Vogue Thailand

WATCHES & JEWELLERY

MASTER OF THE GAME เจาะลึกศาสตร์ความเป็นเลิศด้านต่างๆ ที่สรรสร้างผลงานระดับตำนาน

เมซงจิวเวลรีล้วนพัฒนาศาสตร์ความเป็นเลิศด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโลกแห่งศิลปะ นวัตกรรม และ ความงดงามของธรรมชาติ นำมาสู่การสรรสร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่คงอยู่จนกลายเป็นตำนาน

27 กรกฎาคม 2569

การบรรจบกัน ของโลกแห่งศิลปะ นวัตกรรม และ ความงดงาม ของธรรมชาติเมื่อหลากหลาย แบรนด์เครื่องประดับชั้นนำที่ได้สั่งสมประสบการณ์งานฝีมือเพื่อ ครองความเป็นเลิศในด้านต่างๆ มาพร้อมเรื่องราวเล่าขานผ่านเครื่องประดับ อันล้ำค่า ซึ่งเป็นดั่งตำนานที่ไม่เคย ถูกลบเลือนไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนาน สักเพียงใด

Article

The Mastery of Setting
มาสเตอร์พีซอันเป็นตัวแทนแห่งความรักนิรันดร์ 

ผู้หญิงทั่วโลกต่างปรารถนาเครื่องประดับดีไซน์ร่วมสมัยที่อยู่ในกล่องสีฟ้า Tiffany Blue เพราะนอกเหนือจากดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์และประวัติศาสตร์ชวนหลงใหลที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ระดับตำนานและเหล่าดาวค้างฟ้าแล้ว ไฮจิวเวลรีภายใต้ชื่อ Tiffany & Co. ยังมีคุณค่าในฐานะงานฝีมือชั้นสูงด้วย หนึ่งในชิ้นงานไอคอนิกที่สร้างชื่อให้แบรนด์ก็คือ Bird on a Rock มาสเตอร์พีซแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 ที่ผสานจินตนาการเหนือจริงเข้ากับงานฝีมือชั้นสูงได้อย่างสมบูรณ์ ออกแบบโดย Jean Schlumberger ศิลปินและนักออกแบบจิวเวลรีคนสำคัญของแบรนด์ เปิดตัวครั้งแรกใน ค.ศ. 1965 แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากการเฝ้าสังเกตนกค็อกคาทูสีเหลืองในช่วงที่เขาเดินทางไปพักผ่อนบนเกาะกวาเดอลูปในทะเลแคริบเบียน ซึ่งเขาได้บันทึกภาพการเคลื่อนไหวของนกไว้ทุกอิริยาบถ จากนั้นจึงนำภาพถ่ายแห่งความทรงจำมาถ่ายทอดเป็นเครื่องประดับที่งดงามราวกับมีชีวิตด้วยเทคนิคอันซับซ้อนทั้งการฝังเพชรไล่ระดับ (การฝังเพชรที่หลากหลายในงานชิ้นเดียวเพื่อสร้างมิติแสงเงา และลวดลายที่เลียนแบบผิวสัมผัสของขนนกให้ดูแผ่วพลิ้ว) และการผสานโลหะต่างชนิด กล่าวคือตัวนกขึ้นรูปด้วยแพลทินัม เพื่อความแข็งแรงในการฝังเพชรให้ดูไร้น้ำหนัก ผสมผสานกับทองคำ 18K ในส่วนที่เป็นหงอน จะงอยปาก และกรงเล็บ เพื่อสร้างกรอบที่ดูอ่อนช้อยแต่แข็งแรง ทำให้การผลิตเข็มกลัดหนึ่งอันต้องอาศัยช่างฝีมือชั้นสูงถึง 8 คน และใช้เวลาไม่น้อยกว่า 50 ชั่วโมง กว่าจะได้ผลงานอันทรงคุณค่าซึ่งเป็นที่หมายปอง ก่อนทศวรรษ 1950 จิวเวลรีมักถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องประดับสำหรับบ่งบอกฐานะ แต่ผลงานชิ้นนี้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่นำจิตวิญญาณแบบ surrealism มาผสานกับโลกแห่งเครื่องประดับชั้นสูงจนทำให้เครื่องประดับได้การยอมรับในฐานะ “ศิลปะที่สวมใส่ได้”

