เรื่อง: ดร.วิมวิริยา ลิ่มกังวาฬมงคล
ภาพ: Getty Images / Courtesy of Brands
กราฟิก: จินาภา ฟองกษีร
TREASURE OF TIME
The Classic Gems: The Symbol of Power
แต่ไหนแต่ไรมาอัญมณีและจิวเวลรีชั้นสูงถือเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจที่มักนำมาใช้ เพื่อประกาศสถานะของผู้ครอบครอง ไม่ว่าจะผ่านการประดับบนมงกุฎ การถือครอง แหล่งกำเนิดของอัญมณีหรือการควบคุมเส้นทางการค้าความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างอำนาจกับอัญมณีถูกถ่ายทอดผ่านเรื่องราวของ “The Classic Four” อัญมณีล้ำค่ามหาอำนาจทั้งสี่ แห่งประวัติศาสตร์อัญมณีโลก อันได้แก่ เพชร ไพลิน มรกต และทับทิม
Diamond (เพชร) บนเส้นทางแห่งราชบัลลังก์ เพชรโคอินัวร์ (Koh-i-Noor) ซึ่งเป็นเพชรของหลายราชวงศ์ในอดีต ได้เดินทางผ่านจักรวรรดิโมกุล เปอร์เซีย อัฟกานิสถาน และปัญจาบ ก่อนเข้าสู่ราชสำนักอังกฤษใน ค.ศ. 1850 เพชรนี้แต่เดิมมีขนาด 186 กะรัต ต่อมาถูกเจียระไนเหลือ 105.6 กะรัต นำมาประดับบนมงกุฎของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบท พระราชชนนี ซึ่งปัจจุบันถูกเก็บรักษาและจัดแสดงอยู่ที่ Tower of London เพชรอีกเม็ดที่มีชื่อเสียงและเต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์คือ Hope Diamond เพชรสีน้ำเงินขนาด 45.52 กะรัต ที่เชื่อว่าเป็นเม็ดเดียวกับ French Blue อัญมณีแห่งราชวงศ์ฝรั่งเศสที่หายสาบสูญไปในคราวปฏิวัติฝรั่งเศส แล้วมาปรากฏอีกครั้งในรูปลักษณ์ที่ถูกเจียระไนใหม่ เป็นเพชรที่มีคุณสมบัติโดดเด่นเรื่องการเรืองแสงสีแดง คือเมื่อได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตจะเปล่งแสงสีแดงอมส้ม ต่างกับเพชรสีน้ำเงินส่วนใหญ่ที่เรืองแสงสีฟ้า ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ Smithsonian Institution
Sapphire (ไพลิน) ในยุคกลางมีความเชื่อว่าไพลินคืออัญมณีแห่งสวรรค์ กษัตริย์ในยุคนั้นจึงนิยมสวมไพลินเป็นเครื่องรางประจำพระองค์ ดังเช่น Stuart Sapphire ไพลินทรงไข่ขนาด 104 กะรัตที่ประดับบน Imperial State Crown ในปัจจุบัน ยังคงมีร่องรอยของรูเจาะจากอดีต ซึ่งเป็นหลักฐานว่าเคยถูกใช้สวมเป็นจี้ห้อยพระศอมาก่อน อัญมณีชิ้นนี้ได้รับการตั้งชื่อตามราชวงศ์สจวร์ต และเคยประดับอยู่บนมงกุฎราชาภิเษกของกษัตริย์แห่งสกอตแลนด์ ก่อนจะมาเป็นหนึ่งในอัญมณีที่โดดเด่นที่สุดบนพระมหามงกุฎแห่งสหราชอาณาจักรในปัจจุบัน
