ตลอดยุค 2020s ดูเหมือนการพัฒนาเทคโนโลยีจะเดินหน้าไปอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเทคโนโลยี AI ที่จากเดิมเป็นความหวือหวาน่าตื่นเต้นเชิงนวัตกรรมทางดิจิทัล ทว่าช่วงเวลาไม่กี่ปีมันเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคนทั่วโลกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง VOGUE SCOOP จึงพร้อมพาไปสำรวจมิติเรื่อง AI กับโลกแฟชั่นปี 2025 ทั้งในรูปแบบของการตั้งคำถาม การชี้ให้เห็นปรากฏการณ์ เรื่อยไปจนถึงย้อนถึงจุดเริ่มต้นของกระแสนิยมสมัยใหม่ มาขมวดจบปีไปพร้อมกันกับปัญญาประดิษฐ์ ส่วนสำคัญในชีวิตมนุษย์ยุคใหม่ที่มีบทบาทมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

CROSSING THE BORDER OF LUXURY WORLD
ความน่าสนใจของ AI คือการก้าวข้ามขีดจำกัดและเส้นแบ่งของความเป็นมนุษย์และไม่ใช่มนุษย์ แรกเริ่มเดิมทีโลกของสินค้าลักชัวรีผูกติดกับเรื่องงานฝีมือ ความสร้างสรรค์ที่เกิดจากมนุษย์ แม้บางครั้งจะยึดโยงกับความร่วมสมัยเชิงดิจิทัลแต่ก็สะท้อนภาพของงานฝีมือในรูปแบบที่แตกต่างจากงานหัตถศิลป์หรืองานฝีมือแบบดั้งเดิม เช่นการทำโมชั่นกราฟิกแบบล้ำสมัยจากความพร้อมของเครื่องมือ การทำแอนิเมชั่น และอื่นๆ อีกมากมาย ถัดมาไม่นานเส้นแบ่งเรื่องความสร้างสรรค์จากฝีมือของมนุษย์กลายเป็นหน้าที่ของ AI ซึ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้น แบรนด์จำนวนมากสร้างสรรค์ความสนุกน่าตื่นเต้น ความหวือหวา และความสดใหม่ด้วยผลผลิตจาก AI เห็นได้ชัดเจนกับวิดีโอแอนิเมชั่นช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองปลายปี AI เข้ามามีบทบาทและนิยามความลักชัวรีรูปแบบใหม่ Prada ถ่ายทอดมนต์เสน่ห์แห่งความสุขและภาพจำของฤดูหนาวกับบูติกด้วยวิดีโอ AI เช่นเดียวกับแบรนด์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Valentino, Balenciaga และแบรนด์น้อยใหญ่จำนวนไม่น้อยที่ทำให้เห็นว่า AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญและก้าวข้ามเขตแดนสู่โลกลักชัวรีอย่างเป็นประจักษ์