Article

The Mastery of the Perfect Cut 
นวัตกรรมเจียระไนเพชรสุดเอกซ์คลูซีฟที่พลิกโฉมโลกไฮจิวเวลรี

ความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมที่ผนวกกับความเป็นเลิศในงานฝีมือของ Louis Vuitton ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้การเดินทางของเมซงเก่าแก่แห่งนี้ไปไกลกว่าเรื่องราวของหีบและกระเป๋าเดินทางสำหรับนักท่องเที่ยวผู้มีรสนิยม หลังชิมลางด้วยคอลเล็กชั่นไฟน์จิวเวลรีใน ค.ศ. 2004 ถัดมาอีก 3 ปีก็ทำเซอร์ไพรส์เขย่าโลกไฮจิวเวลรี ด้วยการได้รับสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในการจับมือกับช่างฝีมือชั้นสูงจาก Lili Diamonds ประเทศอิสราเอล ผู้ถือสิทธิบัตรการเจียระไนแบบ Lily Cut® มาตั้งแต่ ค.ศ. 1996 เพื่อนำความเชี่ยวชาญนั้นมาสร้างสรรค์เป็นเพชรเจียระไนรูปทรงพิเศษ LV Cut ใน ค.ศ. 2007 นำเสนอในคอลเล็กชั่นเครื่องประดับไฮจิวเวลรีที่ใช้เพชรเจียระไนทรง LV Cut อันโดดเด่นด้วยเหลี่ยมมุมซับซ้อนมากถึง 65-77 เหลี่ยม เพชรเจียระไนสุดพิเศษในชื่อ Les Ardentes ซึ่งได้รับขนานนามว่า “It Diamond” เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกใน ค.ศ. 2008 ภายใต้วิสัยทัศน์ของ Lorenz Bäumer ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ด้านเครื่อง-
ประดับยุคนั้น จุดเด่นของชิ้นงานในคอลเล็กชั่นนี้อยู่ที่เพชรเจียระไนเป็นลาย Monogram Flower เพชรรูปทรงสี่เหลี่ยมที่มีลักษณะคล้ายกลีบดอกไม้โค้งมน 4 กลีบเรียงเป็นรูปกากบาทเพื่อฉายภาพดอกไม้โมโนแกรมนับเป็นศาสตร์แห่งการเจียระไนที่ผสานเทคโนโลยีและงานฝีมือของเหล่าช่างชั้นครูได้อย่างลงตัว การเจียระไนเพชรซิกเนเจอร์หรือ LV Monogram Cut ถือเป็นความโดดเด่นขั้นสุดที่สร้างเอกลักษณ์ และมีผลต่อการจดจำ แม้จะเป็นน้องใหม่ในโลกของเครื่องประดับอัญมณีชั้นสูง แต่ด้วยเอกลักษณ์อันน่าหลงใหลทำให้สายตาทุกคู่จับจ้องราวต้องมนตร์สะกดของ Monogram Flower ดอกไม้โมโนแกรมแบบกลีบมน 65 เหลี่ยม และ Monogram Star ดอกไม้โมโนแกรม 4 แฉก 77 เหลี่ยม รวมถึงนวัตกรรมล่าสุดภายใต้การนำของ Francesca Amfitheatrof อดีตผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ ซึ่งนำเสนอเพชร Monogram Star แบบ 53 เหลี่ยมที่ช่วยให้การส่องประกายเล่นแสงเหนือกว่าเพชรทั่วไป

