ผู้เขียนเข้าใจดีว่าการมีเล็บสวย เคลือบเจลเงา หรืออะคริลิกเป๊ะๆ คือหนึ่งในรายละเอียดเล็กๆ ที่ทำให้ลุคดู ดูดีขึ้นทันที แต่เมื่อความสวยนั้นเกิดขึ้นซ้ำๆ โดยไม่พัก หน้าเล็บที่เคยแข็งแรงจะเริ่มส่งสัญญาณบางอย่างเพื่อบอกเราว่า “เล็บบางลง ฉีกง่าย เป็นร่อง หรือรู้สึกเจ็บเวลาโดนอะไรเบาๆ” ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรมากนักสำหรับหมู่คนทำเล็บ แต่ถ้ามองในเชิงสุขภาพสิ่งเหล่านี้คือผลจากการที่เล็บสูญเสียชั้นเคราติน (keratin) และน้ำมันธรรมชาติไปมากกว่าปกติ แต่ไม่ต้องกังวลไปเพราะข่าวดีคือมัน “ฟื้นตัวได้” ถ้าดูแลถูกวิธี
ทำไมหน้าเล็บบาง?
แม้เล็บจะเป็นส่วนที่ดูจะมีความแข็งแต่ตามหลักแล้วหน้าเล็บของเราประกอบด้วยชั้น Alpha-keratin ซ้อนกันเป็นชั้นๆ จากโคนจนถึงปลาย โดยส่วนหน้าเล็บที่เราทาสีกันจะเรียกว่า “Nail Plate” โดยมันอาศัยความชุ่มชื้นจากชั้นไขมัน Lipids และเคราตินในการคงความแข็งแรงและความยืดหยุ่น
ดังนั้นเมื่อมันเจอการตะไบแรงๆ การขูดเล็บเจลออก การใช้อะซิโตน (Acetone) หรือสารที่อยู่ในน้ำยาล้างเล็บบ่อยๆ จนถึงการทำเล็บอย่างต่อเนื่องโดยไม่พัก มันจะค่อยๆ ทำลายเล็บไปเรื่อยๆ และทำให้เล็บสูญเสียทั้งความแข็งแรงและความยืดหยุ่น จนบางลงเรื่อยๆ ถึงขั้นที่เมื่อต้องเอาเล็บเข้าเครื่องอบ LED เพื่อให้สีเล็บที่ทาแข็งตัวจะรู้สึกร้อนขึ้นจนทนไม่ไหว
วิธีฟื้นฟูหน้าเล็บบาง
-
พักเล็บ (Nail Detox)
หยุดทำเจลหรือเล็บอะคริลิก (หรืออาจหยุดทำเล็บทุกรุปแบบ) อย่างน้อย 2 – 4 สัปดาห์ เพื่อให้เล็บมีเวลาฟื้นตัวตามธรรมชาติ
-
ทาน้ำมันบำรุงจมูกเล็บทุกวัน
การทาน้ำมันบำรุงจมูกเล็บไม่ใช่แค่ขั้นตอนเก๋ๆ ในบอดี้แคร์รูทีน แต่คือการช่วยคืนความชุ่มชื้นให้เล็บและจมูกเล็บให้กลับมาแข็งแรงและชุ่มชื้น เพื่อไม่ให้เล็บเปราะบางและฉีกขาดง่าย โดยให้เลือกน้ำมันบำรุงเล็บที่มีส่วนผสมของ Jojoba Oil, Almond Oil และ Vitamin E
-
เริ่มใช้ Nail Strengthener
เชื่อว่าถ้าไม่ใช่ช่างทำเล็บหรือคนรักเล็บอาจไม่คุ้นหูกับคำว่า Nail Strengthener มากนัก แต่ในวงการทำเล็บจำตัวนี้คือเป็นไอเท็มที่ขาดไม่ได้เลย เพราะมันเป็นเหมือนอาหารบำรุงเล็บบรรจุขวดเลยก็ว่าได้ เพราะปกติ Nail Strengthener จะมาพร้อม Keratin, Biotin และ Wheat protein ซึ่งล้วนแต่เป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมโครงสร้างเล็บ โดยวิธีการใช้ควรเริ่มจากทำความสะอาบเล็บเรียบร้อยและแห้งดีก่อน จากนั้นทาเหมือนยาทาเล็บได้เลย จะทาทุกวันหรือทาตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ก็ได้
-
หลีกเลี่ยงน้ำและสารเคมีนานเกินไป