AI TWINS
หากย้อนกลับไปสัก 10-20 ปีก่อน ถ้ามีใครสักคนมาพูดว่า “ฝาแฝดดิจิทัลของคุณรับงานแทนได้” คงจะไม่มีใครเชื่อ แต่สำหรับโลกปี 2025 นั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ฝาแฝดของนางแบบคือความเป็นจริงที่ถูกทดลองใช้และเสริมสร้างแนวคิดการผลิตคอนเทนต์ด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบ ข่าวใหญ่โตประจำปีคือ H&M ได้เซ็นสัญญาร่วมกับนางแบบถึง 30 คน เพื่อสรรสร้างฝาแฝดในโลกดิจิทัลด้วย AI สำหรับการทำมาร์เก็ตติ้ง แคมเปญบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และภารกิจต่างๆ อีกมากมาย สิ่งนี้ทำให้นางแบบคนดังอาจไม่ต้องเดินทางไปไหนมาไหนแต่สามารถรับรายได้ผ่านช่องทางของการให้สิทธิ์ใช้งานฝาแฝดดิจิทัล นอกจากนี้ยังสามารถทดลองและเปิดโอกาสในเรื่องการรักษาเพดานค่าใช้จ่ายเรื่องโปรดักชั่น มากไปกว่านั้นยังช่วยให้สามารถผลิตคอนเทนต์ที่มีข้อจำกัดน้อยลงเรื่อยๆ สถานที่ใหม่ (อาจจะไม่มีอยู่จริงด้วยซ้ำ) มุมกล้อง แสง และอื่นๆ ที่สามารถปรับแต่งเข้ากับฝาแฝดดิจิทัลได้โดยมีห่วงเกี่ยวกับข้อจำกัดของนางแบบตัวจริงน้อยลง ถึงกระนั้นมันเป็นสร้างความเป็นห่วงว่าจะเกิดการล้มครืนในอุตสาหกรรม เพราะนางแบบ สไตลิสต์ หรือแม้แต่ช่างภาพอาจจะต้องเผชิญกับความท้าทายอันยากลำบาก คำถามคือ “ฝาแฝดดิจิทัลจะทำงานได้จริงและมอบเสน่ห์ความเป็นมนุษย์ได้จริงหรือ…?”

VIRTUAL PARTICIPATING
ตั้งแต่ยุคโควิดเป็นต้นมา ปฏิเสธเลยว่าการเข้าร่วมออนไลน์หรือการเข้าร่วมกิจกรรมเสมือนคือกลไกการขับเคลื่อนของแบรนด์แฟชั่นที่น่าติดตาม เพราะเดิมทีการเชื้อเชิญแขกคนสำคัญบินลัดฟ้าเพื่อชมโชว์คือความพิเศษเหนือระดับที่ใช้ต้นทุนสูง แต่เมื่อโควิด-19 แพร่ระบาด ข้อจำกัดต่างๆ ถูกสร้างขึ้นแบบไร้ข้อแม้ การเข้าร่วมกิจกรรมผ่านโลกดิจิทัลจึงเป็นสิ่งจำเป็นด้วยเช่นกัน จากเดิมตัวละครดิจิทัลเกิดขึ้นเพื่อโปรโมตหรือสร้างกระแสนิยมก่อนงานสำคัญจะเกิดขึ้น แต่แนวโน้มในปัจจุบันและอนาคต ยิ่งมีระบบการสร้างฝาแฝด การเข้าร่วมงานสำคัญในรูปแบบเสมือนจริงจึงเป็นทางเลือก แม้ตอนนี้ยังไม่มีให้เห็นเป็นประจักษ์นอกเสียจากการหยิบยกตัวละครเสมือนมาแต่งชุดถ่ายภาพท่ามกลางเซ็ตติ้งเฉพาะ แต่เชื่อเลยว่าต่อไปเมื่อกิจกรรมในโลกความจริงเกิดขึ้น จะต้องมีโลกเสมือนควบคู่ไปพร้อมกับรูปแบบการเข้าร่วมที่มาจากการพัฒนาเทคโนโลยีเช่นเดียวกัน สิ่งนี้อาจจะยังเป็นแค่แนวโน้มที่มีจุดเริ่มต้นแบบเรียบง่ายที่เริ่มด้วยข้อจำกัดอาจกำลังเป็นแนวทางที่ให้การร่วมกิจกรรม การชมโชว์ และอื่นๆ อีกมากมายมีทางเลือกชวนแฟนๆ ติดตามกันมากขึ้น และแน่นอนว่าจะไม่ใช่แค่การโปรโมตอีกต่อไป