Article

The Mastery of Fluidity
มนตร์เสน่ห์ความพลิ้วไหวแห่งวิศวกรรมโลหะล้ำค่าสไตล์อิตาลี

เครื่องประดับชั้นสูงที่มีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์กับราชวงศ์ต่างๆ ทั่วโลก และครองใจผู้ชื่นชอบความหรูหรามายาวนานถึง 142 ปีอย่าง Bvlgari ไม่เพียงได้รับการยกย่องเรื่องงานออกแบบที่เป็นเลิศและความพิถีพิถันในการเลือกใช้อัญมณีล้ำค่า แต่ยังรวมไปถึงเทคนิคที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วย หนึ่งในนั้นก็คือ “Tubogas” ที่มาจากคำว่า ท่อ (tubo) และก๊าซ (gas) ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงของ “ท่อส่งก๊าซ” ที่ใช้กันทั่วไปในประเทศอิตาลีช่วงทศวรรษ 1920 ชิ้นงานจึงมีลักษณะเป็นข้อปล้องโลหะที่โค้งงอได้ ความมหัศจรรย์ของชิ้นงานซึ่งรังสรรค์ด้วยเทคนิคนี้คือสายโลหะที่มีความยืดหยุ่นสูง โค้งมน และสปริงตัวได้โดยไม่ใช้การเชื่อมเลยแม้แต่จุดเดียว ช่างฝีมือมากประสบการณ์ของแบรนด์จะใช้แถบโลหะยาว เช่น เยลโลว์โกลด์ พิงก์โกลด์ หรือสตีล มาพันขดเกลียวอย่างแน่นหนารอบแกนกลาง จากนั้นจึงถอดแกนกลางออก ทำให้ได้สายโลหะที่กลวงด้านในและม้วนตัวยืดหยุ่นได้ราวกับสปริง นอกจากนี้เทคนิค Tubogas ยังถือเป็นการ
เปิดโลกใหม่ให้สาวๆ ทั่วโลกตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เมื่อผู้หญิงเริ่มมีไลฟ์สไตล์ที่ทะมัดทะแมงขึ้น เทคนิคนี้เปลี่ยนกรอบการสวมเครื่องประดับชั้นสูงไปจากเดิมที่ต้องสวมเฉพาะงานกาล่าหรูหรา มาเป็นสวมได้ทุกวันไม่ว่าจะกับชุดทำงานหรือชุดลำลอง ด้วยความเชี่ยวชาญนี้บุลการีจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ปฏิวัติการสวมเครื่องประดับหรูให้ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ผสานความคลาสสิกสไตล์โรมันเข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างกลมกลืน โดยใช้มาตรฐานการผลิตขั้นสูงเพื่อการันตีคุณภาพ เป็นความภาคภูมิใจในมรดกงานฝีมือของช่างฝีมือชาวอิตาลี จนสามารถขยายฐานความนิยมไปสู่ลูกค้าระดับลักชัวรีทั่วโลก และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าระดับไฮเอนด์

Article

The Mastery of Hidden Mechanism
เทคนิคสปริงซ่อนที่เปิดโลกใหม่ให้การสวมเครื่องประดับ

