Vogue Thailand

LIFESTYLE

VOGUE FOOD GUIDE | โว้กลิสต์ 5 ร้านอาหารไทยไฟน์ไดนิ่ง ที่ตีความตำรับโบราณให้เข้าถึงง่ายและน่าค้นหา

อาหารไทยปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย จากสตรีตฟู้ดสู่ไฟน์ไดนิ่ง เทรนด์การลิ้มรสอาหารไทยในช่วงนี้ เหล่านักท่องเที่ยวไม่ได้มองหาความแปลกใหม่แต่กลับอยากสัมผัสกับรสชาติดั้งเดิมแบบไทย แท้นั่นคือสาเหตุว่าทำไมอาหารไทยหลายๆ ร้านจึงปรับสไตล์ให้เข้ากับเทรนด์นี้ เพราะนอกจากจะทำให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับรสชาติอาหารไทยแท้แล้วยังได้ใจคนไทยไปเต็มๆ เช่นกัน

02 พฤษภาคม 2569

 

เรื่อง: ซูริ คานาเอะ
ภาพ: มณีนุช บุญเรือง, Courtesy of the brand

 

     หากลองหลับตาแล้วนึกถึงอาหารไทย หลายคนอาจจะนึกถึงภาพต้มยำกุ้งที่อยู่ในชามเบญจรงค์หรือผัดไทยที่เราคุ้นเคยเป็นอันดับแรก แต่นั่นเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง เพราะถ้าสำรวจลึกลงไปกว่านั้น "รสชาติไทย" ของคนไทยทุกบ้านนั้นหลากหลาย ไม่ได้เด่นแค่ความครบรสและเผ็ดร้อนแต่ยังรวมถึงการคัดสรรวัตถุดิบดีๆ ที่ทั่วทุกท้องถิ่นมีให้ตามฤดูการ ตั้งแต่ปลาร้ากลมกล่อมจากอีสาน ไปจนถึงกะปิรสเค็มจัดจ้านจากทางใต้หากใครได้ไปสำรวจร้านอาหารต่างๆ จะพบว่าในปี 2026 นี้โลกของอาหารไทยกำลังก้าวไปอีกขั้น เมื่อเชฟรุ่นใหม่ต่างก็ใช้เทคนิคอันแพรวพราวระดับไฟน์ไดนิ่งเข้ามาถอดรหัสรสและดึงศักยภาพวัตถดิบไทยให้โดดเด่นไม่ว่าจะเป็นการหมักแบบพิเศษ การย่างที่ดึงรสชาติโปรตีนออกมาอย่างไร้ที่ติ ทำให้เมนูไทยที่เรารู้จักน่าตื่นเต้นกว่าที่เคย ลองจินตนาการถึง "ส้มตำปูปลาร้า" เมนูสุดธรรมดาที่หากินได้ทุกมุมถนูน ถูกยกระดับด้วย ปูนาที่คัดสรรจากฟาร์มคุณภาพ นำมาดองกับเหล้าชั้นดีจนเข้าเนื้อ เคล้ากับน้ำปลาร้าโฮมเมดที่หมักอย่างพิถีพิถัน ความธรรมดาที่ถูกตีความใหม่ด้วยความละเมียดระดับนี้เองที่ทำให้ประสบการณ์บนโต๊ะอาหารเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง การขยายมิติของอาหารไทยในรูปแบบนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ชาวต่างชาติตื่นตาตื่นใจ แต่ยังทำให้คนไทยเองกลับมาสนุกกับการสำรวจรากเหง้าของตัวเองอีกครั้ง มันคือการพิสูจน์ว่าอาหารไทยรสดังเดิมนั้นไม่เคยหยุดนิ่งและมีพื้นที่ให้เราได้ทดลอง ค้นหา และลิ้มรสชาติใหม่ๆ ไม่รู้จบ

 

 

