การเดินทางสู่นครเซี่ยงไฮ้ร่วมกับ BVLGARI ในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในทริปที่น่าประทับใจที่สุด เพื่อร่วมสัมผัสความเอ็กซ์คลูซีฟของคอลเล็กชั่นน้ำหอมระดับตำนานอย่าง Eau Parfumée Thé Impérial พร้อมกับได้พูดคุยแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับนักปรุงน้ำหอมระดับตำนาน Jacques Cavallier ที่จะมาพูดคุยเรื่องการปรุงน้ำหอมรวมถึงเทคนิคการใช้น้ำหอมและปิดท้ายด้วยคำถามพิเศษเพื่อแฟนๆ VOGUE โดยเฉพาะ
เดินทางเข้าร่วมงานเปิดตัวน้ำหอม BVLGARI Eau Parfumée Thé Impérial ณ Bvlgari Hotel Shanghai
เริ่มต้นด้วยการเช็กอิน ณ Bvlgari Hotel Shanghai ดำดิ่งสู่ตัวตนของแบรนด์ผ่านสถาปัตยกรรมและบรรยากาศที่ถูกเนรมิตด้วยสมบัติล้ำค่า ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับชิ้นไฮไลต์ สิ่งของล้ำค่า และหนังสือประวัติศาสตร์ของเมซง เคล้าคลอไปกับกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์และการบริการระดับเวิลด์คลาสตั้งแต่ก้าวแรก ก่อนปิดท้ายค่ำคืนด้วยการพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันสำคัญ
เมื่อถึงดีเดย์ของงานเปิดตัวน้ำหอม Eau Parfumée Thé Impérial อย่างเป็นทางการ ไฮไลต์แรกคือการสัมภาษณ์พิเศษแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ Jacques Cavallier มาสเตอร์เพอร์ฟูเมอร์ระดับตำนานผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของน้ำหอมตระกูล Eau Parfumée มาร่วมเจาะลึกถึงความท้าทายในการพลิกโฉมจาก ‘Scent of a Space’ สู่ ‘Scent of a Person’ พร้อมได้สัมผัสกลิ่นของส่วนผสมหลักอย่าง Musk, Citrus Bergamot และ Black Tea ก่อนที่จะถูกหลอมรวมกันเป็นกลิ่นหอมที่สมบูรณ์แบบ จากนั้นปิดท้ายค่ำคืนที่สองด้วยกาลาดินเนอร์สุดหรูที่รังสรรค์เมนูจากวัตถุดิบและโน้ตเด่นของน้ำหอมขวดนี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์
Eau Parfumée Thé Impérial (ปริมาณ 75ml. ราคา 6,700 บาท) จาก BVLGARI
กลิ่นนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นครั้งแรกในปี 2017 โดย Master Perfumer Jacques Cavallier เพื่อมอบเป็นของขวัญสุดพิเศษแก่แขกผู้เข้าพักใน Bvlgari Hotels & Resorts โดยมีจุดประสงค์เพื่อถ่ายทอดความประณีตและความสมดุลของที่พักอันเหนือระดับเหล่านี้ให้กลายเป็นสัมผัสแห่งกลิ่น หลังจากเป็นที่รักของนักเดินทางทั่วโลกมาตลอด 9 ปี กลิ่นเอกลักษณ์นี้ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่นอกเหนือจากโลกของโรงแรม โดยเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคอลเล็กชั่น Eau Parfumée ในฐานะจุดบรรจบของ วัฒนธรรมชาจีน และ พืชตระกูลส้ม (Citrus) จากอิตาลี ซึ่งเป็นการพบกันอย่างสง่างามระหว่างตะวันออกและตะวันตก
