“จิ๋ม” คำสามัญที่ใช้ระบุถึงอวัยวะเพศหญิงนั้นกลายเป็นคำที่ฟังแล้วชวนอมยิ้มพร้อมทั้งแอบมีความสยิวเบาๆ แต่ก็ไม่ถึงขั้นทะลึ่งตึงตังอะไรนัก รูปร่างลักษณะทางกายภาพของจิ๋มนั้นถูกใช้นำเสนอเป็นความงดงามเชิงศิลปะมาอย่างยาวนานตั้งแต่มนุษย์ย้อนบันทึกความจำกันได้ อวัยวะเพศหญิงนั้นสะท้อนความสำคัญของโลกศิลปะมาโดยตลอด การมองความงาม การตีความ รวมถึงบริบทของสังคมต่องานศิลปะนั้นๆ มีพลวัติผันเปลี่ยนอยู่เสมอ “จิ๋มโบราณ” กับ “จิ๋มปัจจุบัน” ในแง่ศิลปะนั้นมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร เราคงต้องใช้เวลาไม่น้อยในการหาคำตอบเลยทีเดียว

Diva ภาพงานจิ๋มขนาดมหึมาบนเนินเขา ผลงานของ Juliana Notari / ภาพ: Courtesy of Juliana Notari
ข่าวล่าสุดแห่งวงการศิลปะคือ Juliana Notari ศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงาน “Diva” หรือประติมากรรมรูปช่องคลอดบนเนินเขาในรัฐเปร์นัมบูกู ผลงานชิ้นนี้ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายถึงความเหมาะสมและการนำเสนอเครื่องเพศในที่ลับออกมาในรูปแบบโจ่งแจ้ง เด่นชัด และเน้นย้ำด้วยการใช้สีรวมถึงขนาดของงาน ซึ่งมองอย่างไรก็สะดุดตาแน่นอน โดยการให้ความหมายนั้นก็มุ่งเน้นไปถึงการตั้งคำถามเกี่ยวกับการเป็นศูนย์กลางทุกสิ่งของมนุษย์ และที่ชัดเจนที่สุดคือค่านิยมชายเป็นใหญ่ที่เหนี่ยวรั้งความเท่าเทียมทางเพศในบราซิลมาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้งานชิ้นนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมในวงกว้างแต่นี่ไม่ใช่การสร้าง “จิ๋ม” ครั้งแรก ยังมีการสร้างสรรค์ผลงานแบบนี้อีกมากมายและสะท้อนความหมายรวมถึงมุมมองการมองอวัยวะเพศหญิงแตกต่างกันไปตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

การสร้างสรรค์งานศิลปะโดยระบุเครื่องเพศเมื่อกว่า 35,000 ปีก่อนคริสต์กาล / ภาพ: Randall White
หากย้อนไปในสมัตอดีตกาลเราจะเห็นศิลปะที่มีการวาดลวดลายเพื่อแสดงถึงเครื่องเพศมากมายทั้งชายและหญิง ในส่วนของจิ๋มนั้นมีการสร้างขึ้นเพื่อระบุตัวตนด้านเพศของสิ่งมีชีวิต ณ ตอนนั้นว่าคือเพศใดกันแน่ กล่าวคือจิ๋มไม่ใช่เรื่องทะลึ่งหรือหมกหมุ่นเรื่องเพศของศิลปินในยุคอดีตกาล แต่หมายถึงการนำเสนอข้อมูลความจริงถึงเหตุการณ์จริงในบริบทต่างๆ ว่ามีชายหรือหญิง เพราะนอกเหนือจากเครื่องเพศแล้ว ลักษณะทางกายภาพอื่นๆ ชายหญิงยุคก่อนอาจมีความแตกต่างกับในปัจจุบันจนเราอาจสับสนและเกิดความเข้าใจผิดจนทำหลักฐานทางศิลปะผิดเพี้ยน เครื่องเพศจึงเป็นสิ่งสำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ “จิ๋ม” จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในการบันทึกเหตุการณ์ยุคนั้น จะกล่าวอย่างนั้นก็ได้เหมือนกัน

