Vogue Thailand

FASHION

VOGUE FIRST TAKE | Saint Laurent SS27 กับสีทองอร่าม เสน่ห์การย้อนดีต และอาจเป็นจดหมายจากลา

Anthony Vaccarello เลือกสีทองอันเป็นสีโปรดของ Yves Saint Laurent นำเสนอคอลเล็กชั่นในรูปแบบโมโนโครม คล้ายกับการสดุดีผสมผสานกับการนำเสนอชิ้นงานคลาสสิกลายเซ็นของตนเอง ทั้งหมดฉายภาพสะท้อนถึงข่าวลือการจากลาที่อาจเกิดขึ้นจริง

30 กันยายน 2569

‘ภาพแห่งความทรงจำ’ หรือ ‘สัญลักษณ์แห่งการจากลา’ คำถามผุดขึ้นมาในหัวทันทีเมื่อชมโชว์ Saint Laurent คอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2027 จบ ท่ามกลางกระแสข่าวลือมากมายว่า Anthony Vaccarello จะโบกมือลาตำแหน่ง การจัดโชว์สุดยิ่งใหญ่อลังการ เซ็ตติ้งโคมระย้าขนาดยักษ์ จัดเรียงตลอดรันเวย์ในบรรยากาศเอาต์ดอร์ ราวกับว่าผืนฟ้าคือเพดานของห้องเสื้ออย่างไรอย่างนั้น ฉากหลังหอไอเฟลก็เป็นภาพจำที่เชื่อว่าติดประทับใจห้วงความคิดของสาวกแฟชั่นทุกคนเสมอมา ดังนั้นคำถามว่า “เขาจะอยู่หรือไป” อาจสะท้อนภาพออกมาผ่านโชว์ที่ยิ่งใหญ่อลังการครั้งนี้และยิ่งชวนให้คิดต่อว่า “หรือนี่จะเป็นโชว์อำลาจริงๆ กันแน่”

เมื่อสีสันมากมายถูกแปรเปลี่ยนสู่โทนสีเดียว รสนิยมส่วนบุคคลของ Yves Saint Laurent ที่ชื่นชอบสีทองเป็นพิเศษถูกยกเป็นหัวใจหลักของคอลเล็กชั่นนี้ เขาเคยเปรียบเปรยว่าสีทองคือสีที่เขารัก มันเป็นดั่งสีอันเปี่ยมเสน่ห์ และสะท้อนเป็นสีที่สว่องสว่างราวกับดวงอาทิตย์ เปรียบเปรยถึงผู้หญิงและความาสง่างาม ดังนั้น Anthony Vaccarello จึงเลือกจะล้างโทนสีอันหลากหลายและสรรสร้างคอลเล็กชั่นสีทองอร่าม ตลอดทั้งโชว์สิริรวม 59 ลุค เขาเนรมิตเสื้อผ้าและเครื่องประดับด้วยโทนสีทองเกือบทั้งหมด ตัดสลับสร้างความคอนทราสต์ด้วยสีดำเพียงเล็กน้อยในช่วงท้ายเท่านั้น นับว่าเป็นอีกหนึ่งโชว์ที่เลือกใช้ธีมโมโนโครมเพื่อนำเสนอแนวคิด ประวัติศาสตร์ การตีความผ่านรสนิยมดั้งเดิมของผู้ก่อตั้ง ไปจนถึงความท้าทายที่ต้องนำเสนอเรื่องราวและความสวยงามทั้งหมดด้วยการตีกรอบจำกัดด้วยโทนสีเดียว

“ทำไมโชว์นี้ถึงเหมือนโชว์สดุดีเหลือเกิน?” เมื่อคำถามนี้เกิดขึ้นก็ยิ่งตอกย้ำแนวคิดว่าดีไซเนอร์ที่ดำรงตำแหน่งมาเกินหลักทศวรรษอาจกำลังจะโบกมือลาไปอย่างสมเกียรติ เพราะเขาไม่ได้เลือกนำเสนอแนวคิดหรือมุมมองแฟชั่นที่ล้ำหน้าเหนือจินตนาการ แต่เป็นการหยิบยกเอาเรื่องราวในอดีต ความไอคอนิกของแบรนด์ และวิถีแฟชั่นอันถือกำเนิดจากการผสมผสานเสื้อผ้าหลากหลายรูปแบบผ่านเลนส์ของ Yves Saint Laurent ภาพของชิ้นงานบนรันเวย์จึงคลาคล่ำไปด้วยผลงานอมตะนิรันดร์ ไม่ว่าจะเป็นแจ็กเก็ตซาฟารี หรือ ‘Saharienne’ ในภาษาฝรั่งเศส เสื้อเบลาส์ เทรนช์โค้ต ไปจนถึงกระโปรงแรป
 

