Vogue Thailand

WATCHES & JEWELLERY

เจาะลึกเรื่องราวของ ‘เครื่องประดับไกรสิงห์’ ความงามอันทรงคุณค่าโดยท่านชายไกรสิงห์

“อัญมณี เส้นสาย พลิ้วไหว” 3 คำนี้สามารถสื่อให้เห็นเอกลักษณ์ในเครื่องประดับ “ไกรสิงห์” ที่ออกแบบโดยท่านชายไกรสิงห์ หรือหม่อมเจ้าไกรสิงห์ วุฒิชัย นักออกแบบเสื้อผ้าและเครื่องประดับ ผู้ทรงสร้างสรรค์เครื่องประดับของไทยในยุคทศวรรษ1960-1970 ให้สวยงามในระดับสากลได้ชัดเจนที่สุด

24 กรกฎาคม 2569

ช่างภาพ: ภัคภูวินทร์ ธนชัยบุญญาศิลป์

สไตลิสต์: ตะวัน ก้อนแก้ว

เรื่อง: อรุณี ชูบุญราษฎร์

 

DefiningThai Elegance

อัญมณี เส้นสาย พลิ้วไหว ของหม่อมเจ้าไกรสิงห์ วุฒิชัย“อัญมณี เส้นสาย พลิ้วไหว” 3 คำนี้สามารถสื่อให้เห็นเอกลักษณ์ในเครื่องประดับ “ไกรสิงห์” ที่ออกแบบโดยท่านชายไกรสิงห์ หรือหม่อมเจ้าไกรสิงห์ วุฒิชัย นักออกแบบเสื้อผ้าและเครื่องประดับ ผู้ทรงสร้างสรรค์เครื่องประดับของไทยในยุค 1960-1970 ให้สวยงามในระดับสากลได้ชัดเจนที่สุด

 

หม่อมเจ้าไกรสิงห์เป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร ประสูติแต่หม่อมประพันธ์ เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2472 ทรงสำเร็จการศึกษาจากวชิราวุธวิทยาลัยก่อนเสด็จไปทรงศึกษาการออกแบบเครื่องแต่งกาย จากสถาบัน St. Martin of Arts ประเทศอังกฤษ ปัจจุบันคือ Central Saint Martins สถาบันแฟชั่นที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของโลกจากนั้นทรงเลือกเดินทางไปศึกษาต่อที่ École Guerre-Lavigne ณ กรุงปารีส (ปัจจุบันคือ ESMOD International) สถาบันสอนแฟชั่นและการตัดเย็บชั้นสูงที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ด้วยความสนพระทัยและพระปรีชาสามารถในด้านแฟชั่นอันโดดเด่น ทำให้ทรงสำเร็จการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้ด้วยคะแนน “เกียรตินิยม” การเรียนและการใช้ชีวิต ณ มหานครแห่งแฟชั่นไม่ได้ให้แค่ความรู้ตามหลักสูตร แต่กรุงปารีสในยุค 1950-1960 นั้นคือศูนย์กลางของแฟชั่นชั้นสูง (haute couture) ที่กำลังเฟื่องฟู จึงทำให้ท่านชายทรงซึมซับมุมมองแฟชั่นและรสนิยมการแต่งกายจากการได้เห็นและสัมผัสสิ่งสวยงามในแต่ละวัน จากแพตเทิร์นและการตัดเย็บธรรมดาขยับขึ้นไปเป็นเสื้อผ้าที่มีเทคนิคการตัดเย็บประณีตขั้นสุด ท่านชายได้ทรงศึกษาวิธีการเดรปผ้า การทำแพตเทิร์นที่รับกับสรีระ รวมไปถึงศิลปะการแต่งหน้า ทำผม และการออกแบบเครื่องประกอบเครื่องแต่งกาย เช่น หมวก ดอกไม้ประดิษฐ์ ฯลฯ เมื่อเสด็จกลับประเทศไทย ทรงนำความรู้ รสนิยม เทรนด์แฟชั่นจากฝั่งยุโรปมาต่อยอด ด้วยการเปิดร้านออกแบบตัดเย็บเครื่องแต่งกายชื่อ Désirée ใน พ.ศ. 2501 ณ ห้าแยกถนนพลับพลาไชย ต่อมาทรงเปลี่ยนชื่อร้านเป็นห้องเสื้อ “ไกรสิงห์” ตามพระนาม ที่นั่นกลายเป็นสถาบันแฟชั่นและแหล่งพบปะของเหล่าสุภาพสตรีทั่วพระนคร นับตั้งแต่ราชวงศ์ สังคมชั้นสูง ตลอดจนดารานางแบบดังๆ ในยุคนั้นอย่างรวดเร็ว

