ล่าสุดคุณกดสั่งซื้ออะไรทางออนไลน์ไปบ้าง?
คุณช็อปปิ้งออนไลน์ถี่แค่ไหน?
แล้วคุณเคยรู้ไหมว่าการช็อปปิ้งออนไลน์สร้างผลกระทบกับโลกนี้อย่างไรบ้าง?
อย่างที่ทุกคนทราบกันนดีว่าพฤติกรรมการช็อปปิ้งออนไลน์และธุรกิจประเภท E-Commerce นั้นเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่โลกใบนี้ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์โรคระบาค Covid-19 ที่เปรียบเป็นดั่งตัวเร่งปฏิกิริยาที่บังคับให้พฤติกรรมการช็อปปิ้งออนไลน์กลายเป็นกิจวัตรประจำวันอันสะดวกสบายของทุกคนจนถึงเวลานี้ และแม้ว่าในด้านหนึ่งการเติบโตของพฤติกรรมการช็อปปิ้งออนไลน์ และธุรกิจ E-Commerce จะสร้างความคึกคักให้กับทั้งตลาดแรงงาน, ธุรกิจการขนส่งโลจิสติกส์ เรื่อยไปจนถึงความคล่องตัวของเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมอุปโภคบริโภคหลายวงการ แต่ในอีกมุมหนึ่ง การช็อปปิ้งออนไลน์ที่สามารถเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้กลับสร้างผลกระทบหลายประการที่เราหลายคนต่างละเลยไปเช่นกัน...
การช็อปปิ้งออนไลน์สร้างขยะให้โลกใบนี้มากกว่าที่คิด!
ใช่...คุณอ่านไม่ผิด พฤติกรรมที่คุณนอนกลิ้งอยู่บนเตียงแล้วกดสั่งอะไรต่อมิอะไร ‘ด้วยคลิกเดียว’ ไปเรื่อยนั่นแหละ สร้างขยะให้กับโลกใบนี้มากกว่าที่คิด ยกตัวอย่างง่ายที่สุดกับการช็อปปิ้งเสื้อผ้าออนไลน์ที่คุณไม่แม้แต่จะได้ลองสวมใส่ หรือสัมผัสด้วยประสบการณ์จริง เพราะในโลกของแบรนด์แฟชั่นนั้น ‘ไซซ์’ คือเรื่องยืดหยุ่นที่ผู้สวมใส่ต้องลองสวมใส่ด้วยตัวเองจริงๆ ซึ่งคำว่าไซซ์ในที่นี้ไม่ได้หมายรวมถึงแค่ S M L หรือ XL แต่หมายรวมถึงความสั้น-ยาว ความกว้าง-แคบ หรือกระทั่งความเหมาะสมของซิลูเอตเสื้อผ้ากับร่างกายคนสวมใส่ การช็อปปิ้งออนไลน์จึงมีความเสี่ยงสูงอย่างมากที่จะทำให้ไอเท็มที่คุณกดสั่งมาแบบง่ายๆ กลายเป็นเรื่องยากๆ สำหรับโลกใบนี้ในท้ายที่สุด
ในเมื่อมันใส่ไม่ได้ก็ทิ้งมันไปซะ! เหตุผลง่ายๆ ที่ผลักภาระให้พ้นตัว แต่กลับเพิ่มภาระขยะให้โลก เพราะการตัดใจทิ้งเสื้อที่สวมใส่ไม่ได้ในปัจจุบันนั้นง่ายกว่าที่คิด เนื่องจากราคาสินค้าที่ต่ำ จนไม่เกิดผลใดๆ ต่อการตัดสินใจหรือความเสียดาย ซึ่งสำหรับแต่ละคนแล้วการทิ้งเสื้อตัวหนึ่งคงดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากลองก้าวออกมาแล้วมองให้รอบเป็นภาพใหญ่ก็จะพบว่า เมื่อคน 1 ล้านคนบนโลกใบนี้คิดเหมือนกันแบบนี้แล้ว โลกใบนี้ก็ต้องแบกรับขยะจำนวน 1 ล้านชิ้นที่ทับถมไปเรื่อยๆ ทุกวัน กว่าสิ่งเหล่านั้นจะถูกย่อยสลายตามกระบวนการธรรมชาติแล้ว ขยะที่ว่านั้นจะถูกกองสุมสูงว่าเทือกเขาเอเวอร์เรสต์ขนาดไหน ลองคิดดู...
