“ใครกันที่ใส่ Gucci…” คำตอบของ Demna กับการเปิดฉากจัดโชว์บนรันเวย์ครั้งแรกกับ ‘GUCCI PRIMAVERA’ คงจะตอบกลับด้วยผลงานและจัดฉากแฟชั่นที่ตะโกนตอบกลับว่า “ทุกคน” นี่ไม่ใช่การอนุมานหรือคิดค้นหานิยามแฟชั่นของดีไซเนอร์หัวขบถผู้ที่ถูกพุ่งเป้าว่าจะมาล้างบางเปลี่ยนแปลงแบรนด์อิตาเลียนระดับแถวหน้าขนานใหญ่ แต่เป็นรากฐานของแรงบันดาลใจและการคิดค้นความสร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์สำหรับรสนิยมทุกรูปแบบ สารตั้งต้นหากใครได้อ่านเรื่องราวของ Demna จะพบว่าเขานิยามไว้ว่า “Gucci คือแบรนด์ แต่มันเป็นจุดศูนย์กลางในการสื่อสารของคนหลายรูปแบบ สะท้อนออกมาผ่านทั้งรสนิยม แนวคิด และอัตลักษณ์ของปัจเจกบุคคล”
“ทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์คือ Gucci” นิยามของ Demna ชี้ให้เห็นถึงความหลากหลายตั้งแต่ในจดหมายฉบับแรกที่แชร์ลงบนโซเชียลมีเดีย มันคือสัญญาณบ่งบอกว่าดีไซเนอร์คนนี้กำลังจะเนรมิต Gucci ให้จากเดิมเป็น ‘Superbrand’ (ตามการบัญญัติของเขา) สู่แบรนด์ระดับโลกที่พร้อมสอดแทรกเข้าไปอยู่ในตู้เสื้อผ้าของทุกคน ซึ่งนำมาสู่การแบ่งองก์ของโชว์ออกเป็น 5 องก์ ผ่าน กำหนดจังหวะผ่านเสียงเพลง 5 รูปแบบที่ร้อยเรียงต่อกันชนิด ‘seamless’ เช่นเดียวกับโชว์ที่ใช้จังหวะการเดินต่อเนื่องกันราวกับเป็นเซ็ตเสื้อผ้าแบบเดียวกันทั้งหมด แต่เปล่าเลยนี่คือข้อความโดยนัยของ Demna ที่กำลังสื่อสารด้วยภาษาแฟชั่นและการจัดโชว์ เปรียบเปรยถึงสังคมที่ต่อเนื่องไม่ได้มีเส้นแบ่งชัดเจน ทุกอย่างเป็นนามธรรมและทุกคนที่มีอัตลักษณ์แตกต่างกันก็เข้ามาในพื้นที่เดียวกัน แม้จะแต่งตัวคนละแบบ หรือฟังเพลงคนละแนวเลยก็ตาม
ถึงจะมุ่งเน้นความแตกต่างเชิงนามธรรม แต่ Demna ก็มีหลักยึดเรื่องการออกแบบเสื้อผ้าด้วยเช่นกัน เขาต้องการยึดหลักแก่นกลางของ Gucci เผยผ่านไอเดียเรื่องความเบา สบาย และซิลูเอตเน้นเรือนร่าง สามารถแนบชิดติดกับร่างกายได้อย่างแนบเนียน นี่คือจุดเริ่มต้นที่ชวนตะลึงกับลุคแนบเนื้อกับเทคนิคพิเศษที่ทำให้ชุดชิดติดร่างพร้อมกับดีเทลแบบไร้ตะเข็บ มันเป็นความตื่นเต้นแรกและชวนให้นั่งชมโชว์ต่อไปอย่างใจจดใจจ่อว่า Demna กำลังจะสร้างอะไรในสารบบใหม่ ก่อนที่จะค่อยๆ สร้างกลิ่นอายความขบถจนผู้ชมอาจตะโกนในใจว่า “Demna” มาแล้ว ลุคกลิ่นอายสตรีตถูกโยนเข้ามาในโชว์ตั้งแต่ท้ายองก์แรกและเริ่มองก์ที่สอง ความไม่สมบูรณ์ และคาแร็กเตอร์ของคนจริงที่นิยมชมชอบ Gucci และ Demna อาจไปได้ไกลถึงหนุ่มวัยห้าวกับเสื้อโปโล กางเกงเอวต่ำ คาดกระเป๋าและหยิบโทรศัพท์มาเล่นกลางโชว์ (ซะอย่างนั้น) ไปไกลจนถึงลวดลายงู กางเกงเอวต่ำโชว์ขอบกางเกงในสไตล์ฮิปฮอปและท่าทางความกวนโอ้ยยั่วยวน นี่อาจจะเป็นสไตล์ของ Demna ที่ทุกคนคาดการณ์ไว้แล้วว่าจะเป็นเช่นนี้