หม่อมเจ้าไกรสิงห์ทรงสร้างชื่อในฐานะนักออกแบบรายแรกๆ ที่ใช้ผ้าไทยตัดเย็บชุด และที่โดดเด่นกว่าช่างเสื้อคนอื่นในสมัยเดียวกันคือ ทรงสามารถออกแบบเครื่องประดับด้วยพระองค์เอง ท่านชายทรงนำความรู้เรื่องโครงสร้างสากลแบบอังกฤษและความประณีตชั้นสูงแบบฝรั่งเศสมาผสานเข้ากับวัสดุและอัญมณีของไทยจนกลายเป็นรูปแบบเฉพาะตัว โดยเลือกใช้อัญมณีไทยบวกกับลวดลายโบราณของไทย ออกแบบเป็นเครื่องประดับที่นอกจากแสดงความเป็นไทยอย่างเด่นชัดแล้วยังมีความงดงามเป็นสากลและสมสมัย นับว่าทรงเป็นผู้บุกเบิกวงการไฮแฟชั่นและเครื่องประดับ (jewelry design) ของไทยในยุค 1960-1970 อย่างแท้จริง 

ในยุคนั้นเครื่องประดับเพชรหรืออัญมณีนำเข้าจากต่างประเทศกำลังเป็นที่นิยมทั้งในต่างประเทศและประเทศไทย แต่หม่อมเจ้าไกรสิงห์ทรงมีปณิธานมุ่งมั่นในการสนับสนุนการค้าขายพลอยสีซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติสำคัญของไทย เพื่อยกระดับอัญมณีไทยให้มีมูลค่าในระดับสากล ทรงตั้งพระทัยเลือกใช้อัญมณีไทยมาผสานกับลวดลายโบราณของไทย สร้างสรรค์งานรูปแบบใหม่ให้เป็นเครื่อง-ประดับอันวิจิตรประณีต พลอยหลากสีหลายชนิดของไทยที่ทรงคัดสรรมาใช้ในงานออกแบบ ได้แก่ เขียวส่อง บุษราคัม มรกต เพทาย โป่งข่าม และอัญมณีที่โปรดที่สุดคือ ทับทิมสยาม สิ่งที่ชูให้สีสันและความงามของพลอยเปล่งประกายได้อย่างเต็มที่ก็คือ โครงหรือตัวเรือนแบบต่างๆ ของเครื่อง-ประดับ ซึ่งเมื่อทรงเลือกใช้อัญมณีไทยเป็นหลัก เส้นสายของตัวเรือนจึงต้องแสดงความเป็นไทยอย่างเด่นชัดเช่นกัน นับแต่อดีตไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอ จี้ สร้อยข้อมือ ตุ้มหู เข็มกลัด มักมีลักษณะตัวเรือนที่หนาทึบและดูเด่นกว่าอัญมณี หม่อมเจ้าไกรสิงห์ทรงริเริ่มใช้เทคนิคเฉพาะตัวออกแบบโครงสร้างให้มีรูปแบบสากลร่วมสมัยขึ้น ทรงลดทอน ความหนาที่ดูเทอะทะของโลหะมาเป็นงานที่เน้นเส้นสาย ฉลุลายให้ดูโปร่งคล้ายลูกไม้ฉลุ ทำให้เครื่องประดับที่ทรงออกแบบดูโก้หรู สร้างความแปลกใหม่ให้ยุคสมัยและสวมใส่ได้จริงกับเสื้อผ้าแฟชั่นชั้นสูง


จุดเด่นอีกข้อของเครื่องประดับไกรสิงห์คือการเลือกใช้ทองคำที่ผิวสัมผัส (texture) ละเอียด แล้วทรงเล่นกับพื้นผิวทองเนื้อเรียบเงาทั่วไปด้วยการทำให้ทองคำมีผิวเนื้อหยาบ เกิดมิติใหม่ที่ดูมีความดิบแต่ลงตัวกับความหรูหรา เมื่อนำมาขึ้นโครงตามงานออกแบบที่มีเส้นสายบอบบาง จึงทำให้เครื่องประดับที่น่าจะดูแข็งกลับอ่อนหวาน กลายเป็นลวดลายไทยที่อ่อนช้อยละมุนตาไม่ซ้ำใครเป็นลายเซ็นของพระองค์ที่ไม่มีใครเหมือน