Boucheron เมซงเก่าแก่จากฝรั่งเศสที่มอบความหรูหราสูงสุดให้เหล่าลูกค้าในแวดวงสังคมมาตั้งแต่ ค.ศ. 1858 เป็นแบรนด์เครื่องประดับชั้นสูงเจ้าแรกที่ไปเปิดบูติกบริเวณจัตุรัสปลาสว็องโดมอันโด่งดังของกรุงปารีส ณ อาคารหมายเลข 26 ใน ค.ศ. 1893 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากก่อตั้งแบรนด์มาแล้ว 35 ปี สิ่งที่สร้างชื่อและทำให้บูเชอรองยืนหยัดในวงการไฮจิวเวลรีอย่างสง่างามไม่ได้มีเพียงเรื่องคุณภาพของอัญมณีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนวัตกรรมโครงสร้างและความกล้าฉีกกฎการเลือกใช้วัสดุ จุดเด่นและเทคนิคซึ่งถือเป็นซิกเนเจอร์ถูกนำเสนอผ่านสร้อยคอชิ้นมาสเตอร์พีซ “Point d'Interrogation” รูปทรงเครื่องหมายคำถาม เป็นนวัตกรรมที่ปฏิวัติวงการจิวเวลรีตั้งแต่ ค.ศ. 1879 ในยุควิกตอเรียที่เครื่องประดับชั้นสูงมักถูกออกแบบภายใต้กฎความสมมาตรอย่างเคร่งครัด ด้านซ้ายและขวาต้องเท่ากัน ทว่าบูเชอรองเลือกออกแบบโช้กเกอร์แบบเปิด มีจี้ห้อยทิ้งน้ำหนักไปทางด้านหน้าเพียงฝั่งเดียว เส้นสายที่โค้งมนนี้มีรูปทรงคล้ายเครื่องหมายคำถามซึ่งเป็นชื่อของโช้กเกอร์นั่นเองสร้อยเครื่องหมายคำถามถือเป็นงานดีไซน์ล้ำยุค และสะท้อนความกล้าในการออกแบบในช่วงเวลาที่เครื่องประดับสตรียังมีน้ำหนักมากและต้องพึ่งพาให้คนอื่นช่วยสวม แต่ด้วยวิสัยทัศน์และมุมมองที่ก้าวหน้าทำให้ Frédéric Boucheron และ Paul Legrand หัวหน้าเวิร์กช็อปของเมซงคิดค้นออกแบบสร้อยคอไม่มีตะขอ เทคนิคเด่นที่นำมาใช้ในการผลิตสร้อยคอระดับตำนานเส้นนี้คือ “เทคนิคสปริงซ่อน” ที่ช่างฝีมือได้พัฒนาระบบสปริงขนาดเล็กซ่อนไว้ด้านในทำให้สร้อยมีความยืดหยุ่นสูง และโอบแนบกับลำคอของผู้สวม
ได้พอดี อีกทั้งดีไซน์อสมมาตรที่ล้ำยุคยังเปิดมุมมองใหม่ ทำให้บรรดาลูกค้าสุภาพสตรีของเมซงสนุกกับการสวมเครื่องประดับชิ้นใหญ่ด้วยตัวเองไม่ต้องพึ่งพาใคร ปัจจุบันสร้อยคอทรงนี้ยังคงเป็นมาสเตอร์พีซที่แบรนด์นำมาตีความใหม่ทุกปี และมักปรากฏให้เห็นบนลำคอของคนดังระดับโลกบนพรมแดงงานสำคัญตลอดทั้งปี

Article

The Mastery of Poetic Craftsmanship
กวีนิพนธ์บนเรือนอัญมณี สุนทรียศาสตร์แห่งความอ่อนช้อยไร้ที่ติ

เมื่อเอ่ยถึง Van Cleef & Arpels ชื่อนี้ไม่ได้เป็นเพียงเมซงเครื่องประดับชั้นสูง แต่ยังได้รับการยกย่องให้เป็น “นักเล่าเรื่องผ่านอัญมณี” จุดเด่นที่สร้างตำนานคือการผสานนวัตกรรมของช่างทองขั้นสูงเข้ากับสุนทรียศาสตร์การออกแบบที่ดูอ่อนช้อยและเป็นเอกลักษณ์ เทคนิคสำคัญที่มีการพัฒนาต่อยอดและถ่ายทอดผ่านการรังสรรค์เครื่องประดับชั้นสูงของเมซงได้แก่ “เทคนิคไร้หนามเตย” หรือ Serti Mystérieux (Mystery Set) ซึ่งนับเป็นสุดยอดนวัตกรรมแห่งวงการที่ได้รับการจดสิทธิบัตรใน ค.ศ. 1933 เปรียบได้กับ “จอกศักดิ์สิทธิ์” ของแวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์เลยทีเดียว เทคนิคดังกล่าวนี้เป็นวิธีการฝังอัญมณีโดยไม่ให้เห็นหนามเตยหรือโลหะใดๆ เมื่อมองจากด้านหน้า ทำให้ได้พื้นผิวอัญมณีที่เรียบเนียนราวกับผ้ากำมะหยี่ ช่างฝีมือระดับสูงหรือ Mains d'Or (มือทองคำ) จะทำการเจาะร่องขนาดเล็กมากไว้ด้านล่างของอัญมณีแต่ละเม็ด (มักเป็นทับทิมหรือแซปไฟร์) แล้วสอดเข้ากับรางทองคำหรือแพลทินัมที่สร้างเป็นโครงข่ายซ่อนไว้ด้านล่าง ด้วยความซับซ้อนของกระบวนการผลิตดังกล่าวอาจทำให้อัญมณี 1 เม็ดต้องใช้เวลาเจียระไนและประกอบถึง 8 ชั่วโมง ส่งผลให้งานหนึ่งชิ้นอาจต้องใช้เวลาทำมากกว่า 300 ชั่วโมง เพราะเทคนิคนี้ต้องการความแม่นยำระดับไมครอน ดังนั้นหากการคำนวณโครงสร้างผิดพลาดก็อาจทำให้อัญมณีแตกหักได้ทันที

