แต่งหน้า แสงแฟลช

MAKE UP

แต่งหน้าสู้แสงแฟลชอย่างไรให้สวยเป๊ะและไม่ลอย

เทคนิคการแต่งหน้าที่ช่วยลดโอกาสหน้าลอยและเมกอัปดรอปเมื่อเจอแสงแฟลชจากกล้อง

19 มิถุนายน 2569

        ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงาน ปาร์ตี้กลางคืน งานอีเวนต์ หรือแม้แต่ดินเนอร์กับเพื่อน สิ่งหนึ่งที่หลายคนกังวลไม่แพ้การเลือกชุดหรือทรงผมก็คือ ‘เมกอัปจะรอดหรือไม่เมื่อโดนแสงแฟลช’ เพราะหลายครั้งที่แต่งหน้าออกจากบ้านแล้วดูสวยกำลังดี แต่เมื่อถึงเวลาถ่ายรูปกลับพบว่ารองพื้นดูขาวกว่าคอ ใต้ตาเด่นจนผิดธรรมชาติ หรือใบหน้าดูซีดและแบนกว่าที่เห็นในกระจก ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์ การเลือกเฉดสี รวมไปถึงเทคนิคการลงเมกอัปที่อาจไม่เหมาะกับสภาพแสง ความจริงแล้ว การแต่งหน้าสำหรับการเจอแสงแฟลชไม่จำเป็นต้องหนาหรือจัดเต็มเสมอไป แต่ต้องอาศัยความสมดุลระหว่างงานผิว ความติดทน และการสร้างมิติให้ใบหน้า เพื่อให้เมกอัปดูสวยทั้งในชีวิตจริงและในภาพถ่าย นี่คือ 5 เทคนิคที่ช่างแต่งหน้ามืออาชีพนิยมใช้เมื่อต้องเตรียมเมกอัปสำหรับงานที่มีการถ่ายภาพด้วยแฟลช

แต่งหน้าสู้แสงแฟลชอย่างไรให้สวยเป๊ะและไม่ลอย

 

เลือกรองพื้นให้ตรงสีผิวจริง และหลีกเลี่ยงสูตรที่ขาวกว่าผิวมากเกินไป

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้หน้าดูลอยเมื่อเจอแฟลช คือการเลือกรองพื้นที่สว่างกว่าสีผิวจริงมากเกินไป แม้ในกระจกหรือแสงธรรมชาติสีรองพื้นอาจดูสวย แต่เมื่อแฟลชสะท้อนกลับ ผิวหน้าที่ขาวเกินไปจะยิ่งดูโดดเด่นจนแยกออกจากสีผิวบริเวณคอและลำตัวอย่างชัดเจน ทางที่ดีควรเลือกรองพื้นที่มีอันเดอร์โทนใกล้เคียงกับผิวจริง และลองทดสอบสีบริเวณแนวกรามหรือช่วงคอมากกว่าหลังมือ อีกหนึ่งเคล็ดลับของช่างแต่งหน้าคือการเกลี่ยรองพื้นลงมาถึงแนวกรามและลำคอเล็กน้อย เพื่อให้สีผิวทั้งใบหน้าดูต่อเนื่องและกลมกลืนกันมากขึ้น

 

หลีกเลี่ยงแป้งฝุ่น HD หรือการ Bake ใต้ตาหนักเกินไป

หลายคนคิดว่ายิ่งเซตแป้งเยอะ เมกอัปจะยิ่งติดทน แต่สำหรับการถ่ายภาพด้วยแฟลช ปริมาณแป้งที่มากเกินไปอาจให้ผลตรงกันข้าม โดยเฉพาะแป้งฝุ่นบางประเภทที่มีส่วนผสมของ Silica สูง หรือแป้ง HD ซึ่งออกแบบมาเพื่อกล้องวิดีโอความละเอียดสูง อาจสะท้อนแฟลชจนทำให้ใต้ตา หน้าผาก หรือบริเวณที่ลงแป้งดูขาววอกขึ้นมาในภาพ ช่างแต่งหน้าหลายคนจึงนิยม เซตแป้งเฉพาะบริเวณทีโซน ใช้แป้งในปริมาณบางเบา หลีกเลี่ยงการ Bake ใต้ตาหนาๆ ใช้พัฟกดแป้งให้กลืนไปกับผิวมากกว่าการปัดทับหลายชั้น เพราะผิวที่ดูมีมิติและมีความเป็นธรรมชาติ มักสวยกว่าเมกอัปที่แมตต์จนแห้งและแบนเมื่ออยู่หน้ากล้อง