Article

JTAP

     ในซอยหลังสวนที่อบอวลด้วยกลิ่นอายความลักชัวรี บานประตูของ JTAP (เจ๊แท็ป) เปิดออกเพื่อต้อนรับผู้มาเยื่อนด้วยความเงียบเชียบ ที่นี่สยบคว้ามวุ่นวายของโลก ภายนอกด้วยความมินิมัล ชั้นวางกลางห้องโถงมีขวดไวน์เรียงราย ถ้าไม่บอกก็คงไม่รู้ว่าที่นี่คือร้านอาหารอีสาน

     เชฟแท็ป-ศุภสิทธิ์ ก๊กผล เชฟสายไฟน์ไดนิ่งผู้รักความสมบูรณ์แบบสวมวิญญาณ "เจ๊แท็ป" ม้าทำร้านส้มต่ำรสจัดเป็นครั้งแรกเพราะอยากทำ ปุณ-ปุณฑริกา ผู้พัฒนะพงศ์ ผู้หลงใหลในอาหารอีสานอยากให้กินส้มตำที่ดีต่อใจและดีต่อสุขภาพ "ภาพจำของคนไทย ส้มตำอาจเป็นของราคาไม่แพง แต่เราอยากทำร้านส้มตำที่กินเข้าไปแล้วสบายใจ เราอยากยกระดับคุณภาพให้ดีกว่าที่เคยเป็น อุณหภูมิ ความร้อนความสุก ทุกอย่างต้องเพอร์เฟกต์ เพื่อให้คนเดินเข้ามาแล้วจิ้มอะไรก็ได้กินของดีหมด ไม่ต้องลุ้น" ปุณเล่า

     หัวใจของเจ๊แท็ปคือการนำเทคนิคระดับมิชลินสตาร์มาถอดรหัสใหม่ทั้งหมด ให้ได้รสชาติอีสานเต็มคำในแบบที่โมเดิร์นมากขึ้น สแน็คคำเล็กๆ ทยอยมาเสิร์ฟ เริ่มด้วยอูนิโทสต์กรอบหอมเข้ากับความฉ่ำของอูนิอย่างลงตัว ก้อยเน้ือคำโตที่อบอวลด้วยกลิ่นสมุนไพรไทย ไฮไลต์คือวาฟเฟิลข้าวจี่และอ่องปูย่าง ที่เปลี่ยนข้าวจี่ชุบไข่แบบดั้งเดิมให้เป็นวาฟเฟิลที่กรอบนอก นุ่มหนึบด้านใน ดิปด้วยอ่องปูย่างหอมๆ แม้เป็นสัมผัสใหม่แต่ก็เป็นรสชาติที่ช่วนให้อยากกลับไปกินอีก อาหารจานหลักคืออาหารอีสานทั้งส้มตำ ยำ ต้มแซ่บ ความโดดเด่นของที่นี่คือปลาร้าที่เชฟหมักปลาร้าเองโดยใช้ปลา คุณภาพสูงอย่างปลาโคฮาดะ, ปลาอิวาชิ และปลาแฮร์ริ่ง นำมาพาสเจอไรซ์ เพื่อควบคุมความสะอาดและกลิ่นให้หอมนวล แม้จะไม่ใช่ปลาไทย แต่กรรมวิธีแบบดั้งเดิมของไทยก็เปลี่ยนให้วัตถุดิบเหล่านั้นเข้ากับอาหารไทยได้ ต่อมาคือปูดองที่ไม่เหมือนที่ไหนเพราะใช้ปูนาจากฟาร์มในจ.จันทบุรี มาล้างน้ำ แช่โซดา และขัดทำความสะอาดที่ละตัว ก่อนจะนำไปดองด้วยมิริน, สาเก และไวน์ขาวรีสลิงจากเยอรมนี เพื่อดับความคาวและสร้างรสชาติที่นุ่มลึก ต่างจากปูเค็มทั่วไปตรงที่กินได้อย่างสบายใจเพราะไม่เค็มมากและยังหอมกลิ่นเหล้าอ่อนๆ ทำให้ตำป่าตรงหน้ากลมกล่อมและมีกลิ่นหอมพิเศษ