Emerald (มรกต) จากความมั่งคั่งของโลกใหม่ เมื่อสเปนเข้าครอบครองดินแดนของชนเผ่ามูอิสกา (Muisca) ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 มรกตชั้นเลิศจากเหมืองมูโซและชีวอร์แห่งโคลอมเบีย ก็หลั่งไหลสู่ราชสำนักยุโรป จักรวรรดิโมกุล และโลกอิสลาม จนกลายเป็นอัญมณีที่ทรงอิทธิพลที่สุดชนิดหนึ่งในการค้าของโลกยุคนั้น หลักฐานความเลอค่าดังกล่าวปรากฏให้เห็นบน Crown of the Andes มงกุฎศักดิ์สิทธิ์ ที่ประดับมรกตกว่า 400 เม็ด รวมถึงมรกตเม็ดกลางน้ำหนักราวๆ 45 กะรัต สร้างขึ้นสำหรับตกแต่งรูปเคารพพระแม่มารีในโบสถ์ท้องถิ่นที่เมืองทางตอนใต้ของโคลอมเบียซึ่งปัจจุบันถูกเก็บรักษาไว้ที่ The Metropolitan Museum of Art ในนครนิวยอร์ก ผลงานศิลปะชั้นสูงอีกชิ้นหนึ่งคือ Topkapi Emerald Dagger เป็นกริชที่สุลต่านมาห์มุดที่ 1 แห่งจักรวรรดิออตโตมัน สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระเจ้านาเดอร์ชาห์กษัตริย์ผู้ทรงอำนาจแห่งเปอร์เซียในขณะนั้น ด้ามกริชประดับด้วยมรกตโคลอมเบียเม็ดใหญ่ถึง 3 เม็ด แต่ยังไม่ทันได้นำไปถวาย พระเจ้านาเดอร์ชาห์ก็ถูกลอบปลงพระชนม์เสียก่อนของกำนัลล้ำค่าชิ้นนี้จึงยังคงอยู่ภายในจักรวรรดิออตโตมันมาโดยตลอด ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ Topkapi Palace Museum เมืองอิสตันบูล
Ruby (ทับทิม) ราชสำนักพม่าเคยประกาศให้อัญมณีจากหุบเขาโมกกเป็นสมบัติแผ่นดิน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Burmese Ruby หรือทับทิมพม่า ที่มีความโดดเด่นด้วยสี Pigeon’s Blood เนื่องจากมีธาตุโครเมียมสูงและเหล็กต่ำ ทำให้เมื่อต้องรังสียูวีจะเรืองแสงสีแดง หลังจากพม่าถูกอังกฤษยึดครองใน ค.ศ. 1885 ศูนย์กลางอัญมณีแห่งนี้จึงเปิดสู่ตลาดโลก ทำให้ผู้คนได้เห็นความล้ำค่าระดับตำนานของ The Sunrise Ruby ทับทิมขนาด 25.59 กะรัตที่ทุบสถิติประมูลกว่า 30 ล้านดอลลาร์ผ่านบริษัท Sotheby’s และ The Burmese Ruby Tiara เทียร่าที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทที่ 2 สั่งทำจากทับทิม 96 เม็ดที่ทรงได้รับการถวายจากพม่าใน ค.ศ. 1947
Siamese Ruby ทับทิมสยามจากจันทบุรีและตราดก็สร้างประวัติศาสตร์อัญมณีโลกไม่แพ้กันด้วยเอกลักษณ์เฉดสีแดงหรือแดงอมม่วงอันเกิดจากส่วนผสมของธาตุเหล็ก เนื้ออัญมณีมีความสะอาดและความใสแบบเนื้อแก้ว เมื่อนำไปเจียระไนจึงให้การสะท้อนและกระจายแสงได้อย่างยอดเยี่ยม ช่วงทศวรรษ 1970 ชื่อเสียงของทับทิมสยามยิ่งโดดเด่น ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นแหล่งผลิตและศูนย์กลางการค้าทับทิมที่สำคัญที่สุดของโลก สืบเนื่องมาจากการลดบทบาทของพม่าหลังแปรรูปเหมืองเป็นของรัฐใน ค.