Vogue Thailand

FASHION

จากการเดินทางข้ามทะเลสู่บาร์ ‘Speakeasy’ กับการถ่ายทอดเรื่องชีวิตในโชว์ Ferragamo

Ferragamo ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026 โดย Maximillian Davis พาย้อนไปกลับสู่ยุค 1920s ทั้งเรื่องแฟชั่นและวัฒนธรรม พร้อมเล่าเรื่องราวการเดินทางย้ายถิ่นฐานของตัวเองที่สอดคล้องกับ Salvatore Ferragamo จนเกิดเป็นคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าที่ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งคอลเล็กชั่นที่ดีที่สุดในมิลานแฟชั่นวีก

02 มีนาคม 2569

Maximilian Davis คือดีไซเนอร์สายเลือดใหม่ที่ได้รับความสนใจเพราะผลงานของเขามีเอกลักษณ์และถ่ายทอดทั้งความสร้างสรรค์และการให้ความสำคัญกับงานฝีมืออย่างเนี้ยบประณีต สอดคล้องกับ Ferragamo ที่มีเอกลักษณ์เรื่องงานหัตถศิลป์ โดยเฉพาะเครื่องหนังและรองเท้า เรื่อยไปจนถึงงานเทเลอริ่งที่ขึ้นชื่อลือชาอยู่ไม่น้อย หลังจบโชว์คอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026 เขาได้รับการเสียงชื่นชมและถูกกล่าวว่า “หนึ่งในโชว์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในช่วงมิลานแฟชั่นวีก” (ซึ่งผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่ง) ทำไมถึงโชว์แสนเรียบง่ายไม่ได้หวือหวาไวรัลถึงได้รับเสียงชื่นชมขนาดนี้ โว้กจะพาไปย้อนรอยหาคำตอบไปพร้อมกันว่าทำไมโชว์นี้ถึงทำให้คอแฟชั่นรู้สึกถึงความสง่างามเต็มรูปแบบขนาดนี้

ย้อนกลับไปถึงรากฐานแรงบันดาลใจต้องย้อนไกลไปหลักศตวรรษ เพราะ Maximilian Davis ตั้งใจพาทุกคนหวนคืนสู่กระแสความนิยมจากยุค 1920s รากฐานของศิลปะและแรงบันดาลใจตั้งแต่ของ Ferragamo ยุคต้น นิยามคำว่า “Speakeasy” ถูกกล่าวขึ้นพร้อมกับการเปรียบเปรยถึงห้วงเวลาและสถานที่ซึ่งปราศจากการแบ่งแยกทางอัตลักษณ์และชนชั้น พื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนพูดคุย แบ่งปันประสบการณ์ และสร้างกลุ่มสังคมที่เปิดกว้าง ดังนั้นรันเวย์แสนเรียบง่ายที่ไฟสลัวสาดส่อง ชวนให้จินตนาการและตีความถึงบาร์ ‘Speakeasy’ ที่ถูกจำลองขึ้นภายใต้คอนเซปต์การจัดเซ็ตติ้งแสนเรียบง่าย การชมแฟชั่นโชว์ครั้งนี้คงเหมือนการเสพสมประสบการณ์และเรื่องราวท่ามกลางบรรยากาศของ ‘Speakeasy’ อย่างไรอย่างนั้น

การแบ่งปันประสบการณ์ของ Maximilian Davis เริ่มต้นเรื่องราวในชีวิตของเขาเอง หลายคนอาจตั้งคำถามว่าทำไมแบรนด์สัญชาติอิตาเลียนถึงนำเสนอเสื้อผ้าที่คล้ายกับชุดกะลาสีหรือนักเดินเรือ คำตอบคือดีไซเนอร์คนนี้ต้องการแบ่งปันประสบการณ์ของเขา ซึ่งมีความสอดคล้องกับ Salvatore Ferragamo ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ที่เดินทางย้ายถิ่นฐานไปมา ข้ามน้ำข้ามทะเลจากอิตาลีสู่สหรัฐอเมริกา และเดินทางกลับบ้านเกิด (Maximilian Davis เดินทางจากตรินิแดด จาไมก้า สู่เมืองแมนเชสเตอร์) “พวกเขาต่างข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อค้นหาการเริ่มต้นใหม่” เขากล่าว ดังนั้นคอลเล็กชั่นนี้จึงขมวดปมสู่การเล่าเรื่องผ่านแฟชั่นในบรรยากาศเรียบง่ายแต่แสนพิเศษ

