เมื่อศาสตร์ความเชี่ยวชาญด้านงานฝีมือโคจรมาพบกับความน่าหลงใหลในเรื่องศิลปะ นำมาสู่การเดินหน้าพัฒนาและค้นคว้าหาสิ่งใหม่อยู่เสมอ สำหรับ Vacheron Constantin เมซงนาฬิกาที่เชื่อมประสานงานศิลป์เข้ากับการรังสรรค์กลไกอันน่าทึ่งมาอย่างยาวนานและรักษามาตรฐานจวบจนปัจจุบัน การร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์สำคัญของโลกเป็นดั่งเครื่องหมายการันตีความมุ่งมั่น หนึ่งในนั้นคือ The Met หรือชื่อเต็มว่า The Metropolitan Museum of Art โดยผู้เขียนมีโอกาสเดินทางร่วมทริปสู่มหานครนิวยอร์กเพื่อสัมผัสประสบการณ์ด้านศิลปะที่เมซงและพิพิธภัณฑ์ร่วมกันนำเสนออย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อกล่าวถึงเมซง Vacheron Constantin เชื่อว่าทุกคนจะต้องนึกถึงนาฬิกาเป็นหลัก หรือถ้านึกถึงในแง่ศิลปะอย่างน้อยก็ในส่วนของการออกแบบงานศิลป์บนเรือนเวลาหรือองค์ประกอบต่างๆ ทว่าครั้งนี้มุมมองเดิมจะถูกท้าทายและนำทางสู่วาทะทางศิลปะอย่างเต็มรูปแบบ การจับมือกันกับ The Met มาตั้งแต่ปี 2023 กลายเป็นเส้นทางที่ทางเมซงหยิบยกแรงบันดาลใจจากศิลปะมาสรรสร้างเป็นเรือนเวลาอันทรงคุณค่า วันนี้เมื่อศิลปะนั้นยิ่งใหญ่และมีความสำคัญ ดังนั้นการเบนเข็มเพื่อมาสื่อสารเรื่องศิลปะโดยเฉพาะก็เป็นสิ่งที่อาจทำให้ภาษาเชิงศิลป์ของเมซงหนักแน่นและมีความหมายมากขึ้นอีกระดับ
‘Artisan Residency Program’ คือโปรเจกต์ขั้นกว่าที่ไม่ใช่การหยิบยกแรงบันดาลใจเพียงอย่างเดียว แต่กำลังทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางที่เปิดทางให้ศิลปินสามารถสรรสร้างผลงานได้อย่างก้าวหน้า ไม่ว่าจะจากแรงบันดาลใจและความยิ่งใหญ่อันเลื่องชื่อของ The Met หรือจะเป็นศาสตร์ด้านศิลปะที่สืบทอดมาอย่างยาวนานและยังคงเป็นแกนหลักสำคัญของ Vacheron Constantin ดังนั้นนี่คือโปรแกรมที่จะพร้อมจุดประกายการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมและศิลปะ ผ่านมุมมองเชิงนวัตกรรมและความสร้างสรรค์ แรงบันดาลใจจากงานศิลปะอายุเกินหลักศตวรรษ ประวัติศาสตร์ ประกอบร่างสร้างขึ้นร่วมกับงานศิลปะตกแต่งที่โดดเด่นมีเอกลักษณ์ของเมซง จนเกิดเป็นชิ้นงานที่แตกต่างและมีความหมาย
การเปิดฉากตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม 2025 เป็นเวลาเกิน 1 ปีที่ ‘Artisan Residency Program’ ถือกำเนิดและฉากสุดท้ายกับการเปิดม่านนำเสนอผลลัพธ์ในรูปแบบงานศิลปะเฉพาะตัวก็เกิดขึ้น ณ The Met กลางย่าน Upper East Side มหานครนิวยอร์ก โดยผลงาน 3 ชิ้นเป็นของศิลปิน 3 คน Aspen Golann ดีไซเนอร์ชาวอเมริกัน Ibrahim Said ช่างเซรามิกเชื้อสานอียิปต์-อเมริกัน และ Joy Harvey ช่างทองและนักรังสรรค์จิวเวลรีลูกครึ่งอังกฤษ-อิตาเลียน แต่ละคนล้วนเข้าร่วมโปรแกรมและใช้เวลานานถึง 18 เดือนในการเริ่มต้นพัฒนาและเข้าสู่ช่วงเวลา ‘Residency’ ทั้งในนิวยอร์ก สถานที่ตั้งของ The Met ต่อด้วยเจนีวาสำนักงานใหญ่ของ Vacheron Constantin รวมถึงแต่ละเมืองเฉพาะอันเป็นที่ตั้งของสตูดิโอแต่ละคน