เครื่องประดับของหม่อมเจ้าไกรสิงห์เป็นงานศิลปะที่ทรงคิดมาเพื่อเป็นส่วนเสริมและเติมเต็มเสื้อผ้าที่ทรงออกแบบ ไม่ได้มองว่าเครื่องประดับคือของตกแต่งแยกชิ้น แต่ควรทำหน้าที่ส่งให้ความงามของผ้าไทยและสรีระของผู้สวมใส่ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด พระองค์จึงตั้งพระทัยออกแบบงานแต่ละชิ้น ซึ่งงานส่วนใหญ่เป็นชิ้นเด่นที่ดึงดูดสายตา เน้นใส่ออกงานกลางคืน เพื่อสร้างความโดดเด่นสะดุดตาภายใต้แสงไฟเครื่องประดับหลายชิ้นทรงออกแบบเป็นพิเศษเพื่อชุดของสุภาพสตรีแต่ละท่าน เช่น เมื่อทรงออกแบบชุดที่ใช้ผ้าไหมไทยหรือผ้าฝ้ายปักดิ้น ก็จะทรงออกแบบเครื่องประดับอัญมณีให้มีลวดลายที่รับหรือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับลายปักของผ้า อาจกล่าวได้ว่า หม่อมเจ้าไกรสิงห์ทรงเป็นหนึ่งในต้นแบบของการทำงานออกแบบแฟชั่นที่คิดตั้งแต่เสื้อผ้าไปจนถึงเครื่องประดับ หรือ total look ทรงสร้างสไตล์ที่โดดเด่นให้ผลงานของพระองค์ ด้วยการจับคู่อัญมณีไทยสีต่างๆ ให้เข้ากับโทนสีผ้าไหมไทย เช่น ทรงเลือกใช้ทับทิมสยามสีแดงล้อมทองคำผิวเนื้อหยาบไปประดับบนชุดที่มีความเงางามของดิ้นทอง หรือทรงเลือกใช้สีฟ้าของไพลิน (blue sapphire) กับชุดที่โทนสีนุ่มนวล บางชุดก็ทรงใช้เครื่องประดับที่เล่นกับพลอยหลากสีได้อย่างสวยงาม กระบวนการคิดเหล่านี้เป็นความตั้งใจที่จะทำให้อัญมณีพื้นเมืองของไทยได้เฉิดฉายและดูหรูหรา ไม่ถูกกลืนหรือบดบังจากโครงเสื้อแบบสากล

หากชุดที่ทรงออกแบบเป็นคอปาดหรือเปิดช่วงไหล่ ท่านชายจะทรงออกแบบสร้อยคอที่มีลักษณะโปร่ง โครงเส้นบาง พลิ้วไหว เมื่อสวมแล้วจะช่วยเสริมให้ช่วงคอดูระหงและดูเบาสบายไม่หนาหนักเหมือนงานฝังทองแบบดั้งเดิมนักสะสมและผู้ที่เคยสัมผัสงานของหม่อมเจ้าไกรสิงห์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เครื่องประดับของพระองค์เมื่อนำมามิกซ์แอนด์แมตช์กับเสื้อผ้าร่วมสมัยในปัจจุบันก็ยังดูเก๋ ไม่จำเป็นต้องสวมให้ครบเซต สามารถหยิบมาประดับตกแต่งได้ตามใจชอบ เพราะเครื่องประดับทองฉลุลายไทยร่วมสมัยของหม่อมเจ้าไกรสิงห์มักเป็นเข็มกลัดชิ้นโต สร้อยข้อมือเส้นใหญ่ และตุ้มหูระย้าที่โดดเด่นในตัวเองปัจจุบันผลงานเครื่องประดับของหม่อมเจ้าไกรสิงห์ส่วนใหญ่แทบไม่มีการเปลี่ยนมือสู่สาธารณะ เพราะถูกเก็บรักษาไว้เป็นมรดกตกทอดภายในราชสกุล กลุ่มลูกค้าในวงสังคมระดับสูง ซึ่งเป็นครอบครัวเก่าและผู้ที่รักงานศิลปะเท่านั้น กล่าวได้ว่าการออกแบบเครื่องประดับของหม่อมเจ้าไกรสิงห์ไม่ใช่เพียงการทำเครื่องประดับชิ้นหนึ่ง แต่เป็นการสร้าง “ประติมากรรมบนเรือนร่าง” ที่หลอมรวมเข้ากับเครื่องแต่งกายที่ทรงเน้นการใช้ผ้าไทยโดยเฉพาะได้อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน