สรุปสาระสำคัญ 5 ข้อ ยอดขาย LVMH ร่วง 5% เหตุตลาดจีนซบเซา ฉุดฟื้นตัวแฟชั่นลักชัวรีทั่วโลก
- ยอดขายกลุ่มแฟชั่นและเครื่องหนัง LVMH ร่วง 5% ในไตรมาสที่ 3 ซึ่งลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
- ยอดขายในภูมิภาคเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) ตกลง 5% ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด จากปัญหาเศรษฐกิจ อสังหาริมทรัพย์ในจีน และประเด็นข้อพิพาทเครื่องหมายการค้าของ Louis Vuitton กับแบรนด์ชาท้องถิ่น Molly Tea
- การปรับขึ้นราคาในช่วงหลังการแพร่ระบาด และผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ชนชั้นกลางลดการจับจ่ายสินค้าแฟชั่นลักชัวรี
- ยอดขายกลุ่มนาฬิกา และเครื่องประดับ อาทิ Bvlgari เติบโตขึ้น 6% เนื่องจากผู้บริโภคมองว่าสามารถรักษามูลค่าได้ดีกว่ากระเป๋าถือ ส่วนยอดขายรวมในสหรัฐฯ โตขึ้น 5%
- รายได้รวมแบบ Organic Growth ของทั้งกลุ่มบริษัท LVMH เพิ่มขึ้น 1% แตะระดับ 1.85 หมื่นล้านยูโร หรือประมาณ 2.06 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
ยอดขายในกลุ่มแฟชั่น และเครื่องหนังของ LVMH ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมสินค้าลีกชีวรี ต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักในไตรมาสที่สาม โดยยอดขายของแผนกดังกล่าวลดลงถึง 5% ซึ่งเป็นตัวเลขที่แย่กว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยปัจจัยหลักมาจากอุปสงค์ที่ชะลอตัวลงในประเทศจีน ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับผู้นำตลาด ที่กำลังพยายามนำพาธุรกิจให้หลุดพ้นจากภาวะซบเซา ที่ยืดเยื้อมายาวนานกว่าสามปี
ภาพรวมรายได้ทั้งหมดของกลุ่ม LVMH เพิ่มขึ้นเพียง 1% แบบ Organic Growth ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ที่รวบรวมโดย Bloomberg ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 1.85 หมื่นล้านยูโร หรือประมาณ 2.06 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ยอดขายในภูมิภาคเอเชียที่ไม่รวมประเทศญี่ปุ่น กลับปรับตัวลดลงถึง 5% ซึ่งต่ำกว่าระดับคาดการณ์ว่าจะลดลงเพียง 1.3% จากจุดนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ใหญ่หลวง ของแบรนด์จากตะวันตกที่กำลังเผชิญในจีน ซึ่งเป็นตลาดสำคัญที่บรรดาผู้บริหารต่างคาดหวังให้เป็นเครื่องยนต์หลักในการฟื้นฟูการเติบโต โดยทาง LVMH ได้ระบุว่าสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในจีน มีความคึกคักลดลงอย่างเห็นได้ชัด
อุปสรรคในการฟื้นตัวของตลาดสินค้าลักชัวรี
ผลลัพธ์ในไตรมาสนี้ ชี้ให้เห็นว่าการฟื้นตัวของตลาดสินค้าลักชัวรีที่หลายฝ่ายรอคอย 'ยังคงเป็นเรื่องยากลำบาก' ห้องเสื้อแฟชั่นชั้นนำต่างพยายามอย่างหนัก ในการดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคระดับชนชั้นกลางให้กลับมาซื้อสินค้า หลังจากที่ลูกค้านิยมลดลงเนื่องมาจากแนวทางการปรับขึ้นราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง ในช่วงหลังวิกฤตการณ์ระบาด ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ในหลายๆ แบรนด์ เพื่อกระตุ้นความต้องการของตลาด ก็ยังไม่สามารถสร้างผลลัพธ์การเติบโตที่ยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม
ปัจจัยลบจากวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศจีน ยังคงส่งผลกระทบกดดันการใช้จ่ายของผู้บริโภค ตลอดช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ในขณะที่ตลาดฝั่งยุโรปอยู่ในภาวะหยุดนิ่ง และตลาดสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดเติบโตหลักของปีนี้ ก็เริ่มมีความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น นักวิเคราะห์จากหลายสำนักเริ่มปรับลดคาดการณ์การเติบโตลง โดย HSBC คาดว่าภาพรวมอุตสาหกรรมจะเติบโตได้เพียงราว 5% เท่านั้น การร่วงลงของยอดขายในแผนกแฟชั่นและเครื่องหนัง ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้รวม และสี่ในสามของกำไรทั้งหมดของ LVMH จึงส่งสัญญาณเชิงลบต่อการรายงานผลประกอบการในไตรมาสนี้ หลังจากที่ไตรมาสก่อนหน้าเคยกลับมาเติบโตเป็นครั้งแรกในรอบสองปี จนสร้างความหวังให้กับตลาด
สถานการณ์ของแต่ละแบรนด์ และประเด็นความขัดแย้งในประเทศจีน
แม้ LVMH จะไม่ได้เปิดเผยยอดขายแยกตามรายแบรนด์อย่างละเอียด แต่ระบุว่าคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าเรดี้ทูแวร์ของ Louis Vuitton ที่ออกแบบโดย 'Nicolas Ghesquière' รวมถึงคอลเล็กชั่นสุภาพบุรุษโดย 'Pharrell Williams' ยังคงสร้างแรงขับเคลื่อนที่ดี อย่างไรก็ตาม Louis Vuitton กลับต้องเจอมรสุมในประเทศจีน จากข้อพิพาทด้านเครื่องหมายการค้า กับแบรนด์ชาท้องถิ่นอย่าง Molly Tea ซึ่งจุดกระแสต่อต้านจากชาวจีน และส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายในช่วงฤดูร้อน นอกจากนี้นักวิเคราะห์จาก Barclays ยังตั้งข้อสังเกตถึงภาวะชะลอตัวที่รุนแรงขึ้น สำหรับแบรนด์ลักชัวรีจากฝรั่งเศส และยุโรปในตลาดจีนช่วงเวลาดังกล่าว
สำหรับ Christian Dior ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ 'Jonathan Anderson' ที่เข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์เมื่อปีที่ผ่านมา LVMH เผยว่าได้รับความสนใจเป็นพิเศษ จากการปรับเปลี่ยนกลุ่มผลิตภัณฑ์ครั้งใหญ่ เพื่อฟื้นฟูความต้องการของผู้บริโภค โดยสินค้าประเภทเสื้อผ้าเรดี้ทูแวร์และเครื่องหนัง ภายใต้การออกแบบของ 'Jonathan Anderson' ได้รับกระแสตอบรับที่แข็งแกร่งอย่างมาก
สัญาณบวกจากกลุ่มเครื่องประดับ และตลาดสหรัฐฯ
ท่ามกลางภาวะชะลอตัวในฝั่งแฟชั่น ผลประกอบการของ LVMH ในกลุ่มนาฬิกาและเครื่องประดับ ยังคงมีความยืดหยุ่น โดยเติบโตขึ้น 6% ในไตรมาสนี้ แม้จะต่ำกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 7.7% เล็กน้อย แบรนด์จิวเวลรีในเครืออย่าง Bvlgari ได้รับประโยชน์จากการที่ผู้บริโภคเริ่มมองว่า ผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องประดับ สามารถรักษามูลค่าได้ดีกว่ากระเป๋าถือ
นอกจากนี้ยอดขายรวมของกลุ่มบริษัทในตลาดสหรัฐอเมริกา กลับขยายตัวขึ้น 5% ซึ่งสูงกว่าตัวเลขที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 4.3% แสดงให้เห็นถึงกำลังซื้อที่ยังคงมีอยู่ในฝั่งตะวันตก โดย LVMH ได้ทิ้งท้ายในแถลงการณ์ว่า "แม้จะอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงมีความไม่แน่นอน แต่ทางกลุ่มบริษัทก็ยังคงมีความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจต่อไป"
ตามไปอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ 'LVMH' ได้ที่ (LVMH และ Kering ประกาศกฎเหล็ก 'Zero-Tolerance' ยกระดับคุ้มครองนางแบบ และนายแบบ)


.webp)


.webp)