ดีไซน์ของขวดได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องประดับบ่งบอกถึงอัตลักษณ์ที่โดดเด่น สะท้อนถึงความประณีตและความใกล้ชิดเสมือนการสร้างสรรค์เครื่องประดับอัญมณี ในขณะที่โครงสร้างขวดที่ดูสะอาดตาได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงเรขาคณิตอันสง่างามของ เสาโรมันโบราณ บนฝาประทับตราโลโก้ทรงกลม BVLGARI เพื่อย้ำเตือนถึงความเชื่อมโยงกับมรดกที่เหนือกาลเวลาของกรุงโรม พร้อมการตกแต่งด้วย แผ่นสีทองลายแตกร้าว ซึ่งเป็นการอ้างอิงถึงเครื่องเซรามิกศิลาดล ตามขนบธรรมเนียมจีนอย่างแยบยล ฉลากและสัมผัสรอบขวดผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ มาพร้อมกับภาพวาดพฤกษศาสตร์ของ กิ่งมะกรูดที่วาดด้วยมือโดยเฉพาะพื้นผิวที่มีรอยนูนช่วยเพิ่มมิติในการสัมผัสที่ละเอียดอ่อน
Editor’s Note
นิยามที่ชัดเจนที่สุดคือการเป็น Skin Scent อย่างแท้จริง เริ่มต้นด้วยเลเยอร์ของซิทรัสที่ปลุกความสดชื่นได้อย่างทันท่วงที ก่อนจะผสานเข้ากับความละมุนของมัสก์ และทิ้งท้ายด้วยความลุ่มลึกของชาดำ กลายเป็นกลิ่นหอมที่สมดุล ไม่ฉูดฉาดจนเกินไปแต่กลับเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ที่ประณีต เหมาะสำหรับทุกโอกาสสำคัญและชีวิตประจำวัน เบสโน้ตเป็นกลิ่นมัสก์ที่แนบสนิทไปกับผิวจนเหมือนผิวชั้นที่ 2 ถ้าถามว่าคนที่ฉีดน้ำหอมกลิ่นนี้จะออกมาเป็นสไตล์ไหน น้ำหอมกลิ่นนี้เปรียบเสมือนคนที่ใส่ชุดสีขาวผ้าลินินที่เบาสบาย ไม่ใส่รองเท้า เรียบง่ายแต่สง่างามดึงดูดสายตา
- สรัลชนา มีมาก, นักเขียนอาวุโสด้านความงามฝ่ายดิจิทัล
พูดคุยกับ Jacques Cavallier, Master Perfumer ผู้รังสรรค์น้ำหอม BVLGARI Eau Parfumée Thé Impérial
พูดคุยถึงเบื้องหลังการรังสรรค์กลิ่นหอมที่หลอมรวมศาสตร์ตะวันตกและเสน่ห์ตะวันออกเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว พร้อมเผยเทคนิคการฉีดน้ำหอมให้ติดทนนานระดับมาสเตอร์ และปิดท้ายด้วยคำแนะนำในการเลือกกลิ่นหอมที่ตอบโจทย์และเหมาะกับสภาพอากาศของเมืองไทยโดยเฉพาะ
‘ชาดำ’ ในน้ำหอมกลิ่นนี้ถูกสกัดโดยใช้เทคโนโลยี SFE (Supercritical Fluid Extraction) อะไรที่ทำให้เทคนิคนี้มีความพิเศษมากสำหรับน้ำหอมกลิ่นนี้?
เทคนิคนี้พิเศษมากๆ เพราะมันเป็นการสกัดผ่านก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่สำคัญข้อดีของเทคโนโลยีนี้คือการทำงานภายใต้อุณหภูมิที่ต่ำมากในกระบวนการสกัด ดังนั้น เราจึงสามารถรักษาลักษณะตามธรรมชาติของวัตถุดิบเอาไว้ให้เหมือนกับตอนที่ยังสดใหม่
ในฐานะสุคนธกรระดับมาสเตอร์ (Master Perfumer) ช่วยแนะนำวิธีฉีดน้ำหอมที่ถูกต้อง สำหรับบางคนก็ไม่รู้ว่าควรฉีดบนเสื้อผ้าหรือบนผิวแบบไหนดีกว่ากัน?