ความน่าสนใจของโปรเจกต์นี้ไม่ธรรมดา เพราะศิลปินแต่ละคนมีศาสตร์ความเชี่ยวชาญเฉพาะตัว ทว่าความท้าทายใหม่เกิดขึ้นจากการผลักดันขีดจำกัดของงานฝีมือแบบดั้งเดิมที่พัฒนาผ่านมุมมองใหม่เชิงนวัตกรรมและความสร้างสรรค์ เรื่อยไปจนถึงการก้าวข้ามแนวคิดหรือวิธีการใช้เทคนิคแบบเดิมๆ เพราะศิลปินแต่ละคนพร้อมหยิบยกแรงบันดาลใจจากผลงานอายุเกินหลักศตวรรษใน The Met ผสมผสานเข้ากับเทคนิคการตกแต่งที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุจาก Vacheron Constantin ซึ่งมีการทำงานร่วมกับที่ปรึกษาของพิพิธภัณฑ์และช่างผู้เชี่ยวชาญของเมซงอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด โดย Aspen Golann ที่เชี่ยวชาญเรื่องการออกแบบงานไม้และเฟอร์นิเจอร์ใช้ศาสตร์งานอินาเมล ด้าน Ibrahim Said ผู้สรรสร้างงานเซรามิกชั้นยอดเปิดเส้นแห่งโลกศิลปะแห่งใหม่ด้วยงานแกะสลัก ปิดท้ายด้วย Joy Harvey กับความล้ำลึกด้านงานช่างทองและจิวเวลรี เปิดรับศาสตร์กีโยเช่เพื่อยกระดับผลงานให้ทั้งละเอียดประณีตและสร้างสรรค์ในแบบมที่แปลกใหม่ยิ่งกว่าเดิม
-
VESSEL by Aspen Golann
ผลงานของศิลปินหญิงจากนิวแฮมป์เชียร์คือแจกันไม้ยักษ์ขนาดสูงกว่า 1.52 เมตร ชีวิตเบื้องหลังของเธอคือนักทำตู้เสื้อผ้าและแกะสลักไม้ เชี่ยวชาญระดับเป็นอาจารย์สอนเรื่องงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ณ สถาบัน Rhode Island School of Design เอกลักษณในแนวคิดเชิงศิลป์คือวิธีที่เธอหยิบยกเฟอร์นิเจอร์แบบอเมริกันดั้งเดิมมาตีความใหม่ ด้วยมุมมองเชิงศิลป์เช่นนี้ทำให้การรังสรรค์ผลงานร่วมกับ The Met และ Vacheron Constantin ครั้งนี้น่าทึ่งอย่างยิ่ง โมทีฟต่างๆ ถูกวาดออกมาเป็นความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ผลไม้ และม้า โดยหยิบยกแรงบันดาลใจจากงานเฟอร์นิเจอร์ในพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 17 จนถึง 19 โดยเฉพาะงานสลักรูปใบไม้และดอกไม้ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของผลงานชิ้นนี้ รวมถึงยังเลือกสรรแรงบันดาลใจจากเก้าอี้ยุคศตวรรษที่ 18 ที่มีงานตกแต่งโมทีฟดอกไม้ และผลงานต่างๆ ที่เป็นแบบฉบับอเมริกันดั้งเดิม เมื่อได้แรงบันดาลใจจากผลงานยุคเก่าแก่ การเดินทางสู่เมซงนาฬิกาที่เชี่ยวชาญศาสตร์งานฝีมือก็ทำให้เธอได้เห็นถึงศักยภาพของการใช้เทคนิคอินาเมลและงานสลัก จากแจกันไม้ขนาดยักษ์ที่ยิ่งใหญ่ตระการตาอยู่แล้ว ศาสตร์การรังสรรค์งานฝีมือดังกล่าวยังเพิ่มมิติขึ้นได้อีกขั้น เปรียบเปรยกับงานนาฬิกาของเมซงที่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำหรับสวมใส่ในชีวิตประจำวันเพียงอย่างเดียว แต่สามารถสื่อสารถึงประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรม ดังนั้นแจกันของ Aspen Golann จึงเป็นงานศิลปะขนาดยักษ์ที่โดดเด่นด้วยงานสลักนูนต่ำ เส้นสายของพฤกษาสอดประสานเข้ากับสรรพสัตว์ราวกับว่าผลงานสลักไม้ที่ดูงดงามนั้นเป็นยิ่งกว่าสิ่งของ ทว่ามันกลับดูมีชีวิตชีวาอย่างน่าประหลาดใจ
-
SHAPING TIME by Ibrahim Said