     อีกหนึ่งเทคนิคที่เชฟแท็ปให้ความสำคัญมากที่สุดคือการย่างที่เป็นส่วนสำคัญของอาหารอีสาน เลือกใช้เนื้อสัตว์เกรดสูงสุดไม่ว่าจะเป็นเนื้อริบอายคุณภาพหรือแกะลูมินาแลมป์ที่ร้านระดับดาวมิชลินเลือกใช้ แม้แต่คอหมูย่างเชฟก็รีเควสให้บุตเชอร์คัตแบบพิเศษมา เมื่อได้ลองชิมแล้วจะ รู้เลยว่าเป็นคอหมูย่างที่ถูกต้อง มันแทรกอยู่ทุกอณู ใช้เทคนิคการย่างบนกระทะแคสต์ไอรอนเพื่อดึงไขมันที่แทรกในเนื้อออกมาให้หอมที่สุด เชฟให้ความสำคัญกับการใช้ไฟและเชื่อว่ารสชาติอาหารไทยไม่ใช่แค่ครบรส แต่ยังหมายถึงกลินอายของการปรุงอีกด้วย "ถ้าเรากลับไปดูภูมิภาคของอีสานเขาจะไม่ค่อยมีสัตว์ใหญ่ และเนื้อสัตว์บ้านเราค่อนข้างแห้ง เราอยู่เมืองนอกมานาน รู้สึกว่าโปรตีนบ้านเขามันดีมาก เลยคิดว่า ถ้าเอาเทคนิคมาผสมกันได้ก็จะดี กลิ่นควันที่เราได้ มันไม่ใช่กลิ่นไม้อย่างเดียว แต่คือกลิ่นไขมันที่ละลายไปโดนถ่าน กลิ่นนั้นที่ทำให้เราหิวข้าว ทำให้เรารู้สึกว่าอยากกินกับข้าวเหนียว มันคือความพิเศษในความธรรมดาอย่างที่มั่นเคยเป็นมา" เชฟแท็ปเล่าถึงการย่างที่เขาพิถีพิถัน

     Ordinary dishes with extra attention คือปรัชญาของร้าน ซึ่งหมายความ ว่าทุกรายละเอียดต้องเป๊ะ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างความยาวของผักชีใบเลื่อยที่ต้องหั่นให้เท่ากัน หรือสัดส่วนของเม็ดกระกินที่โรยลงไปในส้มตำเชฟคิดมาแล้วว่าทุกคำจะต้องประทับใจ ท่ามกลางเทรนด์การกินที่ผู้บริโภคมองหาคุณภาพที่ไม่ต้องลุ้น เจ๊แท็ปจึงกลายเป็นคำตอบสำหรับคนที่มองหาความสบายแต่ยังคงรักษามาตรฐานอาหารระดับสูง "เราอยากเสิร์ฟสิ่ง ที่เราภูมิใจและสิ่งที่อยากให้ลูกค้าได้กินจริงๆ และเราก็ทำไปเพื่อความสุขเล็กๆ เวลาเห็นคนได้กินในสิ่งที่เขาควรจะได้กิน ถ้าเราต้องลดคุณภาพลงคงไม่ได้มีความสุขกับการทำสิ่งนั้นอีกแล้ว แต่ความยากก็มี เพราะเราต้องเข้าใจในสิ่งที่กำลังทำ ก่อนที่จะไปรื้อใหม่หรือดัดแปลง "เราอยากให้คนมากินอะไรใหม่ๆ โดยที่ยังไม่ลืมสิ่งเก่าครับ"

 

 

Article

Charmkok

Street Kitchen & Bar

     ลืมความจำเจของอาหารไทยแบบเดิมๆ ไปได้เลย เพราะที่ Charmkok (ชามก๊อก) ร้านอาหารไทยในย่านเจริญกรุงแห่งนี้จะชวนเรามายืนกินแบบสแตนดิ้งบาร์ ผสมผสานอิซากายะ แต่นำเสนออาหารไทยแบบร่วมสมัยที่แสบซ่าและมีเสน่ห์

