Vogue Beauty Thailand

SKINCARE

สครับผิวหน้าแบบไหนที่ไม่ได้ไปต่อ เพราะทำแล้วอาจทำร้ายผิวมากกว่าบำรุง

การสครับผิวหน้าที่ผิดวิธี อาจทำให้ผิวบาง ระคายเคือง และเสียสมดุลโดยไม่รู้ตัว บทความนี้โว้กบิวตี้จะพาไปเช็กว่าวิธีสครับหน้าที่คุณใช้อยู่กำลังบำรุงผิวหรือทำร้ายผิวกันแน่

21 มกราคม 2569

     เราทุกคนสครับผิวหน้าก็เพื่ออยากให้ผิวดีขึ้น เรียบเนียน และกระจ่างใส แต่สำหรับบางคนยิ่งสครับ กลับรู้สึกว่าผิวยิ่งระคายเคืองง่าย แห้งตึง หรือมีปัญหาผิวอื่นๆ ตามมาแบบไม่รู้สาเหตุ ซึ่งต้นตออาจมาจากการสครับผิวหน้าที่ทำร้ายผิวโดยไม่รู้ตัว เพราะความจริงแล้ว ไม่ใช่สครับทุกชนิดที่เหมาะกับทุกผิวหน้า บางสูตร บางเนื้อสัมผัส หรือวิธีการใช้ที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้สครับทำหน้าที่ตรงกันข้าม แทนที่จะช่วยดูแลผิว แต่กลับทำร้ายผิวมากกว่า บทความนี้โว้กบิวตี้จึงอยากพาไปเช็กกันว่าเรายังสครับหน้ากันแบบผิดๆ อยู่หรือเปล่า

 

Article

1. สครับผิวหน้าตอนเป็นสิว

ในช่วงสิวบุก โดยเฉพาะสิวอักเสบ หรือสิวหนอง เป็นช่วงที่ไม่ควรสครับหน้าเลย เพราะผิวกำลังอยู่ในภาวะอักเสบและบอบบางกว่าปกติ แรงเสียดสีจากการสครับอาจไปกระตุ้นให้สิวอักเสบมากขึ้น ทำให้ผิวแดง เจ็บ และฟื้นตัวช้าลง นอกจากนี้ เม็ดสครับยังอาจกระจายเชื้อแบคทีเรียไปยังบริเวณใกล้เคียง ส่งผลให้เกิดสิวใหม่ตามมาได้ ฉะนั้นในช่วงที่ผิวเป็นสิว ควรงดสครับหน้าและหันมาโฟกัสการดูแลผิวอย่างอ่อนโยน จะช่วยให้ผิวฟื้นฟูได้ดีกว่า

 

Article

2. ถูสครับแรงหรือถูนานเกินไป

ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยที่สุดของการสครับหน้าคือเผลอถูเพลิน วนไปวนมา ซึ่งการถูสครับนานหรือแรงเกินไป จะยิ่งไปเพิ่มแรงเสียดสีและทำให้ผิวระคายเคืองได้ง่าย โดยเฉพาะถ้าเผลอสครับตอนผิวแห้ง หรือผิวยังไม่เปียกดี

วิธีสครับที่ถูกต้อง: ควรสครับบนผิวที่เปียก ใช้แรงมือเบาๆ นวดวนเป็นวงกลม โดยไม่จำเป็นต้องวนซ้ำบริเวณเดิมหลายครั้ง และหลังล้างออกแล้ว ผิวมักสูญเสียความชุ่มชื้นไปบางส่วน จึงควรซับผิวอย่างเบามือและทามอยส์เจอไรเซอร์ทันที

 

Article

3. สครับผิวหน้าบ่อยเกินไป

หลายคนสครับหน้าบ่อยเกินความจำเป็น เพราะเข้าใจว่ายิ่งสครับบ่อย ผิวยิ่งดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว การสครับที่ถี่เกินไปอาจทำให้ผิวไม่มีเวลาฟื้นฟูตัวเอง และค่อยๆ เสียสมดุลลงโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอลง ผิวแห้ง ระคายเคืองง่าย และไวต่อการเกิดสิวหรือผดมากขึ้น

ความถี่ที่เหมาะสม: การสครับผิวหน้าเพียง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว และควรเลี่ยงสครับผิวในช่วงที่ผิวอ่อนแอหรือมีปัญหาผิวอยู่

 

Article

4. สครับผิวหน้าทั้งที่ใช้กรดหรือเรตินอลอยู่แล้ว

สำหรับคนที่ใช้สกินแคร์กลุ่มกรดผลัดเซลล์ผิวหรือเรตินอลในรูทีน ควรรู้ไว้ว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทำหน้าที่ผลัดเซลล์ผิวอยู่แล้ว หากเพิ่มการสครับหน้าเข้าไปอีกจะยิ่งไปเพิ่มภาระให้ผิวมากขึ้น และเป็นการผลัดเซลล์ผิวซ้ำซ้อน ทั้งจากสารออกฤทธิ์และการสครับ อาจทำให้ผิวแห้ง ลอก แสบ หรือระคายเคืองได้ง่ายขึ้น ทางที่ดีควรเลือกผลัดเซลล์ผิวด้วยวิธีอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

 

Article

5. สครับผิวหน้าในวันที่ต้องเจอแดดแรง

หลังการสครับผิว ผิวจะอยู่ในสภาพที่บอบบางและไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ และหากต้องออกแดด หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน อาจทำให้ผิวระคายเคือง เป็นรอยแดง และหมองคล้ำได้ ดังนั้น หากวันไหนที่รู้ล่วงหน้าว่าต้องเจอแดดแรง ควรหลีกเลี่ยงการสครับผิวหน้าในวันนั้น และเว้นช่วงเวลาให้เหมาะสม เพื่อลดโอกาสที่การสครับจะกลายเป็นตัวการทำร้ายผิวโดยไม่รู้ตัว

ภาพ : Pexels (IslandHopper X, Polina, Anna Tarazevich)
TAGS : Skincare, Scrub