Article

The Mastery of Couture Light
เครื่องประดับที่พรายพลิ้วดุจแพรพรรณ

แนวคิดการปลดแอกสตรีจากพันธนาการของอาภรณ์โบราณอย่างคอร์เซตและชุดกระโปรงสุ่มคริโนลีนที่ดูรุ่มร่ามมาสู่นิยามแห่งความคลาสสิก หรูหรา งามสง่า และใช้งานได้จริงของ Chanel ถูกถ่ายทอดไว้ในคอลเล็กชั่นเครื่องประดับชั้นสูงหรือ Haute Joaillerie ที่โดดเด่นด้วยการผสมผสานเสน่ห์แห่งแฟชั่นชั้นสูงหรือโอตกูตูร์เข้ากับอัญมณีล้ำค่า ร้อยเรียงเรื่องราวจากชีวิตของ Gabrielle Chanel ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ด้วยการออกแบบที่มอบความหรูหราและความคล่องตัวในการสวมใส่ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นงานสร้างสรรค์ที่มีความพลิ้วไหวและให้อิสระในยามเคลื่อนไหว เอกลักษณ์สำคัญคือสัญลักษณ์ไอคอนิกของเมซงอันได้แก่ ดอกคามิลเลีย รวงข้าว หมายเลข 5 โบ สิงโต และขนนกงานฝีมือดั้งเดิมของช่างทองแห่งจัตุรัสปลาสว็องโดมทำให้เครื่องประดับมีความพลิ้วราวกับแพรพรรณที่ถูกถักทอ เทคนิคสำคัญที่นำมาใช้คือ การทำโครงสร้างข้อต่อขนาดเล็กที่ช่างฝีมือต้องเชื่อมข้อต่อทองคำขนาดเล็กซึ่งมองแทบไม่เห็นด้วยตาเปล่าจำนวนนับร้อยชิ้น เพื่อให้สร้อยคอและกำไลมีความอ่อนนุ่มแนบไปกับสรีระราวกับสัมผัสของผืนแพรพรรณ ด้วยเทคนิคเฉพาะนี้ทำให้เครื่องประดับของเมซงมีฟังก์ชันการใช้งานที่ผู้สวมสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ สืบทอดเจตนารมณ์ของผู้ออกแบบตั้งแต่คอลเล็กชั่นแรกใน ค.ศ. 1932 ที่ชื่อ Bijoux de Diamants ผลงานการออกแบบร่วมกับ Paul Iribe ที่ต้องการให้ผู้หญิงมีอิสระในการสวมเครื่องประดับ ชิ้นงานของเมซงจึงมักออกแบบให้มีระบบกลไกซ่อนเพื่อถอดแยกหรือปรับเปลี่ยนวิธีใส่ได้ เช่น สร้อยคอเส้นยาวสามารถถอดแยกเป็นสร้อยข้อมือหรือเข็มกลัด แหวนที่ถอดส่วนยอดอัญมณีเม็ดเดี่ยวออกมาใส่เป็นแหวนเรียบหรูอีกวงได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยกลไกการล็อกที่แน่นหนา ปลอดภัย และแนบเนียนที่สุด แม้เครื่องประดับของชาเนลจะดูบางเบาราวผืนผ้า แต่โครงสร้างหลักมักแฝงลายเส้นเรขาคณิตที่คมชัด ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงแปดเหลี่ยมของจัตุรัสปลาสว็องโดม สถานที่อันเปรียบได้กับหัวใจของเมซง อาจกล่าวได้ว่านวัตกรรมการออกแบบที่ไร้รอยต่อและกลไกซ่อนนี้ช่วยถ่ายทอดจิตวิญญาณของมาดมัวแซลชาเนลสู่เครื่องประดับได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Article