งานศิลปะอวัยวะเพศที่ใช้ในการศึกษาเข้าใจกายวิภาคของผู้หญิง / ภาพ: Fine Arts America
“จิ๋ม” ในแง่การศึกษาก็มีผลทางศิลปะ เพราะไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายและวิดีโอในยุคปัจจุบัน หรือจะเป็นผลงานศิลปะในสมัยก่อนล้วนมีบางส่วนที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อการเรียนรู้ กายวิภาคศาสตร์เป็นสิ่งสำคัญที่คนถวิลหาความรู้เพื่อรู้จักมนุษย์กันเองมากที่สุด อวัยวะเพศหญิงและรูปร่างของหญิงสาวก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คนต้องการจะรู้ เพราะฉะนั้นศิลปะแขนงนี้จึงช่วยวิทยาศาสตร์ในการบันทึกความเหมือน แตกต่าง และความพิเศษของ “จิ๋ม” ทว่าศิลปะแบบนี้ออกแบบมาเพื่อการเรียนรู้มิได้เพื่อตอบสนองความต้องการหรือสะท้อนแง่มุมอื่นใดๆ ทว่างานบางชิ้นก็อาจจะมีนัยยะแฝง คำตอบนี้คงต้องผ่านการวิเคราะห์พิจารณาจากแต่ละคนเอง ใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง...ไม่มีใครสามารถอธิบายได้เกินกว่าหลักฐานตรงหน้าจะสะท้อนออกมาเป็นรูปธรรม ซึ่งความเป็นรูปธรรมในหมวดหมู่นี้คือการเรียนรู้เชิงกายวิภาคศาสตร์อย่างที่เราเห็นกัน

งานศิลปะเสียดสีสุดเรียบง่ายของ Liv Strömquist ที่สถานีรถไฟในเมืองสลัสเซน ประเทศสวีเดนที่สร้างประเด็นถกเถียงได้อย่างมาก / ภาพ: Janeth Carr
สุดท้ายอวัยวะเพศไม่ได้สะท้อนถึงความสุขเสพหรือสรีระแบบไร้ซึ่งวิถีทางกายภาพอื่นๆ เสมอไป เพราะเจ้าของเครื่องเพศนั้นต้องทุกข์ทรมานจากสิ่งต่างๆ มากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งประจำเดือนซึ่งผู้หญิงแทบทุกคนต้องเจอเมื่อเข้าถึงช่วงอายุหนึ่ง เพราะฉะนั้นศิลปะยุคเก่ามิอาจสะท้อนถึงจุดนี้ได้เพราะแน่นอนว่ามันเกิดจากคนนอกและมุมมองของคนที่พยายามนิยามให้มันเป็นตามความต้องการของผู้สร้างสรรค์ เพราะฉะนั้นเราเห็นได้อย่างชัดเจนว่าวัฏจักรการมองศิลปะนั้นเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา จากการมองอวัยวะเชิงศิลป์และกดขี่โดยอาจจะไม่รู้ตัว จนตอนนี้ “จิ๋ม” กลายเป็นงานศิลปะที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องความเป็นธรรมและเท่าเทียม ผู้เขียนเองก็มิอาจฟันธงให้ทุกคนได้ว่าอันไหนถูกหรืออันไหนผิด เพราะศิลปะถูกสร้างมาต่างยุค ต่างสมัย ต่างที่มา และแน่นอนว่าต่างมุมมอง โดยเรื่องนี้ไม่มีคำตอบหรือเกณฑ์ตัดสินตายตัว ทุกวันนี้ยังมีการมองว่า “เหมาะสม” หรือ “ไม่เหมาะสม” ในการนำเสนอสิ่งนี้ออกสู่สาธารณะด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นทุกคนจงทบทวนศิลปะต่างๆ ด้วยมุมมองความคิดของตัวเองโดยอิงจากแรงบันดาลใจจากเจ้าของผลงานเพื่อตอบคำถามภายในจิตใจตัวเองว่า “จิ๋ม” ในงานศิลปะมันทรงพลังสมกับเป็นศิลปะแห่งมวลมนุษยชาติอย่างที่ผู้เขียนจั่วหัวไว้ข้างต้นจริงหรือไม่...มีแต่ตัวคุณเองเท่านั้นที่รู้คำตอบ
ข้อมูล: Time Out Los Angeles, The Spot by LOLA, The New York Times, HuffPost, Art Represent, The Guardian, WideWalls, Don's Maps, Juliana Notari (FB), และ Fine Arts America