     เชฟจ๋าย-อรุษ เลอเลิศกุล หัวเรือใหญ่ที่เคยพาชามแกงและชามกรุงติดลมบนกลับมาอีกครั้ง กับร้านอาหารไทยที่ฉีกกฎทุกตำรา ที่นี่ไม่ใช่ร้านนั่งกินสบายๆ แต่เป็นสแตนดิ้งบาร์เก้าอี้สูง เน้นยืนกิน หยิบเอาคาร์บไทยอย่างข้าวเหนียวและขนมจีนมาเป็นพระเอกของร้าน ตอนกลางวันเสิร์ฟขนมจีนแกงใต้รสจัดจ้าน ตอนเย็นแปลงร่างเป็นร้านส้มตำที่มีสาเกและไวน์เลิศรส ความสนุกของชามก๊อกคือการทำเมนูดั้งเดิมของไทยโดยใช้สกิลทำอาหารระดับสูง ทุกชามใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น ปรุงอย่างพิถีพิถัน ไม่ว่าจะเป็นข้าวจากสุรินทร์หรือปลาไทยที่ผ่านสกิลรีดเลือดแบบญี่ปุ่นเพื่อให้ได้คุณภาพระดับพรีเมียม แต่ยังคงรสชาติเบบไทยแท้ "อาหารทุกชามของเราใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเกือบทั้งหมด พยายามดึงความสำคัญของวัฒนธรรมอาหารที่เป็นของเราอยู่แล้วมาทำให้แข็งแรงขึ้นในบรรยากาศร้านรูปแบบใหม่ๆ เราทำอาหารที่คลาสสิกแต่ปรับการนำเสนอให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ในปัจจุบัน เหมาะกับบริบททางสังคม และเติมเต็มรูปแบบร้านอาหารที่ยังขาดในกรุงเทพฯ"

     เชฟจ้ายชื่นชอบวัฒนธรรมข้าวเหนียวของไทย และเขาเองก็เป็นคนใต้โดยกำเนิด เลยใช้ข้าวเหนียวมาจับคู่กับเมนูท้องถิ่นของภาคใต้ไก่ทอดหาดใหญ่ ที่ทอดอย่างพิถีพิถันจนหนังกรอบถึงใจ ทานคู่กับข้าวเหนียวที่หอมและนุ่มละมุน เทคนิคอันแพรวพราวและวัตถุดิบคุณภาพทำให้จานนี้เป็นไก่ทอดหาดใหญ่ที่พิเศษกว่าเดิม อีกฐานคือยำมะม่วงปลาหมึกกรอบ รสจัดจ้านเปรี้ยว เค็ม เผ็ดร้อน เนื้อสัมผัสกรบกรอบ ช่วยเพิ่มความสุดชื่นได้เป็นอย่างดี และต้องลองชิมพะแนงปิ้ง ที่ปรุงแกงพะแนงไทยเข้มข้น นำมาเสียบไม้ย่างถ่าน เบลนด์เทคนิคการย่างแบบญี่ปุ่นเข้ากับอาหารไทยได้อย่างลงตัวกับแกล้มชั้นดีสำหรับสาเกหรือเบียร์เย็นฉ่ำ เป็นการเปิดโลกอาหารไทยที่สนุกกว่าเดิม "เมื่อก่อนคนรุ่นใหม่อาจรู้สึกว่าอาหารไทยน่าเบื่อ ร้านอาหารไทยที่ดั้งๆ เก๋ๆ ส่วนใหญ่ไปอยู่ต่างประเทศเกือบหมดเลย แต่ที่เมืองไทยไม่ค่อยมี แต่มันเปลี่ยนไปแล้ว เห็นได้จากตอนที่ชามแกงและชามกรงเกิดขึ้น รวมถึงร้านใหม่ๆ ที่ทำให้อาหารไทยกลับมาโมเดิร์นและเข้าถึงคนเจนใหม่ได้กว้างขึ้น พอมันกลายเป็นวัฒนธรรมที่แข็งแรง เราเลยรู้สึกว่าอาหารไทยมีมูลค่ามากขึ้น"

     ชามก๊อกเป็นพื้นที่ที่เชฟจ้ายอยากให้ทุกคนเข้ามาลองกิน ดื่ม และสัมผัสอาหารไทยในมุมใหม่ ที่เขาเชื่อว่าจะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป

 

 

Article

NOI Samrub

Bar & Eatery

     การกินดื่มแบบไทยๆ ยังคงหลอมรวมผู้คนเข้าไว้ด้วยกันเสมอ Noi Samrub Bar & Eatery คือบาร์กับแกล้มที่หยิบเอาวัฒนธรรมการดื่มแบบบ้านเรามาตีความใหม่ผ่านรสมือของเชฟปริญญ์ ผลสุขและมิ้น จารุกิตติคุณ

     "น้อย" ไม่ใช่ชื่อใครแต่หมายถึงสำรับน้อยๆ เสิร์มาให้ได้ชิม สำรับสำหรับไทย ร้านไฟน์ไดนิ่งของเชฟปริญญ์จะเสิร์ฟอาหารในรูปแบบคอร์ส ซึ่งเป็นสำรับใหญ่ น้อยสำรับบาร์จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อเสิร์ฟอาหารไทยสำรับเล็กๆ แบบจานกับแกล้มเหมือนเวลาได้ไปนั่งดื่มที่บ้านเพื่อน "รสชาติไทยมีเปรี้ยว เค็ม หวาน เผ็ด ขมฝาด ผมไม่อยากทำอาหารที่มีรสชาติเดียวในหนึ่งจาน แต่พยายามให้แต่ละจานเป็นรสจัดแต่ละรสไปเลย เพื่อที่ว่าเวลากินหลายๆ จานแล้วเข้ากันพอดี บางคนชอบหวานก็มีของเปรี้ยวมาตัด มีทั้งของทอด ของย่าง ของนึ่ง แต่ละอย่างช่วยเสริมรสกันได้ดี อยากให้คนกินรู้สึกหลากหลายด้วย" เชฟปริญญ์บอกจานแรกที่ชวนให้ลองชิมคือปลาเหล็กโคนทอด เป็นปลาตามฤดูกาลที่หากินยาก แม้ปลาจะตัวเล็กมาก แต่ทุกตัวเชฟจะทำอย่างพิถีพิถัน ไม่ให้เหลือเครื่องใน นำไปเคล้ากับเกลือแล้วทอดทั้งเกล็ดให้ฟูกรอบ เสิร์ฟคู่พริกเหลืองซอยกับหอมแย้ มีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ ตามด้วยหมูทอดนาเดีย ใช้สันคอหมูอย่างดีที่มีความกรุบกรอบในตัว มีมันแทรกกำลังดี นำมาทอดจนกรอบ เคลือบซอสน้ำปลาข้นๆ แล้วเสิร์ฟคู่กับพริกแดงซอย กินกับข้าวเมาดอยหรือข้าวเหนียวเม็ดเล็กจากดอยเชียงดาวที่ปลูกโดยชนเผ่าลาหู่ อีกจานคือเชฟใช้เนื้อไทยวากิวจากเทือกเขาภูพาน จ.สกลนคร น้ำมาสไลซ์บางๆ แล้วตากแห้งแบบเนื้อเค็ม นำไปทอด แล้วโรยด้วยผงมะแขว่นหอมๆ จนได้เมนูชื่อ จิ้นนรก เนื้อเดียวกันนี้ยังนำไปทำเนื้อภูพานย่างเสียบไม้ที่อร่อยไปอีกแบบ เพราะย่างบนเตาถ่านจนหอมกรุ่น โรยด้วยนำพริกข่าแห้งตามตำรับชาวเหนือ กินคู่กับผักขี้หูดสดที่มีรสสัมผัสคล้ายวาซาบิหรือมัสตาร์ด ช่วยตัดความมันและความเผ็ดร้อนของเนื้อย่างได้อย่างลงตัว "เราพยายามทำอาหารของเราให้มีเอกลักษณ์มากที่สุด โดยหยิบออกมาจากร้านสำรับสำหรับไทยซึ่งไม่เหมือนใครอยู่แล้ว เราพยายามทำให้ออกนอกกรอบ ดัดแปลง สร้างเมนูในรสชาติที่เราชอบขึ้นมา เพื่อรักษาสิ่งที่เราทำและให้ทุกคนเข้าใจว่าเอกลักษณ์ของเราเป็นยังไง ความคิดนี้น่าจะทำให้ร้านมีความมั่นคงมากขึ้น ทั้งการเปลี่ยนเมนูใหม่เรื่อยๆ หรือใช้วิธีการใหม่เพื่อทำอาหารแนวทางใหม่จากต้นกำเนิดเดิม ทั้งหมดนี้เพื่อให้มีวิถีอาหารใหม่ขึ้นมาในครรลองของอาหารไทย" เชฟปริญญ์กล่าว

