Vogue Thailand

WATCHES & JEWELLERY

VOGUE WATCH | เปิดนาฬิกาจับเวลาปลายปี 2026 ฟังก์ชั่นที่สะท้อนศาสตร์แห่งเรือนเวลาเสมอมา

เมื่อพูดถึง Chronograph หลายคนคงคุ้นเคยกับหน้านาฬิกาหน้าปัดย่อยหลากหลายรูปแบบ ฟังก์ชั่นเหล่านี้อาจถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยี แต่มันกลับยังมีความสำคัญและทำให้การพัฒนาเรื่องเรือนเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง

03 พฤศจิกายน 2569

ฟังก์ชั่นบอกเวลาของนาฬิกาข้อมือล้วนมีมาตรวัดเรื่องความแม่นยำเป็นทุนเดิม หากแต่จะมีฟังก์ชั่นใดที่ต้องการความแม่นยำที่เป๊ะแบบไร้ซึ่งโอกาสเรื่องความคลาดเคลื่อนนั้นคือฟังก์ชั่นจับเวลา ซึ่งในปี 2026 มีนาฬิกาจับเวลาหรือที่ทุกคนคุ้นหูกันในชื่อประเภท ‘Chronograph’ มีเวลานาฬิกาจากเมซงระดับแถวหน้าสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง มากไปกว่านั้นการจับเวลายังแบ่งแยกย่อยออกเป็นหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การจับเวลาธรรมดา ไปจนถึงการจับเวลาควบคู่กับความเร็ว หรือแม้กระทั่งหลอมรวมฟังก์ชั่นจับเวลาให้ผนวกเข้ากับกลไกซับซ้อนอย่างปฏิทินถาวร โว้กจึงไม่พลาดพาทุกคนไปสัมผัสกับสุดยอดนาฬิกาที่น่าสนใจภายใต้หมวดการจับเวลา

นาฬิกา Chronograph สุดยอดการรังสรรค์เชิงนวัตกรรมที่อาจไม่ได้ใช้จริงในโลกปัจจุบัน แต่ยังมีความพิเศษในตัวเองอยู่เสมอ

การคิดค้นนาฬิกาจับเวลาเกิดขึ้นเพื่อการจับเวลาในยุคที่ไม่มีอะไรสามารถทดแทนได้ นาฬิกาพกสมัยก่อนมีฟังก์ชั่นนี้สอดแทรกเข้ามาจากการบอกเวลาปกติ เพราะมันมีความสำคัญทั้งทางกีฬาและทางทหาร เรื่อยไปจนถึงประโยชน์ต่างๆ นานัปการ หากย้อนกลับไกลถึง 210 ปีที่แล้ว Louis Moinet คือนักสร้างสรรค์นาฬิกาที่เนรมิตกลไกจับเวลาเป็นครั้งแรกในรูปแบบนาฬิกาพก ซึ่งปัจจุบันนาฬิกาของเมซงก็ยังมีจุดเด่นที่กลไกการจับเวลาอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่นนาฬิกาที่ผลิตขึ้นพิเศษเพื่อประมูลในโครงการ ‘Watches for ELA’ จะเห็นว่าแม้จะผ่านไปนานเกินหลัก 2 ศตวรรษ แต่กลไกการจับเวลายังคงมีความสำคัญและถูกใช้เป็นมาตรวัดความยอดเยี่ยมเชิงนวัตกรรมของเมซงนาฬิกามาโดยตลอด การแข่งขันขี่ม้าสมัยก่อนอาจวัดกันด้วยโมเมนต์เข้าเส้นชัยเพียงอย่างเดียว แต่เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ต้องการนาฬิกาพิเศษเพื่อการจับเวลาอย่างแม่นยำ มันจึงกลายเป็นรากฐานสำคัญโดยเฉพาะแวดวงกีฬา ในมหกรรมกีฬาอย่างโอลิมปิกก็มี Official Timekeeper ที่มุ่งเน้นพัฒนาเพื่อสรรสร้างนาฬิกาจับเวลาอย่างแม่นยำเช่นเดียวกัน ถึงแม้การเข้ามาแทนที่เรื่องความแม่นยำของคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีก้าวหน้าใหม่ๆ จะตอบโจทย์การใช้งานมากกว่า ทว่าการพัฒนานาฬิกาจับเวลาก็ไม่เคยหยุดนิ่งเลยแม้แต่นิดเดียว