ศ. 1963 Siam Ruby มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของตลาดโลกในเรื่องคุณภาพและแหล่งกำเนิด ผลงานชิ้นเอกที่รังสรรค์ด้วย Siam Ruby คือ “สยามเจมส์ เทียร่า” โดยสยามเจมส์ เฮอริเทจ เป็นมงกุฎเพชรยอดทับทิมสยาม ตัวมงกุฎประดับด้วยเพชรแท้ถึง 1,946 เม็ด ยอดมงกุฎคือทับทิมสยามขนาดใหญ่ถึง 21.09 กะรัตและมีทับทิมบริวารอีก 24 เม็ด มงกุฎอันทรงคุณค่านี้รังสรรค์ขึ้นด้วยฝีมือของช่างไทย บ่งบอกถึงความเชี่ยวชาญในงานหัตถศิลป์ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน
The Designer’s Heyday: The Dawn of Aesthetic
เมื่อก้าวเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 19 ผู้ครอบครองและสั่งทำเครื่องประดับชั้นสูงไม่ได้จำกัดแค่ แวดวงกษัตริย์และราชสำนักอีกต่อไป รุ่งอรุณแห่งอัญมณีและจิวเวลรีชั้นสูงบทใหม่เริ่มต้นขึ้นจากการค้นพบเหมืองเพชรขนาดใหญ่ในแอฟริกาใต้ช่วงทศวรรษ 1860 นำไปสู่การพัฒนาตัวเรือนที่เบาและประณีตโดยมีอิทธิพลจากสมเด็จพระราชินีอะเล็กซานดราแห่งสหราชอาณาจักร ไอคอนแห่งความหรูหราในยุค Belle Époque เป็นแรงผลักดัน จากนั้นกระแสแห่งความคิดสร้างสรรค์ก็ได้ขยายตัวต่อเนื่องไปจนถึงทศวรรษ 1930 ทำให้เมซงชั้นนำเป็นที่ต้องการอย่างมากในโลกจิวเวลรี นำมาซึ่งการรังสรรค์มาสเตอร์พีซที่ผู้คนจดจำมาถึงปัจจุบัน ประกอบกับอิทธิพลของนักแสดงฮอลลีวูดที่นิยมสวมจิวเวลรีทั้งในและนอกจอ ยิ่งทำให้เครื่องประดับอัญมณีกลายเป็นความฝันที่ผู้มีรสนิยมปรารถนาจะครอบครอง
Cartier รังสรรค์เข็มกลัดนกฟลามิงโก (Flamingo Brooch) จากการสั่งทำพิเศษโดยดุ๊กแห่งวินด์เซอร์ เพื่อมอบให้แก่วอลลิส ซิมป์สัน สตรีผู้เป็นเหตุให้พระองค์ทรงยอมสละราชบัลลังก์อังกฤษ เข็มกลัดนกฟลามิงโกชิ้นนี้โดดเด่นด้วยการประดับเพชร มรกต ทับทิม ไพลินสีสันสดใส และซิทริน มีลูกเล่นที่ขานกพับได้จริง อาจกล่าวว่าคาร์เทียร์ไม่ได้เป็นเพียงผู้สร้างเครื่องประดับ แต่ยังเป็นผู้จารึกตำนานความรักที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ราชวงศ์
Van Cleef & Arpels ถ่ายทอดจินตนาการความอ่อนช้อยผ่าน Ballerina Clip ผลงานมาสเตอร์พีซที่เป็นหนึ่งในซิกเนเจอร์สำคัญของเมซงนับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1940 แรงบันดาลใจจากโลกของบัลเลต์ถูกตีความเป็นเรือนร่างของนักเต้นที่งดงามราวกับหยุดช่วงเวลาแห่งการเคลื่อนไหวไว้ได้จริง ความพิเศษของผลงานชิ้นนี้อยู่ที่กระโปรงตูตูซึ่งรังสรรค์จากมรกตสีเขียว จัดเรียงตามรูปทรงโค้งของกระโปรงได้อย่างวิจิตร ดูพลิ้วไหวราวกับหญิงสาวกำลังแสดงการหมุนตัวบนเวที ขอบกระโปรงประดับเพชรช่วยขับสีสันของมรกตให้ยิ่งเปล่งประกาย ส่วนลำตัวเป็นทองคำขาวทำให้ชิ้นงานดูเบา สง่างาม และร่วมสมัย