     อาหารจานหลักยกให้ลาบเหนียวก้อยเนื้อสับ ซึ่งเป็นการยกระดับก้อยเนื้อดิบสไตล์อีสาน โดยเลือกสับเนื้อให้ยังพอมีสัมผัสเป็นชิ้น ไม่ละเอียดจนเกินไป แล้วปรุงให้เหนียว จับตัวกันเป็นก้อน หยิบข้าวจีแผ่นบางๆ คล้ายขนมเบื้อง คดกับลาบ ให้รสชาติเผ็ด นัว และเค็ม ปิดท้ายด้วยเมนูยอดนิยมอย่าง กุ้งแช่น้ำปลา แม้จะเป็นเมนูธรรมดาแต่ใช้กุ้งหางม่วงซึ่งเป็นกุ้งทะเลที่มีเนื้อสัมผัสเด้งใส นำมาดองกับน้ำปลาสูตรพิเศษ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดผสมผักขึ้นฉ่ายที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ทานคู่กับมะระดองน้ำส้มข้าวที่ช่วยลดความขมและเพิ่มรสหวานอมเปรี้ยว พร้อมสัมผัสที่กรุบกรอบ "เราพยายามใช้วัตถุดิบของไทยต่อไปเรื่อยๆ เพราะพอคนเลือกใช้วัตถุดิบไทยมากขึ้นก็จะได้ช่วยสนับสนุนเกษตรกรไทยมากขึ้น ทั้งผู้ผลิต เกษตรกร คนปลูก เทรนด์นี้อาจขยายไปในวงกว้างมากขึ้นและช่วยทำให้เศรษฐกิจของระบบอาหารไทยดีขึ้น" มิ้นเสริม

     เพื่อให้เข้ากับคอนเซปต์กินดื่มแบบไทย ที่นี่มีคราฟต์สุราที่หลากหลาย เริ่มด้วยวาโทที่หมักจากข้าวหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นข้าวนก ข้าวขาว ข้าวแดง ข้าวมันเป็ดหรือข้าวอาคิตะจากญี่ปุ่น มีคราฟต์เบียร์ให้เลือกมากมาย และยังมีเหล้าไทยและค็อกเทลแบบไทย แก้วที่คงไม่มีใครทำยกเว้นที่นี่คือ แพนดาน แคมปารี (Pandan Campari) วิธีทำคล้ายแคมปารีแต่พิเศษตรงที่อินฟิวส์ใบเตยเข้าไป เสิร์ฟพร้อมว่านหางจระเข้ โดยร้านอยู่บนชั้น 6 ของอาคาร Dusit Central Park เมื่อเข้ามาในร้านบรรยากาศจะแตกต่างออกไป เพราะมีเพลงเพื่อชีวิตเปิดคลออยู่เสมอเป็นบรรยากาศที่คงหาไม่ได้ใจกลางสีลมที่รายล้อมด้วยตึกสูง

 

 