Article
  • A.LANGE & SÖHNE – Datograph Perpetual

อย่างที่กล่าวไปว่านาฬิกาจับเวลายุคปัจจุบันหรืออาจจะก่อนหน้านี้ไม่ได้เชิดชูศาสตร์การจับเวลาเพียงอย่างเดียวเสมอไป การสรรสร้างสุดยอดนาฬิกาที่ผสมผสานกลไกรูปแบบต่างๆ แสดงให้เห็นศักยภาพการพัฒนาเรือนเวลาขั้นสูง ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่เมซงนาฬิการะดับโลกให้ความสำคัญ A.Lange & Söhne คือเมซงระดับเพชรยอดมงกุฎจากสัญชาติเยอรมันที่ก้าวเข้ามามีบทบาทและเป็นที่รักของนักสะสมจากทั้งความงดงามของตัวเรือน ไปจนถึงวิธีการเสริมสร้างกลไกต่างๆ อย่างทรงประสิทธิภาพ หากใครเป็นคอนาฬิกาขนานแท้จะต้องคุ้นเคยกับเมซงแห่งนี้แน่นอน โดยนาฬิกา Datograph Perpetual มีหน้าตาเป็นเอกลักษณ์ โดดเด่นด้วยหน้าต่างบอกเวลาที่ยักษ์ใหญ่แบบคู่ ซึ่งการหลอมรวมนาฬิกาจับเวลาและนาฬิกาปฏิทินพร้อมหลักวันที่แบบนี้ถือกำเนิดครั้งแรกในปี 2006 และปีนี้ถือเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 2 ทศวรรษพอดิบพอดี ทำให้นาฬิกาพิเศษเรือนนี้ผลิตจำกัดเพียง 50 เรือน ตัวเรือนขนาด  41 มิลลิเมตร ทำจากวัสดุแพลทินัม 950 จับคู่เข้ากับสายในวัสดุเดียวกัน มาพร้อมหน้าปัดหน้าปัดวัสดุเงิน 925 เคลือบสีดำ แต่งแต้มด้วยหลักเวลาเพชร baguette-cut จำนวน 11 ชิ้น (เว้นตำแหน่ง 4 และ 8 นาฬิกา รวมถึงหลัก 12 นาฬิกาที่มี 2 เม็ด) ความน่าสนใจที่เป็นไฮไลต์คือหน้าปัดย่อยที่แสดงทั้งการจับเวลาและปฏิทินถาวร โดยหน้าปัดด้านซ้ายจะทำผนวกรวมเอาฟังก์ชั่น Small Seconds หลอมรวมเข้ากับวันประจำสัปดาห์และการบอกกลางวัน/กลางคืน ในขณะที่หน้าปัดด้านขวาจะบอกเดือน ปีอธิกสุรทิน และการจับเวลาแบบ Jumping Minute นอกจากนี้ยังมีหน้าปัดมูนเฟสด้านล่าง ซึ่งทำให้สามเหลี่ยมแห่งกลไกบนหน้าปัดเพียบพร้อมด้วยความสมบูรณ์แบบด้วยประการทั้งปวง โดยนาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก L952.1 เป็นกลไกแบบไขลานที่สำรองพลังงานได้ 36 ชั่วโมง และรูปแบบการจับเวลาเป็นแบบ Flyback หรือกระโดดกลับสู่เริ่มต้นอย่างลื่นไหล รวมถึงมี tachymetre สำหรับการวัดความเร็วหรืออัตราความถี่ นอกจากปุ่มกดจับเวลายังมีปุ่มสำหรับการตั้งเวลาเพื่อกลไกปฏิทินอย่างแม่นยำ