Mauboussin ปฏิวัติวงการจิวเวลรีชั้นสูงด้วยความหาญกล้านำมรกตทรงคาโบชองขนาด 127 และ 97 กะรัตมาจัดวางในดีไซน์เรขาคณิตอันโฉบเฉี่ยว ต่างกับการประดับแบบดั้งเดิมที่เน้นเพียงความอ่อนช้อย ความล้ำสมัยนี้กลายเป็นที่จดจำทันทีเมื่อนักแสดงหญิงฮอลลีวูด Marlene Dietrich นำมาสวมใส่ในภาพยนตร์เรื่อง Desire (1936) ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่ยกระดับจิวเวลรีจากเครื่องประดับมาเป็นเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของไอคอนฮอลลีวูด
The Rare Gems: The Era of Exclusive Collectibles
ในที่สุดการเดินทางอันยาวนานของอัญมณีก็มาถึงความเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบันที่คนรักอัญมณีหันมานิยมสะสมพลอยหายาก คุณปิยะ อัจฉริยศรีพงศ์ Managing Director ของ Gems Pavilion ได้ให้มุมมองไว้อย่างน่าสนใจ “เทรนด์โลกปัจจุบันให้ความสำคัญในเรื่องการสะสม rare gems เพราะไม่มีการทำเหมืองพลอยนั้นแล้ว ทำให้เกิดภาวะ FOMO (fear of missing out) หรือความกลัวที่จะพลาดการครอบครอง การสะสมพลอยหายากแตกต่างกับการสะสมเพชรตรงที่เพชรแม้จะราคาแพงแต่หากมีงบประมาณก็ยังพอแสวงหาได้ ทว่าพลอยหายากบางชนิด ต่อให้มีความพร้อมทางมูลค่าก็อาจหาซื้อไม่ได้ เนื่องจากข้อจำกัดทางธรรมชาติ การครอบครองจึงขึ้นอยู่กับวาสนาของผู้สะสม” คุณปิยะยังได้เล่าถึงอัญมณีที่นักสะสมทั่วโลกและในประเทศไทยกำลังเสาะหามาไว้ในครอบครอง ได้แก่
Kashmir Sapphire (ไพลินแคชเมียร์) อัญมณีระดับตำนานที่มีสีฟ้าน้ำเงินแบบ cornflower จากแคว้นแคชเมียร์ “เหมืองดั้งเดิมได้ปิดตัวลงอย่างถาวรตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1930 ไพลินแคชเมียร์ที่หมุนเวียนในตลาดจึงเป็นของที่เป็น Pre-Owned เท่านั้น ด้วยข้อจำกัดทางธรรมชาติที่สูงมากทำให้ราคาประมูลพุ่งสูงอย่างไร้เพดาน บางครั้งมีเงินก็ไม่สามารถหาซื้อได้”
Padparadscha Sapphire (พัดพารัดชา) อัญมณีในตระกูลไพลิน “ชื่อแปลว่า สีของดอกบัว มีเฉดสีผสมผสานระหว่างสีส้มกับสีชมพูตามธรรมชาติอย่างลงตัวซึ่งหาได้ยากยิ่ง” เมื่อเจ้าหญิงยูเชนีแห่งราชวงศ์อังกฤษทรงรับแหวนหมั้นประดับพลอยพัดพารัดชาล้อมเพชรจาก Jack Brooksbank ใน ค.ศ. 2018 ทำให้พลอยชนิดนี้โด่งดังและเป็นที่รู้จักในระดับโลกชั่วข้ามคืน ปัจจุบันกลุ่มนักสะสมจิวเวลรีชั้นสูงชาวไทยเริ่มให้ความสนใจและแสวงหามาเก็บสะสมเนื่องจากมีจำนวนน้อยมากในโลก