The Great Wall of Vagina ปรากฏการณ์การสร้างความเข้าใจใหม่เพื่อทำลายบรรทัดฐานความงามแบบโลกแคบในอดีต / ภาพ: Courtesy of Jami McCarthy
อีกหนึ่งผลงานสำคัญอย่าง “The Great Wall of Vagina” ของ Jamie McCarthy ก็ตีกรอบบรรทัดฐานความงามรูปแบบเดิมๆ ไปอย่างสิ้นเชิง ภาพวาดและการยั่วยวนอารมณ์โดยใช้จิ๋ม(รวมถึงมุมมองของผู้ชายทุกยุค) มักมีมาตรฐาน “จิ๋มสวย” แต่แท้จริงแล้วอวัยวะเพศส่วนนี้มีความแตกต่างกันชนิดหาจุดร่วมแทบไม่ได้ แต่ละคนมีรูปร่างลักษณะของอวัยวะเพศแตกต่างกัน การถูกกำหนดความสวยงามเรื่องนี้โดยเฉพาะจากผู้ชายคงไม่ใช่เรื่องน่าพึงพอใจนัก ไอเดียของเจมี่จึงเรียบง่ายแต่ตั้งแง่กับอุดมคติความสวยงามแบบโลกแคบอย่างทรงพลังว่า “งานชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงปกติทั่วไปนั้นเป็นอย่างไรกันแน่” ซึ่งงานแบบนี้รวมไปถึงงานที่ Georgia O’Keefe ตั้งใจนำเสนอดอกไม้ชวนฝันรูปร่างคล้าย “จิ๋ม” แบบอาร์ตเพื่อสะท้อนให้เห็นมุมมองเฉพาะตัวโดยระบุว่า “การจะเห็นดอกไม้ต้องใช้เวลา มันคือดอกไม้ของฉัน ไม่ว่าคุณจะคิดเห็นอย่างไรต่อดอกไม้ มันก็คือดอกไม้ของฉันอยู่ดี” ซึ่งแนวคิดแบบนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งแบบขั้วตรงข้ามกับศิลปะยุคเก่าที่การอธิบายสิ่งต่างๆ แม้แต่เรื่องเพศของตัวผู้หญิงนั้นถูกนำเสนอโดยผู้ชายทั้งสิ้น

ประติมากรรม Aphrodite ที่แสดงถึงรูปร่างในอุดมคติและความเรียบเนียนของส่วนอวัยวะเพศ / ภาพ: HeritageDaily
อีกหนึ่งอย่างที่เป็นประเด็นสำคัญตลอดหลายร้อยปีหลังและยังส่งผลถึงการตั้งคำถามอยู่ถึงปัจจุบันก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของการสร้างงานศิลปะเกี่ยวกับ “จิ๋ม” ในแง่มุมบรรทัดฐานความงามของผู้หญิงที่กำหนดโดยศิลปิน(ผู้ชาย) ยกตัวอย่างเช่นประติมากรรม Aphrodite ที่บ่งบอกถึงรูปร่างในอุดมคติอันงดงาม มาพร้อมกับบริเวณส่วนลับอันเกลี้ยงเกลา เทพีแห่งความสวยงามซึ่งระบุออกมาให้นักตีความศิลปะตีความถึงบรรทัดฐานความงามขั้นสูงสุด โดยรูปร่างแบบนี้และลักษณะความเนียนเรียบบริเวณส่วนลับกลายเป็นเรื่องถกเถียงและตั้งประเด็นเกี่ยวกับความงามของหญิงสาวแบบชาวตะวันตกที่เรายังคงติดภาพกันมายาวนานจนถึงทุกวันนี้เลยทีเดียว

The Rape 1 ผลงานศิลปะสุดเสียดสีจาก René Magritte / ภาพ: ArtsDot
แต่ที่มาแรงแซงทุกกระแสเกี่ยวกับ “จิ๋ม” คือการตั้งคำถามจากเจ้าของอวัยวะเพศนี้คือเหล่าหญิงสาวหลายคนในยุคปัจจุบันที่เปิดโลกใหม่พร้อมตั้งแง่กับศิลปะยุคเก่าที่สาธยายเกี่ยวกับเครื่องเพศของตนโดยมุมมองของคนอื่น(ผู้ชาย) ทุกวันนี้งานศิลปะเกี่ยวกับจุดซ่อนเร้นนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องความเท่าเทียมและประท้วงถึงการมองจิ๋มเป็นเรื่องที่ผู้ชายกำหนด ยกตัวอย่างเช่นงานศิลปะของ René Magritte ชื่อ “Le Viol” หรือ “The Rape” ที่ใช้สัดส่วนของหญิงสาวตั้งแต่หน้าอกไปจนถึงจุดลับท่อนล่างมาประกอบบนใบหน้าเพื่อสะท้อนให้เห็นว่ามีการมองรูปร่างของผู้หญิงในเชิงวัตถุทางเพศในมุมมองของผู้ชายเท่านั้น การตั้งคำถามแบบนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะ “จิ๋ม” เป็นของผู้หญิงทำไมผู้ชายถึงเป็นผู้กำหนดความงามในเชิงศิลปะและบริบททางสังคมเสมอมา