มันเป็นเรื่องที่คุณต้องไปทดลองด้วยตัวเอง สำหรับผมจะฉีดน้ำหอมบนผิวโดยตรง จากนั้นก็บนเสื้อผ้า และตรงหัวไหล่ด้านหลังทั้งสองข้าง วิธีแบบคลาสสิกดั้งเดิมคือการฉีดตรงข้อมือ แล้วก็เอามาถูๆ กัน ห้ามทำแบบนั้นเด็ดขาด เพราะมันเหมือนกับการเอาไวน์สักแก้วไปอุ่นในไมโครเวฟ เป็นการทำลายกลิ่นหอมดีๆ นี่เอง
แต่วิธีที่ดีที่สุดคือการฉีดลงบนบริเวณหลังมือ เพราะมันเป็นพื้นที่กว้าง คุณฉีดลงไป แล้วระหว่างวันกลิ่นน้ำหอมจะโชยย้อนกลับมาหาคุณเอง เพราะถ้าคุณฉีดบริเวณคอหรือหน้าอก จะทำให้จมูกของคุณชาหรือชินกลิ่นเร็วมาก จนกลายเป็นกลิ่นกลางๆ เพราะคุณได้กลิ่นแบบ 100% ตลอดเวลา ดังนั้น พอถึงจุดหนึ่งคุณจะไม่ได้กลิ่นมัน คุณจะรู้สึกเหมือนไม่ได้กลิ่น แต่การฉีดไว้ตรงหลังมือ เวลาคุณพูดคุย เวลาคุณใช้ชีวิต น้ำหอมจะโชยมาแล้วก็จางไป โชยมาแล้วก็จางไป
1 / 1
สำหรับสภาพภูมิอากาศอย่างประเทศไทย คุณจะแนะนำโน้ตน้ำหอมแบบไหน เพื่อให้รู้สึกสดชื่นและดูหรูหราสง่างามได้ตลอดทั้งวัน?
ก็ต้อง Eau Parfumée Thé Impérial สิครับ (หัวเราะ) เพราะอากาศร้อนและชื้นเกินไป ตอนนี้ที่นี่เซี่ยงไฮ้ก็ร้อนมากเหมือนกันใช่ไหม ดังนั้นน้ำหอมมันจะระเหยออกไปไวมาก แต่กลิ่นวานิลลาไม่ใช่กลิ่นที่ป็อปปูลาร์หรือได้รับความนิยมเท่าไหร่สำหรับน้ำหอมในประเทศไทย ดังนั้น กลิ่นแนวฟรุตตี้ ผสมกับมัสก์, กลิ่นแนวแอมเบอร์ แอมเบอร์แบบแห้งๆ นี่มหัศจรรย์ หรือมัสก์ผสมกับชา ก็ยอดเยี่ยมมากเช่นกัน
หากต้องปรุงน้ำหอมกลิ่นใหม่ให้กับ Vogue จะเลือกใช้กลิ่นหรือโน้ตแบบไหน?
แน่นอนว่าต้องเป็นกลิ่นที่ทันสมัย มีเสน่ห์ที่ได้มาจากกลิ่นท๊อปโน้ตที่มีการผสมผสานของผลไม้ที่สดชื่นผสนกับดอกไม้ที่ยอดเยี่ยมอย่าง กุหลาบ มะลิ หรือฮันนีซัคเคิล และกลิ่นทิ้งท้ายต้องเต็มไปด้วยกลิ่นแอมเบอร์หนักๆ ซึ่งจะทำให้คนๆ นั้นดูมีเสน่ห์และน่าจดจำมากยิ่งขึ้น
ประสบการณ์โปรแกรมสปาสุดลักชัวรี ณ The Bvlgari Spa
ปิดทริปอย่างสมบูรณ์แบบด้วยโปรแกรมสปาสุดลักชัวรี ณ The Bvlgari Spa ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบ ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจด้วยทรีตเมนต์ ‘Synchronizing Rhythms’ ศาสตร์การนวดชั้นสูงจากเทอราปิสสองท่านที่เคลื่อนไหวสอดประสานกันเป็นหนึ่งเดียว ช่วยปลดล็อกความเหนื่อยล้า มอบความรู้สึก Revitalizing และ Comforting อย่างแท้จริง ก่อนเดินทางกลับประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ


.webp)
.webp)
.webp)
.webp)
.webp)
.webp)
.webp)
.webp)
.webp)
.webp)











