบได้บ่อยในมอยส์เจอไรเซอร์และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวแห้ง
  • Butylene Glycol และ Propylene Glycol: ทำหน้าที่เป็นตัวทำละลายและช่วยดึงดูดความชื้น
  • Dimethicone: ซิลิโคนที่ช่วยให้เนื้อผลิตภัณฑ์เกลี่ยง่าย และช่วยลดการสูญเสียความชุ่มชื้น
  • Phenoxyethanol, Methylparaben และ Propylparaben: ตัวอย่างสารกันเสียที่ช่วยยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ ลดความเสี่ยงที่ผลิตภัณฑ์จะเสื่อมเสียจากการปนเปื้อน
  • Parfum หรือ Fragrance: ใช้ระบุส่วนผสมของน้ำหอม เป็นจุดที่ผู้มีประวัติแพ้น้ำหอมควรสังเกตเป็นพิเศษ

 

5. อ่านสัญลักษณ์และวันที่บนฉลาก

อีกสิ่งที่ควรดูเวลาอ่านฉลากคือวันที่และสัญลักษณ์บนบรรจุภัณฑ์ ซึ่งช่วยบอกว่าสกินแคร์ควรใช้ถึงเมื่อไร วันผลิตมักระบุด้วยคำว่า MFG หรือ MFD ส่วนวันหมดอายุใช้คำว่า EXP หากพบรูปกระปุกเปิดฝาพร้อมตัวเลขอย่าง 6M, 12M หรือ 24M หมายถึงระยะเวลาใช้หลังเปิดผลิตภัณฑ์ครั้งแรก เช่น 12M คือ 12 เดือนหลังเปิดใช้ ไม่ใช่นับจากวันที่ซื้อ

Editor’s Tips: จดวันที่เปิดใช้ไว้ใต้ขวดเพื่อช่วยจำ หากมีทั้งวันหมดอายุและระยะเวลาใช้หลังเปิด ให้ยึดกำหนดที่ถึงก่อน แต่ถ้าสี กลิ่น หรือเนื้อสัมผัสเปลี่ยนไปจากเดิม ควรหยุดใช้และสอบถามผู้ผลิต แม้จะยังไม่ถึงกำหนดบนฉลากก็ตาม

 

ภาพ : Pexels (SHVETS production, Ron Lach, Mathilde Langevin, Harper Sunday)