Article
  • IWC SCHAFFHAUSEN – Pilot’s Watch Performance Chronograph 41 Year of the Goat

ยังไม่ทันหมดปี 2026 ทาง IWC Schaffhausen ก็มองถึงอนาคตแห่งปี 2027 ปีแห่งแพะเป็นที่เรียบร้อย ในขณะที่เมซงทั้งหลายต่างให้ความสำคัญกับการปิดปีอย่างสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จกับโมเดลต่างๆ หรือจะเป็นการเผยโฉมนาฬิกาใหม่ที่น่าสนใจ แต่เมซงนาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ฟากติดกับดินแดนเยอรมนีกลับมีแนวคิดว่าจะเปิดตัวนาฬิกาต้อนรับปี 2027 ไปแล้วเรียบร้อย ก่อนอื่นหันหลังมาจะพบกับ oscillating weight ที่สรรสร้างออกมาในด้วยรูปลักษณ์ของแพะ 3 ตัว สัญลักษณ์แห่งความสุขจากวัฒนธรรมจีนที่มีอายุเก่าแก่หลักพันปีและแน่นอนว่าเมื่อมีความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมจีน วิธีการเลือกใช้สีก็เป็นจุดเด่นไม่แพ้กัน โดยเมซงเลือกใช้โทนสีทองบนหน้าปัดอย่างโดดเด่น สอดประสานเข้ากับตัวเรือนไทเทเนียมและเบเซลเซรามิกสีดำ เช่นเดียวกับเข็มเพลตทอง ตัดกับสายหนังลูกวัวสีดำพร้อมระบบ EasX-CHANGE® ที่เข้ากับเบเซล ซึ่งเป็นการใช้คู่สีดำทองอย่างโดดเด่น แม้จะเป็นนาฬิกาสำหรับการเฉลิมฉลอง แต่ก็เรื่องกลไกฟังก์ชั่นก็ไม่ถูกละเลยแต่อย่างใด เมซงเลือกกลไกการจับเวลาเพื่อชูความสุดยอดเชิงนวัตกรรม ขับเคลื่อนด้วยกลไก 69835 caliber กลไกจับเวลาอัตโนมัติที่สำรองพลังงาน 46 ชั่วโมง โดยหลักนาทีสำหรับการจับเวลาอยู่ด้านบน และไล่เรียงหลักชั่วโมง-นาทีลงมาเป็นแนวตั้ง โดยมีหน้าต่างวันที่บริเวณตำแหน่ง 3 นาฬิกาเพิ่มความสมดุล ซึ่งวันที่ 8 ของทุกเดือนจะแปรเปลี่ยนเป็นรูปสัญลักษณ์แพะแทนตัวเลข ทำให้นาฬิกาเรือนนี้ถือเป็นนาฬิกาเรือนพิเศษที่นอกจากจะจับเวลาอย่างแม่นยำ ยังสะท้อนเรื่องราวการเฉลิมฉลองของวัฒนธรรมจีนและเดินหน้าสู่ศักราชต่อไปอย่างไม่รอช้าแม้แต่ก้าวเดียว