Article

SOMA

     แสงสลัวทอดผ่านงานศิลปะบนผนัง ท่วงทำนองเพลงอันไพเราะบรรเลงขับกล่อมราวกับอยู่ในแกเลอรีสักแห่ง ที่นี่คือฉากหลังของ SOMA (โสมะ) ร้านอาหารไทยร่วมสมัยที่ตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศแสนสงบของสยามปทุมวันเฮาส์ โสมะคือโปรเจ็กต์ล่าสุดของเชฟหนุ่ม-วีรวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์, เชฟชาลี กาเดอร์ และเชฟภาคย์ ยะมู สามเชฟมือฉมังผู้อยู่เบื้องหลังร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ในประเทศไทย พวกเขาตั้งใจรังสรรค์ร้านอาหารโดยมีโจทย์ว่าต้องเป็นอาหาร ที่ทุกคนกินแล้วสบายใจ ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่มองหาร้านดีๆ หรือครอบครัวที่กำลังอยากได้มื้ออาหารที่มีความหมาย "อาหารทุกจานที่เราทำต้องคงรสชาติดั้งเดิมไว้เสมอ เราใส่ความสนุกใส่ไอเดียที่เป็นตัวตนของทีม ไม่ว่าจะเป็นผมเอง เชฟชาลี หรือเชฟภาคย์ เราอยากให้แต่ละจานมีองค์ประกอบพวกนี้อยู่" เชฟหนุ่มเล่า "ตอนเราทำเมนูเสร็จ พอชิมอาหาร เรามีแนวคิดเดียวเลยคือต้องกินแล้วสบายใจและต้องไม่รู้สึกว่าอาหารเข้าถึงยากเกินไป"

     "อาหารไทยมีทั้งสตรีตฟู้ด สวนอาหาร ร้านอาหาร ตอนนี้เราได้เห็นคอนเซปต์ที่สนุกขึ้น มีวิธีการนำเสนออาหารที่ใหม่มากขึ้น และทำให้อาหารไทยน่าสนใจมากขึ้น เราได้ก้าวออกมาจากอาหารไทยที่คนไม่กล้าจับต้อง ไม่กล้าปรับเปลี่ยน กลายเป็นอาหารไทยที่สนุกขึ้น" เซฟชาลีเสริม ความพิถีพิถันของโสมะถูกถ่ายทอดผ่านเมนูที่ดูเหมือนจะเรียบง่ายแต่กลับมีชั้นเชิงอย่าง ยำเนื้อรีเจนซี่ ที่เชฟต้นภูมิใจนำเสนอ จานนี้นำเนื้อส่วนแฮงเกอร์สเต๊กมาหมักกับบรั่นดีไทย ย่างแบบมีเดียมแรร์จนหอม และเสิร์ฟพร้อมก้านคะน้าฝานบางหวานกรอบ คลุกเคล้ากับน้ำยำรสชาติจัดจ้านด้วยสมุนไพรไทย เป็นจานที่สดชื่นและได้สัมผัสความหอมของเนื้อเต็มคำ ต่อมาที่เชฟชาลีอยากให้ลองคือ แกงแหนมคอหมูย่าง ที่นำแกงข้นคลักและมีรสชาติจัดจ้านเพราะใช้แหนมรสเปรี้ยว ปรุงราดหน้าด้วยคอหมูที่ย่างอย่างดี

     อีกเมนูที่พลาดไม่ได้คือ ข้าวคลุกกะปิ ที่เสิร์ฟในหม้อหินูร้อนๆ ก้นกระทะมีกะปิเกรียมจากความร้อน ส่งกลินหอมอบอวล ตัดรสด้วยมะม่วงดิบเปรี้ยวๆ เข้ากัน และเมนูของหวานตบท้ายคือ โมจิลำไย เมนูยอดนิยมที่ใครมาก็ต้องลอง ซึ่ง "โสมะ" มีรากศัพท์มาจาก "โสม" หมายถึงแสงจันทร์ และยังหมายถึงงานรื่นเริงและพิธีกรรมที่ผู้คนมาร่วมสังสรรค์ โสมะจึงมีทั้งงานอาร์ต เพลงเพราะ และอาหารอร่อยรวมไว้ในที่เดียว ราวกับงานรื่นเริงขนาดย่อม แค่ได้ลิ้มรสอาหารไทยดีๆ ท่ามกลางดนตรีที่ใช่ แค่นี้ชีวิตก็มีความสุขแล้ว

 

(สามารถอ่านเรื่อง 13 คาเฟ่มัตฉะทั่วกรุงเทพฯ ที่ชวนให้รู้จักชามากกว่ารสชาติ! ได้ที่นี่)