FUTURE OF THE FASHION MEMES
สีสันของทุกวงการในโลกยุคดิจิทัลจะขีด ‘มีม’ ไปไม่ได้เด็ดขาด ความตลกที่ขับกล่อมความมีชีวิตชีวาให้กับทุกกลุ่มสังคม ในมิติด้านแฟชั่นมีมก็เป็นตัวขับเคลื่อนความสนุกของคนในสังคมเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในปี 2025 มีมในโลกแฟชั่นผัดเปลี่ยนจากการสร้างสรรค์ด้วยน้ำมือมนุษย์โดยแท้ มันถูกพัฒนาเป็นผลผลิตจากมันสมองแต่ใช้วิธีการผลิตผ่าน AI เพจแฟชั่นอย่าง RICKDICK สรรสร้างความสนุกด้วยการแปรเปลี่ยนองค์ประกอบของแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นบนรันเวย์ พรมแดง ปกนิตยสาร และอื่นๆ ให้กลายเป็นความแปลกใหม่ชวนสะกดตา บ้างก็มาในรูปแบบวิดีโอ บ้างก็เป็นภาพนิ่ง หรือบางครั้งก็เป็นการล้อเลียนชนิดแสบๆ คันๆ นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ที่รังสรรค์มีมเพื่อสร้างความตลกขบขัน และเปิดโลกจินตนาการของผู้รับชม จากเดิมมีมบ้างมีมถูกเล่าขานผ่านคำพูดจะตลกกว่า หรืออยากจะเล่าด้วยทรัพยากรทางดิจิทัลก็ยากหรือใช้ความพยายามมากเกินไป แต่เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญ เปลี่ยนความยากเป็นความง่าย มีมแฟชั่นจึงพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เชื่อเลยว่าสาวกแฟชั่นทั่วโลกอย่างน้อยต้องเคยเห็นมีมวิดีโอหรือภาพนิ่งที่สะท้อนเรื่องราวด้วยผลผลิตแบบ AI แต่ยังดีที่สุดท้ายแนวคิดการสร้างคำสั่งยังเป็นหน้าที่ของมนุษย์ นี่ไม่ใช่การคิดค้นความตลกและสร้างขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ตรงนี้ยังเป็นเสาหลักของยุคสมัยที่ AI ไม่ได้มีอิสระเป็นปัจเจก เป็นเพียงเครื่องมือของมนุษย์อย่างชัดเจน

CAMPAIGNS THAT CAN CHANGE THE INDUSTRY
ความน่ากลัวของ AI แผ่ซ่านด้วยวิธีการนำเสนอแคมเปญเชิงสร้างสรรค์ คำถามคือ “มันกำลังจะเปลี่ยนโลกหรือไม่ ?” เพราะการเนรมิตแฟชั่นเซ็ตหรือแคมเปญเพื่อการโปรโมตอะไรสักอย่างหนึ่งใช้งบประมาณจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นฉาก การเดินทาง และอื่นๆ ยิ่งถ้านักสร้างสรรค์คนใดอยากจะเนรมิตโลกเซอร์เรียลยิ่งต้องสรรสร้างจากฐานรากของความเป็นธรรมดา กลับกัน AI สามารถรับคำสั่งและผลิตเนื้อหาที่ชูจุดเด่นของสิ่งต่างๆ อย่างฉับพลัน บางครั้งข้อจำกัดที่อาจทำได้ยาก อย่างเช่นในภาพการขนทุเรียนไปพร้อมกับชุดหนัง ถ่ายในฉากธรรมชาติอันกว้างใหญ่ที่ดูอย่างไรก็ไม่ใช่ในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิ่งนี้คือมุมมองใหม่ที่อาจจะอยู่ในหัวคิดมนุษย์แต่ยากที่จะทำหรือใช้ทุนสูงเกินจุดความคุ้มค่า ดังนั้นการลงทุนกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐือาจช่วยให้แคมเปญล้ำจินตนาการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และถ้าเกิดยังคง ‘pace’ การพัฒนาเช่นนี้ต่อไป มันก็อาจเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานและการนำเสนอจนแปรเปลี่ยนโฉมหน้าของอุตสาหกรรมแฟชั่นไปเลยก็ว่าได้