The Mastery of Serti Mystérieux
มายาแห่งอัญมณีล่องหน หัตถศิลป์ชั้นสูงเพื่อประกายไร้ที่ติ

ประวัติศาสตร์ 179 ปีแห่งความเป็นเลิศด้านเครื่องประดับอัญมณีและนาฬิกาหรูของ Cartier ได้สืบทอดมรดกทางความคิดและนวัตกรรมจากรุ่นสู่รุ่น เทคนิคหนึ่งที่โดดเด่นซึ่งได้การยอมรับในฐานะผู้นำก็คือ “การฝังอัญมณีล่องหน” (Mystery Setting) หรือ Serti Invisible เป็นหนึ่งในงานหัตถศิลป์ชั้นสูงที่มีความสลับซับซ้อนที่สุดในโลกจิวเวลรี แม้จะมีแบรนด์อื่นที่ใช้เทคนิคนี้ แต่คาร์เทียร์ก็ยังได้รับการยกย่องในฐานะผู้บุกเบิก ซึ่งได้รับการจดสิทธิบัตรเทคนิคการฝังล่องหนใน ค.ศ. 1933 เทคนิคการฝังอัญมณีล่องหนคือการนำอัญมณีมาวางเรียงร้อยต่อกันจนเนียนเป็นผืนเดียว ไม่มีการใช้หนามเตยหรือโลหะใดๆ มาบดบังความงดงามบนหน้าพลอย ความลับของศิลปะนี้ขับเคลื่อนด้วยกระบวนการทางวิศวกรรม 3 ขั้นตอนหลัก คือ การสร้างโครงข่ายรางทองคำ (gold rails) เป็นการขึ้นโครงสร้างช่วงล่างให้เป็นโครงข่ายที่มีขนาดเล็กถึงระดับมิลลิเมตรเพื่อใช้เป็นแกนยึด การเซาะร่องใต้ฐาน (grooving) ที่ต้องใช้ความชำนาญในการตัดแต่งและเซาะร่องขนาดเล็กแอบไว้ใต้ขอบพลอย ซึ่งหากคำนวณพลาดเพียงเสี้ยวมิลลิเมตรพลอยจะแตกทันที และการสไลด์ล็อกเข้ากับตัวเรือน (sliding) คือการนำอัญมณีมาสไลด์เลื่อนไปตามรางทองคำทีละเม็ด ขอบพลอยแต่ละเม็ดจะชนชิดกันสนิทจนบดบังโครงสร้างโลหะด้านล่างไว้อย่างแนบเนียนด้วยความสลับซับซ้อนและความประณีต ทำให้เครื่องประดับที่ใช้เทคนิคนี้มีมูลค่าสูง
หายาก และเป็นที่ต้องการ คาร์เทียร์นำเทคนิคนี้มาใช้อย่างโดดเด่นในคอลเล็กชั่น Cartier Panthère โดย Jeanne Toussaint อดีตผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ระดับตำนาน เพื่อสร้างลวดลายและพื้นผิวขนเสือที่ดูอิ่มแน่น มีมิติของสีไพลินหรือทับทิมที่เรียบเนียนเหมือนเป็นเนื้อเดียวโดยไม่มีโลหะมาตัด รู้จักกันในชื่อ Fur Setting หรือการฝังแบบขนสัตว์ (Serti Pelage) เป็นการประยุกต์และพัฒนาต่อยอดมาจากเทคนิคการฝังอัญมณีล่องหนแบบดั้งเดิม ให้สัมผัสที่ดูมีมิติราวกับลูบขนเสือจริงๆ และเมื่อโดนแสงตกกระทบ อัญมณีจะเปล่งประกายโดยไม่มีสิ่งใดมาบดบัง ในอดีตคาร์เทียร์ใช้เทคนิค Serti Invisible กับงานจำนวนน้อยชิ้น แต่ปัจจุบันเทคนิคนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางหัตถศิลป์ที่เมซงรังสรรค์ขึ้นเพื่อแสดงถึงความท้าทายในการผสานวิศวกรรมเข้ากับศิลปะจิวเวลรีชั้นสูง