จากเด็กหนุ่มผู้เติบโตในครอบครัวช่างฝีมือด้านภาชนะดั้งเดิมของอียิปต์ Ibrahim Said คือศิลปินเชื้อสายอียิปต์ที่เติบโตและสร้างสรรค์ผลงานจากแนวคิดในการหยิบยกมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศบ้านเกิดและผลงานเซรามิกเก่าแก่ โดยความน่าทึ่งคือการใช้องค์ความรู้ดั้งเดิมมาผลักดันให้ก้าวข้ามขีดจำกัดที่เคยมี และท้าทายมันกับแรงโน้มถ่วง รวมถึงการประดับตกแต่งด้วยแพตเทิร์นที่ชวนสะดุดตาอย่างยิ่ง นอกจากนี้เขายังมีคติประจำใจเพื่อรักษามาตรฐานความยอดเยี่ยม โดยเฉพาะความใส่ใจเรื่องความอดทน ความสมบูรณ์แบบ และความงาม 3 องค์ประกอบที่เขาให้ความสำคัญ ตอนนี้เขาย้ายถิ่นฐานและทำงานศิลปะในสตูดิโอรัฐนอร์ธแคโรไลนา รังสรรค์ผลงานในโปรแกรมนี้กับผลงานโครงสร้างแนวตั้งแบบ 3 เลเยอร์ เขาท้าทายแรงโน้มถ่วงด้วยการหยิบยก 3 ชิ้นส่วนทรง ‘semi-circular’ มาผสานเข้าด้วยกัน 3 ชั้น นำเสนอความละเอียดอ่อนทั้งงานสลักนูน การเจาะทะลุ และการเคลือบสี ทั้งหมดเกิดขึ้นกับวัสดุเซรามิกที่เขาเชี่ยวชาญ สะท้อนถึงรากฐานแรงบันดาลใจจากผลงานในวัฒนธรรมอียิปต์และศาสนาอิสลามดั้งเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งดาว 8 แฉก เชื่อมโยงเข้ากับสัญลักษณ์ ‘Maltese Cross’ ตราประจำเมซง นอกจากนี้เมื่อย้อนกลับสู่ช่วงเวลาที่เขาเสพผลงานในพิพิธภัณฑ์ เขาสะดุดตากับ ‘New Year’s Bottle’ จากวัฒนธรรมอียิปต์โบราณ รวมถึงผลงานต่างๆ จากวัฒนธรรมอิสลามร่วมในภูมิภาค ตั้งแต่ฟิลเตอร์กรองน้ำ สร้อยคอดอกไม้ที่สลักลวดลายฮีโรกริฟฟิก และอื่นๆ อีกมากมาย พอมาถึงเจนีวาการเดินทางเพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจศาสตร์อันล้ำลึกก็มุ่งเน้นสู่ทักษาด้านลงยาอินาเมล การแกะสลัก และงานเพนต์แล็กเกอร์ ซึ่งเป็นทักษะที่ส่งต่อสู่การทำงานศิลปะด้วยวัสดุในแบบที่เขาชื่นชอบ และนำมาสู่ผลงานโครงสร้าง 3 ชั้นที่น่าทึ่งในครั้งนี้
-
Ruined Splendour – BRONZE DIADEM by Joy Harvey
ความแตกต่างของผลงาน Joy Harvey คือเป็นผลงานศิลปะสวมใส่เพียงชิ้นเดียว โดยศิลปินหญิงที่เชี่ยวชาญงานจิวเวลรีและเครื่องทองเดินทางสู่สำนักงานของ Vacheron Constantin เพื่อซึมซับและเข้าถึงศาสตร์กีโยเช่ เธอใช้เวลาปรึกษาและทำงานเพื่อค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดไปพร้อมกับช่างฝีมือไทยที่มีประสบการณ์การทำกีโยเช่กับเมซงมาหลายทศวรรษ เธอพยายามผลักดันขีดจำกัดและเปิดมุมมองของความไม่สมบูรณ์แบบ ความบิดเบี้ยว และทำให้ผลงานเป็นเหมือนสิ่งของเสียหายแต่กลับสวยงามและทรงคุณค่า ย้อนกลับไป Joy Harvey คือลูกครึ่งอังกฤษ-อิตาเลียน ที่มีเอกลักษณ์ด้านผลงานคือจิวเวลรีทำมือที่หยิบยกแรงบันดาลใจจากความดิบแท้ของห้วงอารมณ์ ความสวยงามจากความบ้าบิ่น และความยากลำบากของมนุษย์ ซึ่งนำมาสู่การพัฒนาฝีมือและก่อตั้งเวิร์กช็อปกับ Marco Rossi ช่างภาพและวิศวกร ผู้สนับสนุนและผลักดันแง่มุมการพัฒนาผลงานผ่านข้อจำกัดเชิงเทคนิคต่างๆ เช่นเดียวกับการเดินหน้าฝึกฝนศาสตร์จิวเวลรีแบบฟลอเรนทีนดั้งเดิม จนวันนี้ผลงานของเธอเป็นส่วนหนึ้งของโปรแกรมด้านศิลปะที่น่าสนใจที่สุดของโลก