Article
  • ZENITH – DEFY Chronograph TimeForArt Unique Piece

หากจะกล่าวว่าปี 2026 เป็นปีที่เมซงนาฬิกาทำโปรเจกต์คอแลบอเรชั่นได้อย่างน่าตื่นเต้นก็คงไม่ผิดนัก เพราะรายละเอียดของผลงาน Zenith กับเรือนเวลา DEFY Chronograph ที่จับมือสรรสร้างกับ USM Modular Furniture ถือเป็นนาฬิกาเรือนเดียวในโลกที่มีเอกลักษณ์อันโดดเด่น ต่อยอดมาจากการจับมือกันในช่วงเดือนกันยายน 2025 ครั้งนี้เมซงเลือกหวนคืนสู่ระบบโมดูลาร์ USM Haller เมื่อปี 1965 มาเป็นรากฐานเช่นเดียวกับต้นแบบของ DEFY และกลไก El Primero ดังนั้นการกลับมาครั้งนี้จึงใช้รากฐานดั้งเดิมผนวกเข้ากับสีสันสดใสอันเป็นเอกลักษณ์เพื่อสรรสร้างนาฬิกาแบบ One-of-a-Kind ซึ่งสีที่ใช้เป็นพาเลตต์สีเฉพาะที่ทาง USM ใช้เสมอมา ไม่ว่าจะเป็น USM Golden Yellow, USM Pure Orange, USM Green และ USM Gentain Blue ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทุกเฉดสีถูกนำมาประกอบเข้าไว้ด้วยกันบนหน้าปัดเดียว โดยนาฬิกาเรือนนี้มีขนาด 37 มิลลิเมตร ตัวเรือนทำจากวัสดุสเตนเลสสตีล ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไก El Primero 400 ที่ให้พลังงานเพื่อการจับเวลาอย่างแม่นยำและมีความถี่ระดับ 5 เฮิร์ตซ์ เข็มชั่วโมงและนาทีบอกเวลาพื้นฐานอย่างแม่นยำเช่นเดียวกับหลักวินาทีที่มาในรูปแบบของ Small Seconds บริเวณ 9 นาฬิกา ด้านการจับเวลามีทั้งหน้าปัดจับเวลาหลักวินาทีกับเข็มยาวบนหน้าปัดหลัก การจับเวลาหลัก 12 ชั่วโมงบริเวณ 6 นาฬิกา และการจับเวลาหลัก 30 นาที บริเวณ 3 นาฬิกา ทั้งหมดมาในโทนสีที่แตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดของแบบขั้นบันได อีกหนึ่กความไอคอนิกของเรือนเวลา รวมถึงยังมีรายละเอียดของ USM เพิ่มเติมทั้งบริเวณปลายเข็มจับเวลาวินาที และแอ็กเซสเซอรี่ที่จะส่งมอบเมื่อการประมูล TimeForArt โดย Phillips เสร็จสิ้นลง ณ วันที่ 5 ธันวาคม 2026

Article
  • ANGELUS – Chronographe Tachymètre

Angelus คือแบรนด์นาฬิกาที่มีชื่อเสียงจากการรังสรรค์นาฬิกาจับเวลาเช่นเดียวกัน รากฐานทางประวัติศาสตร์กำลังจะถูกนำมากลับมาพัฒนาอีกครั้งในรูปแบบของนาฬิกาจับเวลาโฉมใหม่ ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 37 มิลลิเมตร (มีเวอร์ชั่นเยลโลว์โกลด์ด้วย) ซึ่งภายในขับเคลื่อนด้วยกลไก calibre A5000 ที่ใส่ใจรายละเอียดของกลไกวินเทจ เลียนล้อไปกับการหวนคืนสู่อดีตของนาฬิกาหน้าตาคลาสสิกเรือนนี้ โดยเมซงหยิบยกแรงบันดาลใจจากนาฬิกาในยุค 1930s – 1950s มาตีความใหม่โดยรักษามนตร์เสน่ห์แบบดั้งเดิมให้ครบถ้วนที่สุด ปกตินาฬิกาจับเวลาจะชูความโดดเด่นเรื่องความแม่นยำของเวลา แต่สำหรับเมซงการหยิบยกนาฬิกาที่เน้นในสเกล tachymetre คืออีกแนวทางที่น่าสนใจ เพราะนาฬิกาเรือนนี้ถูกออกแบบให้เน้นการวัดความเร็วผ่านเข็มวินาทีจับเวลาและหลักตัวเลขบนขอบหน้าปัดด้านใน ในขณะที่จับเวลารวมหลัก 30 นาที ไว้บริเวณตำแหน่ง 3 นาฬิกา ทั้งหมดถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบบนหน้าปัดแบบเกรนสีเทาควบคู่กับสีน้ำเงิน โดยมีหน้าปัดย่อยแสดงหลักวินาทีบริเวณตำแหน่ง 9 นาฬิกา การรักษาความคลาสสิกดั้งเดิมเพิ่มเติมไปถึงวิธีการเลือกใช้กลไกแบบไขลาน สำรองพลังงานได้ 42 ชั่วโมง และมีการควบคุมการจับเวลาผ่านปุ่มฟังก์ชั่นบริเวณเม็ดมะยม ทำให้ตัวเรือนคลีนเรียบเนียน เผยให้เห็นทุกรายละเอียดโดยปราศจากสิ่งรบกวนอันไม่จำเป็น ด้านหลังเผยให้เห็นกลไกอย่างชัดเจน หากใครได้สัมผัสจะรับรู้ถึงมนตร์เสน่ห์นาฬิกาจับเวลาแบบดั้งเดิม ในขณะเดียวกันนาฬิกาเรือนนี้ก็เพียบพร้อมด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานที่ทรงประสิทธิภาพและถูกพัฒนาผ่านมิติเชิงนวัตกรรมาโดยสมบูรณ์