Article

The Mastery of Architectural Elegance
วิศวกรรมเหนือขีดจำกัด พลิกโฉมนาฬิกาสู่ความสง่างามระดับประวัติศาสตร์

จากจุดเริ่มการเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนกลไกนาฬิกาให้แบรนด์ดังระดับโลก ปัจจุบัน Piaget แบรนด์ดังสัญชาติสวิสที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 152 ปี ได้ผันตัวมาสร้างสรรค์ผลงานเครื่องประดับชั้นสูงจนเป็นที่ยอมรับทั้งในวงการนาฬิกาและไฮจิวเวลรี เป็นแบรนด์ที่มีเทคนิคเฉพาะตัวยากจะหาใครเทียบ และได้รับการยกย่องว่าเป็น “เจ้าแห่งกลไกอันบางเฉียบ” เอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดของเพียเจต์คือการผลิตนาฬิกา “บางที่สุด” ซึ่งไม่ได้ออกแบบมาเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นการโชว์ศักยภาพทางวิศวกรรมขั้นสูงของแบรนด์ การพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์เกิดขึ้นใน ค.ศ. 1957 จากการเปิดตัว Calibre 9P กลไกไขลานด้วยมือที่มีความหนาเพียง 2 มิลลิเมตร ตามมาด้วย Calibre 12P ใน ค.ศ. 1960 กลไกอัตโนมัติ (ใช้ไมโครโรเตอร์) มีความหนาแค่ 2.3 มิลลิเมตรซึ่งบางที่สุดในโลกในช่วงเวลานั้น จากคอลเล็กชั่นระดับตำนานเหล่านี้ได้นำมาสู่คอลเล็กชั่นเรือธง Altiplano นาฬิกาเดรสวอตช์ดีไซน์เรียบหรูที่มีตัวเรือนบางเฉียบ ปัจจุบันเพียเจต์ยังคงทุบสถิติโลกของตัวเองอยู่เนืองๆ ด้วยนาฬิกาอีกหลายรุ่น นอกจากนี้เพียเจต์ยังขึ้นชื่อเรื่องการผสานนาฬิกากับเครื่องประดับชั้นสูงเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้ที่ติ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือนาฬิกาแบบกำไลที่สายเป็นทองคำถักกลมกลืนไปกับตัวเรือน ประดับด้วยอัญมณีล้ำค่าที่ฝังด้วยเทคนิคระดับสูง ทั้งยังใช้เทคนิคที่ช่วยสร้างสรรค์ผลงานให้ดูหรูหราและสง่างามอย่าง “Décor Palace” หรือเทคนิคแกะสลักทองคำที่เพียเจต์ทำได้อย่างเชี่ยวชาญ เทคนิคนี้ถือกำเนิดขึ้นใน ค.ศ. 1961 เป็นการนำเทคนิคกีโยเช่มาประยุกต์ใช้กับการแกะสลักทองคำ ช่างฝีมือจะสลักเนื้อทองคำด้วยมืออย่างประณีต จนทองคำที่แข็งกระด้างดูมีเทกซ์เจอร์พลิ้วไหวราวกับเส้นไหม ปัจจุบันเทคนิคนี้ถูกนำมาใช้ในคอลเล็กชั่นต่างๆ ทั้งบนสายนาฬิกาและเครื่องประดับในตระกูล Possession และใช้รังสรรค์ชิ้นงานมาสเตอร์พีซที่จารึกบนหน้าประวัติศาสตร์อย่างต่อเนื่อง