CUTE OR CRINGE
ท่ามกลางมวลคอนเทนต์มหาศาลที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย สิ่งที่ทุกคนต้องพบเจอกันบ้างคือคอนเทนต์ที่เนรมิตสัตว์เลี้ยงหรือความน่ารักต่างๆ ให้มีชีวิตชีวาหรือสร้างความแปลกใหม่จนเรียกรอยยิ้ม ทว่าเมื่อเสพคอนเทนต์เหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ จะพบกับแพตเทิร์นหรือความซ้ำจำเจแบบใดแบบหนึ่งอยู่ดี วันนี้คำถามเลยผุดขึ้นมาว่า “น่ารักจริงหรือ…?” เพราะสุดท้ายน้องหมาน้องแมวก็ไม่ใช่ตัวตนจริงๆ มิหนำซ้ำยังรวมถึงพฤติกรรมและกิจกรรมในคอนเทนต์ที่สร้างเสมือนขึ้นมาแทบทั้งสิ้น จะ ‘Cute’ หรือ ‘Cringe’ คำตอบอาจขึ้นอยู่กับบริบท กระแสความนิยม และบรรทัดฐานทางสังคมที่จะเริ่มคิดรวบไปจนถึงผลงาน AI แบรนด์แฟชั่นจำนวนไม่น้อยก็พร้อมสร้างสรรค์ความน่ารักเพื่อเสิร์ฟความต้องการเชิงจินตนาการของผู้ชม ลักษณะคล้ายๆ กับแคมเปญคือ AI ทำสิ่งเหนือจินตนาการ หรือทำให้สิ่งในจินตนาการเกิดขึ้น แรกๆ ความน่ารักคละคลุ้ง แต่เมื่อจำนวนคอนเทนต์มากมายมหาศาล และถูกผลิตได้อย่างรวดเร็ว เสน่ห์ความน่ารักความน่าค้นหาอาจกลายเป็นคำน่าเบื่อและชวนเบะปากเมื่อทุกคนตระหนักได้ว่าเป็นคอนเทนต์เสมือนที่ดำเนินการผ่านเครื่องมือ AI คำถามไม่ใช่ว่าคอนเทนต์น่ารักๆ สไตล์ AI จะเกิดขึ้นจริงไหม แต่เป็นคำถามว่ามันกำลังจะมากเกินไปจนหมดเสน่ห์ความน่ารักไปเลยหรือไม่ ตอนนี้อาจยังไม่ถึงจุดนั้น แต่ถ้าดำเนินไปด้วยความเร็วและกระแสประมาณนี้ เชื่อว่าอีกไม่นานน้องหมาน้องแมว AI หรืออะไรก็ตามแต่ที่ถูกทำเสมือนจะไม่สามารถดึงดูดผู้ชมด้วยความน่ารักอีกต่อไป

VIRTUAL TRY-ON 2.0
เมื่อมาถึงโลกยุคใหม่โดยสมบูรณ์ การพาตัวเองเข้าไปสู่จักรวาลการช็อปปิ้งมิติใหม่ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าโลกเสมือนอาจแทนที่โลกความจริงในบางส่วนเพื่อความสะดวกสบายและเห็นภาพมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีการลองชุดออนไลน์จริงๆ เกิดขึ้นมาสักพักใหญ่ๆ แต่เมื่อ AI พัฒนาและเข้ามามีบทบาท บุคคลจริงสามารถเป็นตัวทดลองสวมใส่เสื้อผ้าได้อย่างแม่นยำมากขึ้น มันไม่ใช่การทาบทั่วไป หรือสร้างภาพจำลองแบบไม่ประณีต ทว่าเหมือนกำลังใช้นางแบบตัวจริงที่มีลักษณะทางกายภาพคล้ายคลึงหรือตรงเป๊ะเพื่อทดลองสวมใส่ไอเท็มที่คนหลังจอกำลังเลือกซื้อ ตอนนี้มีแนวโน้มว่าจะสามารถจำลองภาพของ AI เสมือนจริงของปัจเจกบุคคลได้แม่นยำเพื่อใช้ประโยชน์อย่างหลากหลายมากขึ้น เชื่อมโยงถึงประเด็น ‘AI Twins’ ที่กล่าวไปก่อนหน้าในบทความนี้ จากเดิมการยินยอมจำกัดอยู่ในแวดวงนางแบบเพื่อนำฝาแฝดจำลองไปใช้เพื่อผลิตผลงานจากแบรนด์ แต่ถ้ามีการพัฒนาก้าวไปอีกขั้นในเวลาอีกไม่นาน ทุกคนอาจสามารถนำฝาแฝดตัวเองเข้าสู่ระบบ ลองเสื้อผ้าแบบไม่ต้องเดินทางไปไหนต่อไหน เพียงแค่นำฝาแฝดจำลองสวมใส่เสื้อผ้า เลือกเครื่องประดับ และสรรสร้างลุคแสนโปรดปราน นำมาสู่การจับจ่ายที่รวดเร็วและตอบโจทย์ความต้องการอย่างแม่นยำ