Article
  • LONGINES – Spirit Pilot Flyback

สำหรับนาฬิกา Longines นั้นก็มีเสียงชื่อเรียงนามกับการจับเวลาอยู่ไม่น้อย ในฐานะ Official Timekeeper ของการแข่งขันกีฬาหลากหลายประเภท ต้องบอกว่าศักยภาพการทำงานของนาฬิกาเน้นฟังก์ชั่นของเมซงก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ในปีนี้เมซงเลือกรังสรรค์นาฬิกา Spirit Pilot Flyback นาฬิกานักบินที่เสริมสร้างฟังก์ชั่นจับเวลาเพื่อการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ และพาย้อนอดีตสู่รากฐานความเชื่อมโยงระหว่างลองจินส์กับศาสตร์การบินอันยาวนาน และแน่นอนว่ากลไกแบบ Flyback คือหัวใจสำคัญที่เมซงเป็นผู้พัฒนาสรรสร้างขึ้นเป็นลำดับแรกๆ ซึ่งถือเป็นสุดยอดนวัตกรรมในช่วงยุค 1930s และการกลับมาเปิดตัวนาฬิกาเรือนนี้ในปี 2025 กับเวอร์ชั่นสีดำก็ได้รับเสียงตอบรับเชิงบวก ดังน้นปีนี้จึงต่อยอดความสำเร็จด้วยโมเดลสีน้ำเงินที่มีขนาดหน้าปัด 39.5 มิลลิเมตร และยังคงความเรียบง่ายตามแบบฉบับนาฬิกานักบิน โทนสีน้ำเงินอันโดดเด่นนั้นเป็นโทนสีแบบด้านในขณะเดียวกันก็รักษาความเรียบเนียนง่ายต่อการดูเวลา กลไกด้านในขับเคลื่อนด้วย calibre L792.4 กลไกไขลานที่สำรองพลังงานได้มากถึง 68 ชั่วโมง ตัวเรือนเองมีระบบเม็ดมะยมแบบ ‘screw-in’ ที่ทำให้กันน้ำลึกถึง 100 เมตร บนหน้าปัดโทนสีน้ำเงินมีเข็มโทนสีเงินพร้อมกับตัวเลขอารบิกบอกเวลาอย่างตรงไปตรงมา และมีการเคลือบสารเรืองแสงเพื่อแสดงเวลาชัดเจนในที่มืด เบเซลเซรามิกหมุนได้ 2 ทิศทางเพื่อทำหน้าที่จับเวลานับถอยหลัง นอกจากนี้ยังมีหน้าปัดย่อยสำหรับการจับเวลาหลัก 30 นาที และหน้าปัดแสดงหลักวินาทีทั่วไป นาฬิกาเรือนนี้สามารถจับเวลาได้แม่นยำและดีดกลับเพื่อจับเวลาต่อรอบได้อย่างลื่นไหล ในขณะเดียวกันก็สวมใส่สบายและใช้เป็นนาฬิกาในชีวิตประจำวันได้อย่างง่ายดาย เพราะสายสเตนเลสสตีลนั้นสามารถปรับได้ในระดับไมโครเพื่อการสวมใส่ที่สบายมากยิ่งขึ้น หรือจะปรับเปลี่ยนสายรับเบอร์สีน้ำเงินเพื่อความสปอร์ตก็ทำได้ผ่านระบบการเปลี่ยนสายแสนเรียบง่ายเช่นกัน