จากแรงบันดาลใจกับผลงานใน The Met โดยมุ่งเน้นที่งานจิวเวลรีอันหลากหลายจากวัฒนธรรมและช่วงเวลาต่างๆ ในหน้าประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย จีน และกรีซ เป็นต้น ในขณะเดียวกันก็สนใจอย่างยิ่งกับภาพวาดที่ไม่สมบูรณ์ของ Théodore Rousseau กับความงดงามของช่วงเวลาตามธรรมชาติที่แสนจะดิบและเข้มข้น รัดเกล้าสัมฤทธิ์คือผลลัพธ์ของแรงบันดาลใจเชิงศิลป์และการคลุกคลีกับศาสตร์งานฝีมือของเมซงนาฬิการะดับตำนาน สัมฤทธิ์ทุบและขึ้นรูปอย่างมีเอกลักษณ์ จี้ทรงเมล็ดพันธุ์ก็บ่งชี้ถึงแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมกรีก ส่วนศีรษะสำหรับสวมทำจากวัสดุอัลลอยชนิดพิเศษ ผสมส่วนประกอบต่างๆ อย่างมีเป้าหมายเพื่อการระบวนกการหลอมเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีร่องรอยจากเทคนิคการเจาะทะลุ แต่ที่ขาดไม่ได้คือเทคนิคกีโยเช่ที่สอดประสานกับดอกไม้ทอง ซึ่งศิลปินหญิงคนนี้ยกระดับงานศิลปะดั้งเดิมให้เชื่อมโยงกับความโมเดิร์นยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีสแกน 3 มิติ และอื่นๆ ควบคู่ไปกับความตั้งใจในการรังสรรค์ผลงานด้วยมือแทบทุกขั้นตอนเพื่อให้รู้สึกถึงความดิบ ไม่สมบูรณ์ หรืออาจถึงขั้นดูเสียหาย สะท้อนภาพการให้ความสำคัญเรื่องงานฝีมือและความเป็นธรรมชาติอย่างถึงที่สุด
นอกจากผลงานต่างๆ ที่นำเสนอ ณ The Met ที่ Vacheron Contantin ภาคภูมิใจกับโปรเจกต์แสนพิเศษ ความเอ็กซ์คลูซีฟคือการทัวร์พิพิธภัณฑ์แบบส่วนตัวโดยผู้เชี่ยวชาญ ลัดเลาะไปตามส่วนสำคัญในโซนต่างๆ บอกเล่าเรื่องราวรากฐานของงานศิลปะจากหลากหลายวัฒนธรรม และทำให้เห็นภาพของความล้ำลึกในการหยิบยกแรงบันดาลใจของศิลปินทุกคนใน ‘Artisen Residency Program’ เมื่อแสงอาทิตย์ลับสายตา Temple of Dendur หรือโซนอียิปต์ก็แปรเปลี่ยนเป็นสถานที่จัดงานค็อกเทลเพื่อเฉลิมฉลองโปรเจกต์นี้อย่างยิ่งใหญ่และเหนือจินตนาการ ดังนั้นเนื่องในโอกาสที่โว้กได้รับเชิญเข้าร่วมงานสำคัญครั้งนี้ เราจึงไม่ลืมเก็บภาพการทัวร์ส่วนตัวและบรรยากาศยามค่ำคืนในสถานที่สุดไอคอนิกมาให้ชมกันแล้วที่ด้านล่างนี้เลย
1 / 72
2 / 72
3 / 72
4 / 72
5 / 72
6 / 72
7 / 72
8 / 72
9 / 72
10 / 72
11 / 72
12 / 72
13 / 72
14 / 72
15 / 72
16 / 72
17 / 72
18 / 72
19 / 72
20 / 72
21 / 72
22 / 72
23 / 72
24 / 72
25 / 72
26 / 72
27 / 72
28 / 72
29 / 72
30 / 72
31 / 72
32 / 72
33 / 72
34 / 72
35 / 72
36 / 72
37 / 72
38 / 72
39 / 72
40 / 72
41 / 72
42 / 72
43 / 72
44 / 72
45 / 72
46 / 72
47 / 72
48 / 72
49 / 72
50 / 72
51 / 72
52 / 72
53 / 72
54 / 72
55 / 72
56 / 72
57 / 72
58 / 72
59 / 72
60 / 72
61 / 72
62 / 72
63 / 72
64 / 72
65 / 72
66 / 72
67 / 72
68 / 72
69 / 72
70 / 72
71 / 72
72 / 72
(สามารถอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมของ Vacheron Constantin ได้กับบทความ VOGUE SCOOP | การฉลอง 270 ปี Vacheron Constantin ประสบการณ์เหนือระดับจากปารีสสู่เจนีวา)






