จนกระทั่งบทเพลงเปลี่ยนองก์สำคัญก็เดินทางมาถึง ฉากของความหลากหลายฉายขึ้นอีกครั้ง บทเพลงชื่อ ‘Milan’ โดย Augxst แปลงสารสู่เซ็ตแห่งความเซ็กซี่เย้ายวนชวนให้นึกถึง Gucci สมัย Tom Ford อย่างไรอย่างนั้น นอกจากนี้หากใครกำลังมองหาความหรูหราและทรงพลังในรูปแบบแฟชั่น ‘Mob Wife’ ที่คล้ายกับ Patrizia Reggiani ซึ่งปรากฏในภาพยนตร์อย่าง ‘House of Gucci’ ก็จะได้พบกันมิติความแก่กล้าและเฉียบขาดของผู้หญิงที่ทรงอิทธิพล นอกจากนี้ยังมีงานเทเลอริ่งที่ปรับโฉมมาอย่างแปลกตา การเลือกใช้วัสดุและวิธีการตัดเย็บที่มีเอกลักษณ์การออกแบบสไตล์สตรีตแวร์ ซึ่งการเลือกใช้วัสดุเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่ทำให้โชว์ Gucci ดูมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น มันต่อยอดไปจนถึงรองเท้าสนีกเกอร์ที่ถูกจำลองขึ้นด้วยแนวคิดแบบ ‘Aerodynamic’ ของรถสปอร์ตเลยทีเดียว
ท้ายที่สุดบทเพลงก็แปรเปลี่ยนสู่ ‘Tu Si’ ‘Na Cosa Grande’ โดย Ornella Vanoni องก์ปิดท้ายของโชว์ถูกถ่ายทอดออกมาพร้อมกับรูปแบบเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยความระยิบระยับ เดรสหรูหรา และเสริมสร้างความเย้ายวนทั้งการผ่ากระโปรงสูงลิบ การคัตเอาต์ หรือแม้แต่ชุดสุดท้ายที่สวมใส่โดย Kate Moss ที่เว้าหลังพร้อม ‘Thong’ สุดคลาสสิกที่เชื่อว่าหลายคนมีภาพจำกับ Gucci แบบนี้เมื่อไม่กี่ทศวรรษก่อน หากจะกล่าวว่านี่คือการพาทัวร์จักรวาลของแบรนด์ภายใต้การตีความของ Demna ผ่านทั้งเสียงเพลง การแบ่งองก์ของโชว์ ไปจนถึงเสื้อผ้าอาภรณ์ทั้งหลายก็คงไม่ผิดนัก แต่คำถามสำคัญคือ “ความหลากหลายและแตกต่างนั้นมีเอกลักษณ์จริงหรือไม่” โชว์นี้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับยุคสมัยของ Tom Ford อีกครั้งในบางส่วน และอีกหลายส่วนก็ถูกตีตราว่าเป็นผลงานสตรีตแบบดั้งเดิมของ Demna มันคือการคลุกเคล้าที่ไร้รอยต่อหรือเต็มไปด้วยรอยหยักที่ไม่ราบเรียบกันแน่…
ก้าวออกจากโชว์และลุคโดยรวมสักนิด ความชาญฉลาดและน่าสนใจในชิ้นงานของ Demna ครั้งนี้คือแอ็กเซสเซอรี่และกระเป๋า เมื่อมีการสร้างโลกและนิยามตัวตนของผู้สวมใส่ Gucci ไอเท็มชิ้นเด่นจึงมีความหลากหลายตามไปด้วยเช่นกัน ความซาบซ่าและแก่นกวนมาพร้อมกับกระเป๋าคาดเอว ในขณะที่ความหรูหราคลาสสิกถูกจับคู่กับกระเป๋า Bamboo 1947 ซี่งมีการปรับสัดส่วนหูจับและปรับความยืดหยุ่นให้โมเดิร์นมากยิ่งขึ้น ในขณะที่สนีกเกอร์และรองเท้าแบบสวมก็มีการยึดถือแนวคิดของความนุ่มสบายและร่วมสมัยไปพร้อมกัน
วันนี้ Gucci กำลังเริ่มต้นใหม่ด้วยจำนวนตัวเลข 83 ลุค กับความหลากหลายที่หากจะมองว่าสะเปะสะปะก็อาจจะใช่ หรือจะมองว่าหลากหลายตอบโจทย์ทุกรูปแบบก็น่าสนใจ ความมีระดับจากยุคเก่าแก่ถูกสอดแทรกเข้ามาผสมกับความขบถ เพิ่มเติมด้วยมิติความเซ็กซี่ และปิดท้ายด้วยการทดลองใหม่ๆ ทั้งหมดนี้อาจจะพาสู่นิยามอีกนิยามหนึ่งที่ Alessandro Michele เคยกล่าวไว้ว่า “Gucci คือความอิสระ การแต่งกายของปัจเจกบุคคลไม่ควรถูกตีกรอบ” จากวันนั้นถึงวันนี้เรื่องราวถูกเล่าขานอีกครั้ง แต่ออกมาในมุมมองและวิสัยทัศน์ของ Demna สาวกแฟชั่นจะชอบหรือไม่อย่างไร คำตอบสุดท้ายอาจต้องรอเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ต่อไป
(สามารถอ่านเรื่องราว Vogue Special เพิ่มเติมได้กับบทความ ‘75 ปีที่ไม่คร่ำครึ’ Max Mara ปลุกจิตวิญญาณผู้หญิง ด้วยนิยามความขบถที่ซ่อนตัวอย่างแยบยล)



