 

เลือกกันแดดให้ถูก เพราะบางสูตรอาจทำให้หน้าวอกเมื่อโดนแฟลช

แม้ครีมกันแดดจะเป็นขั้นตอนที่ไม่ควรมองข้าม แต่หากรู้ว่าจะต้องถ่ายภาพด้วยแฟลชจำนวนมาก การเลือกสูตรกันแดดก็สำคัญไม่แพ้กัน กันแดดบางประเภทที่มีส่วนผสมของ Physical UV Filter อย่าง Zinc Oxide หรือ Titanium Dioxide ในปริมาณสูง อาจทำให้เกิดปรากฏการณ์ Flashback เมื่อเจอแสงแฟลช ส่งผลให้ใบหน้าดูขาวกว่าปกติในรูปถ่าย ไม่ได้หมายความว่าควรงดทากันแดด แต่ควรเลือกสูตรที่ ไม่มี White Cast ซึมเข้าผิวได้ดี ผ่านการทดสอบว่าเหมาะกับการแต่งหน้า มีเนื้อบางเบาและไม่ทิ้งคราบขาว หากเป็นงานกลางคืนในร่มและไม่ได้มีการสัมผัสแสงแดดโดยตรง ช่างแต่งหน้าบางคนอาจเลือกใช้ไพรเมอร์หรือเบสเมกอัปแทนการลงกันแดดหนาหลายชั้น เพื่อลดโอกาสเกิด Flashback

 

เลือกไฮไลต์ที่ดูโกลว์อย่างมีชั้นเชิง

ผิวที่ดูฉ่ำวาวเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง แต่สำหรับการถ่ายภาพด้วยแฟลช ความโกลว์ที่มากเกินไปอาจกลายเป็นความมันที่สะท้อนแสงจนเสียสมดุลของเมกอัปได้ แทนที่จะลงไฮไลต์ทั่วใบหน้า ควรเลือกแต้มเฉพาะบริเวณที่รับแสงอย่างสันจมูก โหนกแก้ม และกระจับปาก เพื่อให้ผิวดูมีมิติและสุขภาพดี ในขณะเดียวกัน ควรควบคุมความมันบริเวณทีโซนด้วยแป้งโปร่งแสงหรือไพรเมอร์ เพื่อให้ใบหน้าดูสมดุลมากขึ้นเมื่ออยู่หน้ากล้อง เคล็ดลับสำคัญคือ ‘ผิวโกลว์ ไม่ใช่ผิวมัน’ ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่างแต่งหน้าระดับมืออาชีพนิยมใช้สำหรับงานพรมแดงและแฟชั่นโชว์

 

ลงรองพื้นบางชั้นและใช้เทคนิคเลเยอร์แทนการโบกหนา

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยก่อนออกงานคือการลงรองพื้นหนาเพื่อหวังให้ปกปิดทุกจุด แต่เมื่อเจอแฟลชและแสงไฟหลายทิศทาง ความหนาของรองพื้นกลับยิ่งเห็นชัดขึ้น เทคนิคที่ช่างแต่งหน้ามืออาชีพนิยมใช้คือการลงรองพื้นแบบบางๆ หลายชั้น เริ่มจากลงรองพื้นบางๆ ทั่วใบหน้า ใช้คอนซีลเลอร์เฉพาะจุดที่ต้องการปกปิด เพิ่มการปกปิดเฉพาะบริเวณรอยสิวหรือรอยแดง ใช้ฟองน้ำชุบน้ำหมาดกดให้เนื้อผลิตภัณฑ์กลืนเข้ากับผิว วิธีนี้ช่วยให้ผิวยังคงดูเหมือนผิวจริง และลดโอกาสที่เมกอัปจะเป็นคราบระหว่างคืน

ภาพปก : istock : Dmytro Buianskyi / Husam Cakaloglu
TAGS : Makeup