งานจิตรกรรม Titian, Venus of Urbino สุดเย้าย้วน / ภาพ: Uffizi Gallery Florence
ไล่เรียงต่อมาจากบรรทัดฐานความงามนั้นเครื่องเพศของผู้หญิงในงานศิลปะยังสามารถบ่งบอกถึงความโรแมนติกของชายหนุ่มได้เป็นอย่างดี ความโรแมนติกซึ่งเกิดจากความเสพสมในความงามเชิงกามาของชายหนุ่มในสมัยโบราณ(หรือแม้กระทั่งสมัยนี้) ที่มองเห็นอวัยวะส่วนนั้นเป็นความงดงามที่ธรรมชาติสร้างสรรค์มาเพื่อความสุขของมวลมนุษยชาติ การใช้จิ๋มเป็นสัญญะในการแสดงออกเรื่องความสัมพันธ์กลับเป็นเครื่องบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าเมื่อก่อนนั้นชายให้ความสำคัญแต่ยังให้ความสำคัญโดยยึดจากความพอใจของตนกับจุดลับตรงนั้นมากกว่าการให้ความสำคัญของผู้หญิงเอง ดั่งเช่นภาพวาด Titian, Venus of Urbino ที่เชื่อว่าเป็นของ Duke of Urbino ในโอกาสเฉลิมฉลองถึงสัมพันธ์รักของคู่สมรสครบรอบ 4 ปี (อ้างอิงตามการวิเคราะห์ภาพวาดของนักวิจารณ์ศิลปะ)

ท่าทางเย้ายวนทางเพศในผลงานของ Gustav Klimt / ภาพ: CardCurious
และแน่นอนว่าเกี่ยวกับอวัยวะเพศเรื่องเซ็กส์คงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ กามอารมณ์ล้วนเป็นปกติของมนุษย์ การแสดงถึง “จิ๋ม” ในงานศิลปะก็เช่นกัน ศิลปะไม่ได้หมายถึงงานประติมากรรมหรือจิตรกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่ยังหมายถึงศิลปะการแสดงเรื่อยไปถึงภาพถ่ายเลยด้วยซ้ำ เราเห็นการผลิตซ้ำถึงเรื่องเพศเพื่อตอบโจทย์ของชายหนุ่มมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การเสพสมของเซ็กส์ทำให้เกิดงานต่างๆ ออกมาให้เราเห็นมากมาย แต่ที่ล้ำเส้นไปกว่านั้นก็มีเพราะภาพสเกตช์บางคอลเล็กชั่นนั้นเกิดจากการสะสมงานด้วยการเกณฑ์หญิงสาวให้เปลื้องผ้าต่อหน้าศิลปินพร้อมทั้งทำท่าทางไร้ยางอายต่างๆ และภาพเหล่านั้นก็ถูกบันทึกด้วยวิธีการต่างๆ ถ้าจะพูดให้ทันสมัยขึ้นก็ไม่ต่างจากสื่อวาบหวิวเรต 20+ ที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ทั้งหมดทั้งมวลเกิดขึ้นจากการสนองอารมณ์โดยใช้คำว่า “ศิลปะ” มาคาบเกี่ยว เรื่องนี้คงตัดสินผิดถูกคงจะยากสักหน่อยเพราะหากเอาเรื่องศีลธรรมซึ่งเป็นเรื่องนามธรรมตามปัจเจกบุคคลออกแล้วนั้นก็ยากเกินกว่าจะหาบรรทัดฐานใดมาอธิบายและตัดสินผิดถูกในข้อนี้

The Venus of Hohle Fels งานประติมากรรมในอดีตที่อาจหมายถึงการมุ่งเน้นเรื่องเพศโดยเฉพาะ / ภาพ: H. Jensen. © Universität Tübingen
การบ่งบอกประเพณีและความต้องการด้านเพศในยุคโบราณ มีการวิเคราะห์กันอย่างจริงจังว่าการวาดหรือสร้างสรรค์อวัยวะเพศโดยมุ่งเน้นถึงส่วนลับโดยเฉพาะและลดทอนส่วนอื่นของร่างกายออกไปไม่ใช่ศิลปะแบบเซอร์เรียล แต่หมายถึงการสร้างศิลปะทางเพศหรือนักประวัติศาสตร์หลายคนนิยามว่าเป็น “Prehistoric Porn” เพราะการสร้างสรรค์ศิลปะแบบนี้ไม่ได้มุ่งเน้นส่วนใดให้เราเห็นได้ชัดแจ้งไปกว่าหน้าอกและเครื่องเพศ เพราะฉะนั้นนักวิชาการส่วนใหญ่จึงเห็นตรงกันว่าศิลปะแบบนี้มันสะท้อนได้เพียงทางเดียวเท่านั้นคือการจับจ้องเรื่องเพศอย่างตั้งอกตั้งใจ