ในขณะเดียวกัน Anthony Vaccarello ก็ไม่ได้ทิ้งลายเซ็นตัวเองเพื่อเชิดชูตำนานดีไซเนอร์แบบเถรตรงจนหมดเสน่ห์ เขาเลือกที่จะนำเสนอความคลาสสิกผ่านชิ้นงานของตัวเอง โครงสร้างไหล่เสื้อเสื้อผ้าที่ทำให้ผู้หญิงแข็งแกร่งหนักแน่นและร่วมสมัย เสื้อบลูซงที่มีมิติล้ำลึก มากไปกว่านั้นเขายังเลือกใช้สีทองอันโปรดปรานของ Yves Saint Laurent มาถอดรหัสออกมาด้วยความเชี่ยวชาญด้านการใช้ผ้าชนิดต่างๆ ดังนั้นคอลเล็กชั่นนี้สีทองนี้จึงไม่ได้เรียบแบนด้วยโทนสี แต่กลับมีมิติที่สลับซับซ้อนผ่านการสร้างสมดุลระหว่างความหนักแน่นทรงพลัง ความพลิ้วไหว ความอ่อนโยน ความละเอียดประณีต เรื่อยไปจนถึงการจัดเรียงเพื่อสร้างไดนามิกระหว่างโชว์ หากใครเพียงฟังผ่านหูว่า “Saint Laurent โชว์คอลเล็กชั่นสีทองล้วน” อาจรู้สึกว่าเรียบเฉยและแน่นิ่ง ทว่าความจริงมันกลับมีจังหวะจะโคนและกราฟขึ้นลงให้ได้สัมผัสกับมนตร์เสน่ห์ของแบรนด์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอย่างน่าประทับใจ
 

และเมื่อเจาะลึกถึงรายละเอียดจะพบว่านอกเสียจากวิธีการเลือกใช้ผ้า แพตเทิร์นและซิลูเอต ยังมีรายละเอียดงานฝีมือที่ไม่ได้แอบซ่อน ทว่า Anthony Vaccarello เลือกเผยให้เห็นอย่างเป็นประจักษ์ชัดเจน งานปักประดับซึ่งเป็นอีกหนึ่งความเชี่ยวชาญของ Saint Laurent โดดเด่นในหลายลุค มันผสมผสานเข้ากับเสื้อผ้าหลากรูปแบบหลายสไตล์ ตั้งแต่ชุดเดรส เสื้อตัวจิ๋ว กระโปรง ไปจนถึงแจ็กเก็ตต่างๆ นอกจากนี้ยังมีแสงสะท้อนแวววาวจากเอฟเฟกต์เมทัลลิกที่สอดประสานเข้ากับแสงสว่างจากโคมระย้าอย่างหรูหรา รองเท้า ‘Snake Heels’ เติมเต็มลุคให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เช่นเดียวเครื่องประดับลงปิดทอง สุดท้ายอย่างที่กล่าวไปว่าเซ็ตสีดำช่วงก่อนจบโชว์เป็นการรักษาสมดุล เพราะดีไซเนอร์มือฉมังก์เลือกที่จะใช้โทนสีดำเพื่อกล่าวถึงการดูดแสงสะท้อนได้มีประสิทธิภาพเป็นขั้วตรงข้ามกับการสะท้อนแสงอร่ามตาของสีทอง มันเหมือนกับการปิดฉากแสงสว่างทั้งหมดด้วยความมั่นคงและหลงเหลือเพียงความเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่น่าจดจำ หรือนี่จะเป็นสารที่เขาสื่อถึงการจากละและคงเหลือแต่ความทรงจำอันสวยงาม…

(สามารถอ่านบทวิเคราะห์และความประทับใจในแบบ First Take กับแฟชั่นวีกครั้งนี้ได้เพิ่มเติมกับบทความ VOGUE FIRST TAKE | สรุปแล้ว 'Demna' เรียนรู้อะไรหลังอยู่ Gucci มาแรมปี?)