ทางเลือกที่ดีกว่า นอกเหนือจากการขว้างเสื้อผ้าที่ได้มาจากร้านออนไลน์ลงถังขยะ หลังจากได้ลองสวมใส่แล้วพบว่ามันไม่สวยเอาซะเลยคืออะไรกันล่ะ?
บางคนอาจตอบว่า “ก็ส่งคืนสินค้าไปไง ไม่สร้างขยะ แถมไม่เสียของด้วย”
ก็จริงอยู่...ระบบการส่งคืนสินค้าก็อาจจะเป็นวิธีที่ดีกว่าการผลักภาระให้โลกด้วยการมันลงถังขยะไปเสียดื้อๆ แต่คุณก็อาจจะลืมนึกไปว่า การส่งของคืนนั้นต้องแลกมาด้วยรอบการขนส่งที่เพิ่มมากขึ้น ระบบโลจิสติกส์ที่ต้องทำงานเป็นสองเท่าจากการตีของไปกลับ ซึ่งสิ่งนี้เองก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งนั่นยังไม่รวมถึงขยะที่เกิดขึ้นจากการแกะแพ็กเกจจากปลายทาง การแพ็คกลับไปใหม่เพื่อส่งคืน และการแกะแพ็คเก็จของต้นทางอีกรอบ ดังนั้นทุกความผิดพลาดของการช็อปปิ้งออนไลน์ล้วนต้องแลกทั้งสิ้น
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า พฤติกรรมการช็อปปิ้งออนไลน์และธุรกิจประเภท E-Commerce นั้นสร้างความสะดวกสบายและตอบโจทย์บริบทโลกสมัยใหม่ อีกทั้งยังมีคุณูปการในการกระจายความเจริญเข้าสู่พื้นที่ห่างไกล เพื่อให้สินค้าและบริการเข้าถึงผู้คนนอกเมืองหลวงง่ายมากยิ่งขึ้น แต่จะดีกว่าไหม...หากการช็อปปิ้งเกิดจากการวางแผนก่อนอย่างรอบคอบ ไม่ใช่เพียงเพราะรีบกดซื้อเพราะของถูก หรือโปรโมชั่นมาแรงเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้พิจารณาให้ถี่ถ้วนรอบคอบ นอกจากนี้การขุดตัวเองออกมาจากบ้านเพื่อมาเดินช็อปปิ้งตามบูติกจริงๆ พร้อมทั้งได้ลองสวมใส่และหยิบจับไอเท็มต่างๆ ด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจซื้อ ก็ดูจะเป็นวิถีที่ดีกว่าการช็อปปิ้งออนไลน์เป็นไหน
(สามารถตามไปอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ VOGUE WELLNESS ได้ที่ https://vogue.co.th/celebrity/article/lisa-blackpink-wears-thai-brand-pipatchara)

Longines นำเสนอนาฬิกาแห่งปีมะเมียกับงานแกะสลักม้าที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพพู่กันจีน

Mandarin Oriental, Bangkok เปิดตัวโปรแกรมดินเนอร์ 4-Hand Dinner เฉลิมฉลอง 150 ปี

ทำความรู้จัก Jacqui Hooper นางแบบที่ถูกโหวตจากคนในแวดวงแฟชั่นว่าเป็น ‘ดาวรุ่งพุ่งแรง’

ล้วงลึก Left-Handed Girl ภาพยนตร์ไต้หวันที่อาจเข้ารอบสุดท้ายออสการ์ด้วยการถ่ายด้วย iPhone