Article

The Mastery of Fil-Couteau
ศิลปะแห่งการสลักเสลาที่เปลี่ยนอัญมณีให้บางเบาดุจขนนก

Chaumet เมซงเครื่องประดับและนาฬิกาชั้นสูงเก่าแก่จากฝรั่งเศสที่ได้รับการยกย่องในฐานะแบรนด์ประจำราชสำนักและนำเสนอรูปแบบผลงานที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมในแต่ละยุคสมัยอย่างต่อเนื่อง โดยมีหัวใจสำคัญที่โชเมต์ดำรงไว้มาตลอด 246 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้ง นั่นคือความโดดเด่นด้านดีไซน์แบบฉบับปารีเซียงที่หรูหรา สง่างาม และประณีต จนได้รับฉายาว่า “ราชาแห่งมงกุฎ” (tiara) เพราะเมซงแห่งนี้รังสรรค์มงกุฎมาแล้วกว่า 2,000 ชิ้นตั้งแต่ยุคสมัยของจักรพรรดินีฌอเซฟีน พระมเหสีในจักรพรรดินโปเลียนผู้เป็นมิวส์คนสำคัญ หนึ่งในเทคนิคเด่นที่สร้างชื่อเสียงเป็นวงกว้างได้แก่เทคนิค “Fil-couteau” หรือ Knife-edge คือการรังสรรค์โครงโลหะให้บางเฉียบจนแทบมองไม่เห็นจากด้านหน้า ส่งผลให้เพชรหรืออัญมณีดูลอยเด่น หัวใจของเทคนิคนี้อยู่ตรงที่ช่างอัญมณีจะใช้โลหะมีค่าอย่างแพลทินัมหรือทองคำขาวมาขึ้นรูปเป็นสันคมมีดบางๆ เพื่อเป็นฐานยึด สันโลหะที่บางมากจะถูกซ่อนไว้ด้านหลังหรือเหลี่ยมมุมของอัญมณี ทำให้แสงสามารถส่องทะลุเพชรได้ทุกทิศทาง ช่วยเพิ่มความระยิบระยับระดับสูงสุดโดยไม่มีตัวเรือนโลหะมาบดบัง เทคนิคนี้ไม่เพียงทำให้เครื่องประดับดูโปร่งเบา แต่ยังช่วยสร้างมิติ แลดูอ่อนช้อย และชิ้นงานมีความยืดหยุ่น ยามเคลื่อนไหวจะดูพลิ้วไหว เทคนิค Fil-couteau ทำให้โชเมต์สามารถรังสรรค์เครื่อง-ประดับชั้นสูงให้มีลวดลายซับซ้อน เช่น ลายรวงข้าว ลายดอกไม้ หรือริบบิ้นผ้า ให้ออกมาสมจริงและดูมีชีวิตชีวา ดังที่เห็นในคอลเล็กชั่นซิกเนเจอร์ A Journey Through Nature ที่ถ่ายทอดความงดงามของธรรมชาติผ่านงานโลหะที่ซ่อนรูปอย่างแนบ-เนียน, Les Ciels de Chaumet ที่นำเทคนิค Fil-couteau มาสร้างมิติให้ดวงดาวดูราวกับลอยอยู่กลางท้องฟ้า และ Joséphine คอลเล็กชั่นเลื่องชื่อที่ใช้เทคนิคนี้ในการรังสรรค์ชิ้นงานเพื่อเน้นความหรูหรา แฝงความอ่อนช้อย และไร้น้ำหนักชนิดที่ยากจะหาใครเทียบเคียง

 

(สามารถอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมในนิตยสารฉบับพิเศษ Time & Gems 2026 ได้กับบทความ เจาะลึกเรื่องราวของ ‘เครื่องประดับไกรสิงห์’ ความงามอันทรงคุณค่าโดยท่านชายไกรสิงห์)

กราฟิก : จินาภา ฟองกษีร
ภาพ : Courtesy of Brands