'Seán McGirr' ก้าวลงจากตำแหน่ง Creative Director ของ Alexander McQueen หลังดำรงตำแหน่งมานาน 3 ปี

FASHION

'Seán McGirr' อำลา Alexander McQueen เซ็ตซีโร่ทิศทางใหม่ ท่ามกลางการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของ Kering

'Seán McGirr' ก้าวลงจากตำแหน่ง Creative Director ของ Alexander McQueen หลังดำรงตำแหน่งมานาน 3 ปี

16 ตุลาคม 2569

สรุป 5 ประเด็นสำคัญ 'Seán McGirr' ก้าวลงจากตำแหน่ง Creative Director ของ Alexander McQueen หลังดำรงตำแหน่งมานาน 3 ปี

  • 'Seán McGirr' ก้าวลงจากตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์อย่างเป็นทางการ หลังดำรงตำแหน่งมานาน 3 ปี
  • เสียงขอบคุณจากผู้บริหาร ทั้ง 'Luca de Meo' CEO ของ Kering และ 'Gianfranco D'Attis' CEO ของ McQueen ได้แสดงความขอบคุณในความทุ่มเท และการถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ ที่ช่วยดึงจิตวิญญาณแฟชั่นกรุงลอนดอนกลับสู่แบรนด์
  • แบรนด์เผชิญแรงกดดันด้านรายได้ โดยวิเคราะห์กันว่ายอดขายปี 2025 ลดลงเหลือต่ำกว่า 200 ล้านยูโร จากที่เคยพุ่งสูงถึง 850 ล้านยูโรในช่วงปี 2022/2023
  • Kering ดำเนินมาตรการลดขนาดองค์กร รวมถึงการปิดสาขาร้านค้าลง 50% ภายในสิ้นปี 2026 หลังปลดพนักงาน และเปลี่ยนตัวผู้บริหารในช่วงก่อนหน้า
  • Kering ตั้งเป้าเปลี่ยนทิศทาง McQueen ให้กลับไปสู่จุดเริ่มต้น อย่างการเป็นแบรนด์เฉพาะกลุ่ม พร้อมเตรียมเปิดตัวผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์คนใหม่ ในลอนดอนแฟชั่นวีก

     'Seán McGirr' ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Alexander McQueen ได้ประกาศก้าวลงจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ หลังทำหน้าที่มาตลอด 3 ปี โดย 'McGirr' ได้กล่าวเปิดใจถึงการทำงานที่ผ่านมาว่า "ตอนทำงานที่ Alexander McQueen สิ่งที่ผมตั้งใจทำมาตลอดคือ การผสมผสานความสวยงามแบบดิบๆ ความเรียบง่ายในมุมของมนุษย์ เข้ากับความพิถีพิถันและงานคราฟต์ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของแบรนด์ ผมภูมิใจในพลังและสิ่งใหม่ๆ ที่ทีมเราช่วยกันผลักดันขึ้นมา การได้พาแบรนด์ไปอยู่ในกระแสวัฒนธรรมร่วมสมัย แล้วเห็นผลงานเหล่านั้น เข้าไปนั่งในใจของคนในวงการศิลปะ ดนตรี และภาพยนตร์ที่กล้าแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา มันเป็นอะไรที่สุดยอดมากครับ" ทั้งนี้เขายังได้แสดงความขอบคุณอย่างลึกซึ้งต่อทีมสตูดิโอ และช่างปฏิบัติงานทุกคน พร้อมอวยพรให้แบรนด์ประสบความสำเร็จในก้าวถัดไป

เสียงสะท้อนจากผู้บริหาร Kering และ Alexander McQueen ต่อการเปลี่ยนแปลง

     การตัดสินใจครั้งนี้มาพร้อมกับคำแถลงอย่างเป็นทางการ จากผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มทุนลักชัวรี โดย 'Luca de Meo' ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Kering ได้ระบุว่า "เป้าหมายของเราต่อจากนี้ คือการพา Alexander McQueen ก้าวไปสู่ทิศทางใหม่ที่กล้าหาญ โดยยังคงต่อยอดจากมรดกอันทรงคุณค่า ทั้งงานตัดเย็บสุดประณีต ความคิดสร้างสรรค์ และจิตวิญญาณแห่งการขบถ เพื่อย้ำตอกย้ำการเป็นหนึ่งในแบรนด์ลักชัวรีล้ำสมัย และมีอิทธิพลทางวัฒนธรรมมากที่สุด"

    ด้าน 'Gianfranco D'Attis' ประธานและซีอีโอของ Alexander McQueen ได้กล่าวเสริมว่า "ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา 'Seán McGirr' ทำงานด้วยความเคารพ ต่อประวัติศาสตร์ของแบรนด์มาโดยตลอด ควบคู่ไปกับการถ่ายทอดวิสัยทัศน์ในแบบของตัวเอง พรสวรรค์และความหลงใหลของเขา ได้ช่วยดึงจิตวิญญาณ วัฒนธรรม และพลังสร้างสรรค์ของกรุงลอนดอน ให้กลับมามีชีวิตใน Alexander McQueen อีกครั้ง" นอกจากนี้เขายังยืนยันว่าจะมีการเปิดตัวผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์คนใหม่ในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะประเดิมเดบิวต์คอลเล็กชั่นแรกที่กรุงลอนดอน หลังจากที่แบรนด์ตัดสินใจย้ายเวทีกลับมาปักหลักจัดโชว์ที่กรุงลอนดอนอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่คอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2027 เป็นต้นมา

การปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจของ Kering

     หากย้อนมองผลงานของ 'Seán McGirr' โชว์เปิดตัวครั้งแรกของเขากับ Alexander McQueen จัดขึ้น ณ โกดังชานเมืองกรุงปารีส เพื่อสะท้อนอารมณ์ความดิบของโกดังเรฟ ในย่าน Kings Cross กรุงลอนดอน ซึ่งเป็นสถานที่ที่ Alexander McQueen เคยจัดแสดงโชว์ในตำนานอย่าง 'The Birds' ที่ 'McGirr' เน้นงานนิตติ้งคอปกขนาดใหญ่ แจ็กเก็ต และชุดสูทปักลูกปัด จนได้รับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ และถูกมองว่าเป็นการฉีกสไตล์ดั้งเดิมของ 'Sarah Burton' แต่ในโชว์ต่อๆ มาเช่น โชว์ที่ École des Beaux-Arts และคอลเล็กชั่น SS27 ใต้โครงสร้างโกธิกของ Lincoln's Inn Chapel ในกรุงลอนดอน ก็ได้รับคำชมว่าผลงานการออกแบบของเขา มีความกลมกลืนและตอบโจทย์พาณิชย์มากยิ่งขึ้น

     อย่างไรก็ตามการลงจากตำแหน่งของ 'McGirr' เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตการปรับโครงสร้างองค์กรของ Kering เพื่อรับมือกับตัวเลขทางธุรกิจ จากข้อมูลวิเคราะห์ของ Bernstein คาดการณ์ว่ารายได้ของ McQueen ในปี 2025 ลดลงเหลือต่ำกว่า 200 ล้านยูโร ซึ่งดิ่งลงอย่างมากจากยุคทองช่วงปี 2022/2023 ที่เคยทำรายได้สูงถึง 850 ล้านยูโร ส่งผลให้ Kering ต้องปรับยุทธศาสตร์ด้วยการสั่งลดจำนวนสาขาร้านค้าลงถึง 50% ภายในสิ้นปี 2026

     ทางด้าน 'Luca de Meo' ก็ได้ออกมาชี้แจงถึงจุดนี้แบบตรงไปตรงมาว่า "ปัญหาอย่างหนึ่งของ Kering ที่ผ่านมา คือเราไปบริหารทุกแบรนด์เหมือนกันหมด โดยไม่ได้มองธรรมชาติของแต่ละแบรนด์จริงๆ อย่าง McQueen โดยเนื้อแท้เป็นแบรนด์ที่มีความ Niche มีความ Edgy และ Avant-Garde มากๆ การไล่ขยายเปิดสาขาเยอะๆ หรือหันไปทำสินค้าที่เน้นซื้อง่าย เข้าถึงง่ายเกินไป มันอาจไม่ใช่ตัวตนของ McQueen หลังจากนี้เราต้องพาแบรนด์กลับเข้าหาจุดเริ่มต้นดั้งเดิม นั่นคือพวกชุดสำหรับโอกาสพิเศษ งานตัดเย็บเทเลอร์เฉียบคม ชุดราตรี แล้วก็แอ็กเซสเซอรี่ที่มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์" ซึ่งทิศทางใหม่นี้ดูจะกลายเป็นโจทย์หินข้อใหญ่ สำหรับผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์คนใหม่ ที่จะเข้ามารับไม้ต่อจาก 'McGirr' ซึี่ง Alexander McQueen จะทำตามเป้าหมายได้สำเร็จตามแผนไหม ต้องรอติดตามเอาใจช่วยกันต่อไป

     ตามไปอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ 'McQueen' ได้ที่ (การหวนคืนสู่เหย้าของ Alexander McQueen SS27 และความขบถแห่ง Rave Culture ในกรุงลอนดอน)

ภาพ : Vogue Runway