HUMANS ARE FIGHTING BACK, OR NOT ?
ขมวดปมปิดท้ายกับวิถีชีวิตของมนุษย์ยุคดิจิทัลด้วยการอยู่ร่วมกับเทคโลโนลี AI บทสรุปของเรื่องนี้ยังไม่มีภาพตัวบทสุดท้ายอย่างเป็นทางการ เพราะเทคโนโลยีอยู่ในขั้นการพัฒนาเดินหน้าไปเรื่อยๆ ดังนั้นจึงเกิดความลักลั่นว่าแท้จริงแล้วมนุษย์กำลังต่อสู้กับ AI หรือกำลังผนวกรวมกับ AI เพื่อเดินหน้าต่อกันแน่…สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่ามนุษย์กำลังสู้กับ AI คือการสร้างมิติความสร้างสรรค์ที่ล้ำหน้าและเหนือจินตนาการ จุดเริ่มต้นความคิดแบบต้นฉบับเกิดขึ้นจากมันสมอง ในขณะที่ AI ปัจจุบันคือการรวบรวมข้อมูล ฝึกซ้อม และคลุกเคล้าทรัพยากรรวมกัน เท่ากับว่าความสร้างสรรค์ของมนุษย์คือรากแก้วของความสร้างสรรค์ที่กระจายสู่จุดต่างๆ ทางสังคมและโลกเทคโนโลยี แบรนด์อย่าง Xander Zhou สรรสร้างคอลเล็กชั่นเซอร์เรียลด้วยการทับซ้อนกันของเสื้อผ้าและแอ็กเซสเซอรี่ราวกับเป็นภาพซ้อนแบบดิจิทัลที่ทำให้เกิดกระแสไวรัลและหลายคนกล่าวว่า “นี่คือการต่อกรกับ AI” ถึงกระนั้นมันก็อาจไม่ใช่การปะทะกันโดยตรง แต่เป็นการแสดงศักยภาพของมนุษย์มากกว่า ในอีกมุมหนึ่งมนุษย์เองก็กำลังกลืนเข้ากับความเสมือนหรือเครื่องมือ AI มนุษย์ใช้เพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบายและช่วยเหลือในบางประเด็น เท่ากับว่ามนุษย์เองก็เปิดรับ ไม่ได้ต่อต้านหรือสู้กลับแต่อย่างใด บทสรุปปี 2025 จึงไม่ใช่ทั้งการปะทะหรือการหลอมรวมแบบสมบูรณ์ เหมือนเป็นการปรับตัวเข้าสู่โลกยุค AI ที่มีปัจจัยและองค์ประกอบใหม่ๆ ในชีวิตที่แตกต่างไปจากเดิมเสียมากกว่า แล้วคุณล่ะคิดว่า AI ตอนนี้เป็นอย่างไร และคาดว่าอนาคตของมนุษย์กับ AI จะเป็นเช่นไร มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์ข้อสงัสยเหล่านี้…

(สามารถอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเรื่อง AI ได้กับบทความ โว้กเจาะประเด็นว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในการวิเคราะห์แฟชั่นมากกว่าเดิม...)