Siam Ruby (ทับทิมสยาม) ปัจจุบันการขุดพบทับทิมสยามในเชิงพาณิชย์ได้ยุติลงอย่างถาวร เนื่องด้วยปริมาณพลอยในดินของไทยลดลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่หลังทศวรรษ 1990 “ต้นทุนการบริหารจัดการเหมืองที่สูงถึงวันละหลักแสน หากพลอยไม่ดกพอก็จะประสบภาวะขาดทุนอย่างรวดเร็ว เมื่อเปรียบเทียบกับ Burmese Ruby ของพม่าที่โดยปกติจะมีมูลค่าและราคาประมูลเฉลี่ยสูงกว่าทับทิมไทย แต่เนื่องจากพม่ายังคงมีแหล่งขุดเจาะอยู่บ้าง ขณะที่ฝั่งไทยปิดตัวลงอย่างถาวร ส่งผลให้ทับทิมสยามเม็ดที่สวยสมบูรณ์จากธรรมชาติกลายเป็น rare item ที่ทวีมูลค่าสูงขึ้น”
The Emerging Trends: The New Horizons of Gems
ปัจจุบันวงการอัญมณีได้เปิดรับเทรนด์ใหม่ๆ ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้นักสะสมยุคนี้ สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของนิยามคุณค่าที่ไม่ได้ยึดติดอยู่กับอัญมณีคลาสสิกเพียง
อย่างเดียวอีกต่อไป คุณปิยะได้เล่าถึง 2 เทรนด์สำคัญไว้ดังนี้
Tourmaline (ทัวร์มาลีน) โดดเด่นด้วยโครงสร้างทางเคมีที่ซับซ้อนจนสามารถเกิดสีได้หลายสิบเฉด รวมถึงพลอยที่มี 2 หรือ 3 สีในเม็ดเดียว (Bi-colour/Tri-colour) ซึ่งคุณปิยะให้ความเห็นว่า “สร้างความตื่นตาตื่นใจและแปลกใหม่ ทำให้คนอยากครอบครอง” ทว่าสุดยอดปรารถนาคือ Paraiba Tourmaline (ปาราอีบาทัวร์มาลีน) พลอยสีฟ้าอมเขียวที่ส่องสว่างเป็นประกายสุกใส ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่พบได้เฉพาะในพลอยจากบราซิลและไม่กี่แหล่งในโลกเท่านั้น “ยิ่งมาจากแหล่งกำเนิดดั้งเดิมในรัฐปาราอีบา ประเทศบราซิล จะยิ่งมีค่าตัวแพงและเป็นที่ต้องการของตลาดสากล”
Unheated Standard (พลอยไม่ผ่านความร้อน)สนักสะสมยุคนี้เสาะหาพลอยที่ไม่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพด้วยความร้อนเลย เพื่อคงความงดงามและสีสันบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ ซึ่งต่างกับ Heated Standard (พลอยเผา) ที่นำพลอยเนื้อขุ่นหรือสีซีดมาผ่านกระบวนการอบความร้อนเพื่อให้เนื้อใสสะอาดขึ้น คุณปิยะได้เปรียบเปรยไว้อย่างคมคายว่า “พลอยไม่เผาเปรียบเสมือนสุภาพสตรีที่ตื่นนอนมาแล้วสวยเลยโดยไม่ต้องแต่งหน้า มีมูลค่าสูงมากและราคามักจะทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากหาได้ยากยิ่งในธรรมชาติ”
(สามารถอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเรื่องจิวเวลรีจากนิตยสารเล่มพิเศษ Time and Gems ประจำปี 2026 ได้กับบทความ MASTER OF THE GAME เจาะลึกศาสตร์ความเป็นเลิศด้านต่างๆ ที่สรรสร้างผลงานระดับตำนาน)