เล็บที่บางจะดูดน้ำมากขึ้น ทำให้ยิ่งเปราะมากกว่าเดิม เพราะฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงการแช่น้ำหรือกิจกรรมที่ทำให้เล็บเปียกเป็นเวลานาน แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ อาจจะใส่ถุงมือเวลาทำกิจกรรมนั้นๆ เพื่อป้องกันการโดนน้ำเป็นเวลานาน
Routine บำรุงเล็บที่ควรทำในทำทุกวัน
สำหรับมือใหม่ที่อยากจะเริ่มดูแลเล็บจริงจัง แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ผู้เขียนขอแชร์วิธีในการดูแลเล็บทั้งการวันและกลางคืน ซึ่งทำได้ง่ายๆ ใช้เวลานาน แต่ถ้าทำต่อเนื่อง 2–3 สัปดาห์ขึ้นไปจะเริ่มเห็นว่าเล็บดูแน่นขึ้น แข็งแรง และไม่ฉีกง่ายเหมือนเดิม
ช่วงกลางวัน
- ทา Nail Strengthener บางๆ
- ทา Cuticle oil (เติมได้ระหว่างวัน)
- ตามด้วย Hand Cream เพื่อเสริมความชุ่มชื้นให้เล็บไปอีกขั้น
ช่วงกลางคืน
- นวด Cuticle oil ลงบนเล็บที่สะอาด จากนั้นทาทับด้วย Hand Cream อีกรอบ
- หากะดวกสามารถใส่ถุงมือผ้าฝ้ายถัก (cotton gloves) ทับไว้อีกหนึ่งชั้นและทิ้งไว้ข้ามคืน เพื่อล็อกความชุ่มชื้นให้อยู่กับเล็บตลอดทั้งคืนได้
สิ่งที่ควรเลี่ยงเวลาดูแลเล็บ
นอกจากการบำรุงอย่างล้ำลึกและสม่ำเสมอแล้ว สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเวลาดูแลเล็บเพิ่มเติมก็คือการหลีกเลี่ยงหรือเลิกทำพฤติกรรมบางอย่างที่จะส่งผลกระทบต่อเล็บด้วย
- ลอกเล็บเจลหรือเล็บอะคริลิกออกด้วยตัวเอง: การลอกเล็บไม่ใช่แค่การเอาเล็บปลอมออกแต่มันคือการกระชากเล็บจริงออกไปด้วย ซึ่งแย่กว่าการทำเล็บบ่อยๆ เสียอีก
- ใช้น้ำยาล้างเล็บที่มีส่วนผสมของ Acetone บ่อย: การใช้น้ำยาล้างเล็บที่มีสารนี้ผสมอยู่โดยไม่บำรุงจะทำให้เล็บแห้งและเปราะง่ายมาก
- ทำเล็บต่อเนื่องโดยไม่พัก
- ขัดหน้าเล็บด้วยตะไบบ่อยเกินไป
- กัดหรือแทะเล็บ
หากอ่านมาถึงตรงนี้เชื่อว่าสาวๆ ที่อยากเริ่มดูแลเล็บน่าจะพอเข้าใจวิธีการดูแลเล็บที่เคยหักง่ายและเปราะบางกให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมแล้ว แต่ผู้เขียนอยากเสริมเพิ่มเติมว่าการดูแลเล็บเป็นการดูแลระยะยาว ไม่ใช่แค่การทำเพียงชั่วครู่แล้วหยุดไปเมื่อเริ่มทำสีใหม่
เนื่องจากเล็บที่สวยดูดีและน่ามองไม่ได้อยู่ที่สีหรือดีไซน์ที่เราเลือกเสมอไป แต่อยู่ที่ความงามตามธรรมชาติเวลาที่เราใส่ใจดูแลมันจนเล็บที่เคย (เกือบ) พังกลับมาดูแข็งแรง อมชมพู และเงางามเล็กน้อยมากกว่า เพราะต่อให้จะทาสีให้สวยอีกร้อยครั้ง สีเหล่านั้นก็ไม่ได้อยู่ติดทนตลอดไป (หากไม่ได้ทาใหม่) แต่ถ้าเราดูแลเล็บดีตั้งแต่แรกและสม่ำเสมอ เล็บก็จะยังดูสวยไม่ว่าจะผ่านไปอีกกี่สิบปีนั่นเอง