Article
  • BREGUET – Marine Chronographe 5527

นาฬิกาโมเดล Marine Chronographe 5527 จาก Breguet ถือเป็นเรือธงในการสรรสร้างนาฬิกาจับเวลารูปแบบ Flyback ที่แสนเรียบง่ายแต่กลับงดงามและสะท้อนถึงนวัตกรรมที่หนักแน่น โดยการจับเวลาปกติทั่วไปในหลักวินาทีจะใช้เข็มวินาทีหลักตรงกลาง ในขณะที่หลักวินาทีสำหรับแสดงเวลาทั่วไปจะมาในรูปแบบของ Small Seconds บริเวณตำแหน่ง 9 นาฬิกา และการหลัก 30 นาทีเพื่อการจับเวลาจะอยู่ในตำแหน่ง 3 นาฬิกา แม้จะฟังดูเรียบง่ายแต่มันเปี่ยมด้วยเสน่ห์ทั้งเชิงนวัตกรรมและศิลปะ เพราะนาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วย calibre 582QA ที่มีตัวเลขและลายเซ็นเบรเกรต์กำกับ เน้นย้ำที่การพัฒนากลไกจับเวลาแบบ Flyback ในรูปแบบกลไกอัตโนมัติโดยเฉพาะ สำรองพลังงานได้มากถึง 48 ชั่วโมง มาพร้อมความถี่ระดับ 4 เฮิร์ตซ์ ในขณะที่งานศิลปะบนหน้าปัดก็โดดเด่นด้วยงานกีโยเช่สลักมือ “Quai de l’Horloge” ประดับด้วยโลโก้เมซงตรงกลางด้านบน มาพร้อมหน้าต่างแสดงวันที่บริเวณด้านล่าง และที่สำคัญคือวงแหวนหลักชั่วโมงทำจากวัสดุโรเดียมที่แสดงตัวเลขหลักเวลาในสไตล์เบรเกต์ดั้งเดิม ตัวเรือนมีขนาด 42.3 มิลลิเมตร ทำจากวัสดุไวต์โกลด์ ประกบเข้ากับแซปไฟร์คริสตัลทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เม็ดมะยมเป็นแบบไขล็อคทำให้สามารถกันน้ำลึกได้ถึง 100 เมตร นอกจากนี้ตัวสายยังมีให้เลือกทั้งเวอร์ชั่นไวต์โกลด์และรับเบอร์สีน้ำเงิน สะท้อนความงดงามเชิงศิลป์ที่สอดประสานเข้ากับนวัตกรรมการจับเวลาอันแม่นยำได้อย่างสมบูรณ์แบบ


(สามารถอ่านเรื่องราวที่น่าสนใจของนาฬิกาเพิ่มเติมได้กับบทความ VOGUE WATCH | สำรวจนาฬิกาผู้หญิงที่มนตร์เสน่ห์ความเฟมินีนบอกเล่าถึงศาสตร์นาฬิกาในทุกแขนง)