ชุดกะลาสีเรือหรือเครื่องแบบนักเดินเรือคือหัวใจหลักอย่างเห็นได้ชัด มันถูกตีความ รื้อสร้าง และแต่งเติมรายละเอียด ทั้งหมดปรากฏบนเสื้อผ้านางแบบ-นายแบบอย่างเป็นประจักษ์ ปกคอที่คล้อยไปด้านหลังตามแบบฉบับดั้งเดิม เพิ่มเติมด้วยการปลด เพิ่มและปรับสัดส่วนกระดุม การถอดโครงสร้างเล่นกับความเล็กใหญ่เพื่อสร้างความสมดุล ผสมผสานเข้ากับงานนิตแวร์ที่รักษามาตรฐานความเนี้ยบ แต่เพิ่มซิลูเอตและสอดแทรกมิติเรื่องรูปทรงเป็นสำคัญ โดยผสมผสานงานถักเข้ากับผ้าชีฟอง ชุดเดรสสำหรับงานกลางคืนที่ถูกผสมเข้ากับชุดนักเดินเรือ การใช้วัสดุ ‘velvet lamé’ และผ้าแจ็กการ์ด เรื่อยไปจนถึงการใช้เทคนิคจับเดรป จับระบาย เพื่อสร้างวอลุ่มของเสื้อผ้า รวมถึงการใช้เครื่องหนังที่เฉียบคม มากไปกว่านั้น ‘outerwear’ ยังถูกเนรมิตขึ้นในรูปแบบทรง ‘cocoon’ มันเหมือนการผสมผสานเรื่องราวและปราศจากการแบ่งแยกเฉกเช่นในบาร์ ‘Speakeasy’

นอกเสียจากรายละเอียดตั้งต้นจากแรงบันดาลใจเรื่องการเดินทางข้ามผืนน้ำ Maximilian Davis ยังหยั่งลึกไปถึงโลกของศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิวบิสม์และเซอร์เรียลิสม์ หยิบยกวิธีการใช้สีมาเป็นแกนหลักสำคัญ เช่นเดียวกับศิลปะภาพถ่ายในยุคนั้นมาเป็นองค์ประกอบศิลป์ที่น่าสนใจ วัสดุหลากหลายประเภทปรากฏขึ้นด้วยสีสันสะดุดตา รังสรรค์ผ่านเทคนิคการย้อนและสเปรย์ เหมือนกับการนำแกนกลางของศิลปะยุคเก่ามามองผ่านมุมมองจากมองย้อนผ่านกาลเวลา มนตร์เสน่ห์บางอย่างยังปรากฏอยู่แต่อาจเปลี่ยนแปลงไปด้วยรายละเอียดของการจางหาย การตีความ และชุดความคิดของคนในสังคม การที่เขาพาทุกคนเจาะลึกถึงศิลปะแบบนี้เหมือนการเข้าคลาสเรียนและได้รับรู้วิชาการเสพและวิเคราะห์ศิลปะอย่างไรอย่างนั้น
 

เชื่อมโยงมาถึงการตีความและนำเสนอศิลปะสู่ดีเทลของแอ็กเซสเซอรี่และรองเท้า Ferragamo คอลเล็กชั่นนี้โดดเด่นเรื่องการปรับโครงสร้าง เช่นเดียวกับกระเป๋าที่ถูกปรับแต่งให้มีความเพรียวบางมากยิ่งขึ้น มาพร้อมกับตัวล็อคแบบ ‘Gancini Plate’ กระเป๋า Hug Bag ก็ยังเป็นกระเป๋าไอคอนิก เสริมความพิเศษด้วยโทนสีใหม่ นอกจากนี้ยังมีกระเป๋าใบเล็ก คลัตช์ และอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนรองเท้าชูความโดดเด่นของรองเท้าส้นเข็มและ ‘sling-back’ อ้างอิงต้นแบบรองเท้าจากปี 1954 และการใช้เทคนิค ‘shell-sole’ การคลุมพื้นรองเท้าขึ้นคลุมรอบสรีระเท้าผู้สวมใส่

อีกหนึ่งมุมที่น่าสนใจคือแขกคนสำคัญในโชว์ครั้งนี้ เพราะ ‘ฝ้าย-พีรญา’ เดินทางสู่มิลานแฟชั่นวีกท่ามกลางการสนับสนุนจากแฟนคลับอย่างล้นหลาม นับเป็นเปิดภูมิทัศน์ใหม่ของ Ferragamo ที่เดิมทีอาจไม่ได้มุ่งเน้นหรือต้องการสร้างกระแสหวือหวาแบบสุดลิ่มทิ่มประตู วันนี้ฝ้ายเป็นอีกแรงเสียงที่นอกจากจะสร้างแรงกระเพื่อมบนโลกออนไลน์ ยังสามารถถ่ายทอดคาแร็กเตอร์อย่างผู้หญิง Ferragamo ได้อย่างสง่างาม ในขณะเดียวกันยังมีดาวเด่นจากฝั่งเอเชียอย่าง ‘Lee Jong-suk’ ที่ดึงดูดแฟนๆ ให้ติดตามโชว์นี้เช่นกัน อีกด้านเป็นมุมของอินฟลูเอนเซอร์สายแฟชั่น ปิดท้ายด้วย Alberto Tomba นักสกีระดับตำนานชาวอิตาเลียน เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก 3 เหรียญ ที่จับมือกับแบรนด์เพื่อรังสรรค์โปรเจกต์พิเศษขึ้นมาในช่วงที่ผ่านมา

(สามารถอ่านบทวิเคราะห์​ Vogue Special เพิ่มเติมกับบทความ ‘เสียงดังแบบไม่ต้องตะโกน!’ Bottega Veneta Winter 2026 งานคราฟต์ที่เหนือกว่าแค่หนังสาน)