Vogue Thailand

WATCHES & JEWELLERY

เจาะลึกบทที่ 2 ของ Le Chœur Des Pierres ไฮจิวเวลรีจาก Cartier ที่มีอัญมณีผู้กำหนดทิศทางของดีไซน์

Cartier กลับมาบอกเล่าเรื่องราวของอัญมณีหลากสีหลายชนิดอีกครั้งในบทที่ 2 ของ Le Chœur Des Pierres คอลเล็กชั่นจิวเวลรีชั้นสูงที่หลอมรวมทั้งศาสตร์ ศิลป์ และสีสันเข้าด้วยกัน

14 ตุลาคม 2569

จะว่าไปแล้วก่อนจะเป็นจิวเวลรีชิ้นใหม่สักชิ้น อัญมณีแต่ละเม็ดของ Cartier ล้วนมีเรื่องราวเป็นของตัวเองทั้งนั้น ตั้งแต่สีสัน รูปทรง ไปจนถึงความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบายเป็นรูปธรรม เพราะสำหรับเมซงที่ทำงานกับหินสีหายากมานานกว่าศตวรรษ การเลือกอัญมณีไม่ได้เริ่มจากการใช้รัตนชาติตามมาตราฐานที่สถาบันใดๆ กำหนดไว้ว่าหินก้อนนั้นคืออัญมณีชั้นดี แต่รวมถึงสิ่งที่เมซงเรียกว่า 'บุคลิก' ของหินแต่ละก้อนด้วย เพราะเมื่ออัญมณีมีบางอย่างที่โดดเด่นและสะดุดตามันจะกลายเป็นชนวนให้ทีมสร้างสรรค์คิดต่อไปว่า “จะออกแบบอย่างไรให้สิ่งที่อยู่ภายในถูกมองเห็นออกมาได้ชัดที่สุด” และนั่นคือโจทย์สำคัญในการรังสรรค์คอลเล็กชั่นไฮจิวเวลรีบทที่ 2 นามว่า Le Chœur des Pierres จาก Cartier ที่ต้องการบอกเล่าเอกลักษณ์เฉพาะของหินสีแต่ละชนิดอย่างตรงไปตรงมา โดยมีเทคนิค โครงสร้าง หรือวัสดุเสริมบางอย่างเป็นตัวประกอบเท่านั้น เพื่อให้ความงามและตัวตนของอัญมณีเหล่านั้นเด่นชัดที่สุด

 

Le Chœur des Pierres คอลเล็กชั่นไฮจิวเวลรีครั้งใหม่ที่เปิดโอกาสให้อัญมณีเป็นผู้นำทาง

“Jacqueline Karachi-Langane” ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ไฮจิวเวลรีของ Cartier ให้ความเห็นว่าการทำงานกับอัญมณีคือการยอมให้มันเป็นฝ่ายนำทาง เพราะในเนื้อหินแต่ละก้อนมีร่องรอยของเวลาและบทบันทึกความทรงจำบางอย่างของโลกซ่อนอยู่ ก่อนที่งานออกแบบจะเข้ามาขับเน้นรายละเอียดและมิติที่อาจมองไม่เห็นตั้งแต่แรกให้เด่นชัดขึ้น

"การปล่อยให้อัญมณีได้ถ่ายทอดตัวตน คือการมองเห็นร่องรอยความทรงจำของโลกที่ซ่อนอยู่ภายใน ความงดงามที่ถูกหล่อหลอมขึ้นผ่านกาลเวลา และเปี่ยมไว้ด้วยความเป็นนิรันดร์ อัญมณีแต่ละเม็ดคือการค้นพบอันล้ำค่า คือการหลอมรวมอันน่ามหัศจรรย์ ที่สะท้อนวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่น เพื่อค้นหาอุดมคติในแบบฉบับของเมซง ผลงานรังสรรค์ทำหน้าที่เผยความงดงามของอัญมณี ถ่ายทอดเฉดสีอันละเมียดละไม ประกายเจิดจรัสอันระยิบระยับ และพลังอันเป็นเอกลักษณ์จากภายใน นี่คือหัวใจของงานช่างอัญมณี การได้รับแรงบันดาลใจ การตีความ และการขับเน้นจิตวิญญาณอันโดดเด่นของอัญมณีแต่ละเม็ด เพื่อเผยให้เห็นเสน่ห์และตัวตนที่ไม่เหมือนใคร" Jacqueline กล่าว

ด้าน Alexa Abitbol ผู้อำนวยการฝ่ายเวิร์กช็อปไฮจิวเวลรีขยายเพิ่มติมว่า คอลเล็กชั่นนี้คือตัวอย่างชั้นดีที่แสดงให้เห็นว่างานฝีมือชั้นสูงสามารถปลุกชีวิตให้กับอัญมณีได้ และทำให้ของขวัญจากธรรมชาติกลายเป็นชิ้นงานศิลปะที่อยู่เหนือกาลเวลา

 

12 ผลงานสำคัญจาก Le Chœur des Pierres ที่มีคาแรกเตอร์ต่างกันอย่างชัดเจน

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าคอลเล็กชั่นนี้ค่อนข้างให้ความสำคัญกับเอกลักษณ์ของอัญมณีแต่ละชนิด ดังนั้นการจะถ่ายทอดตัวตนที่แตกต่างกันของแต่ละก้อน ย่อมต้องอาศัยกลวิธี โครงสร้าง และลีลาการออกแบบที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง เพื่อขับเน้นความพิเศษที่อยู่ภายในอัญมณีนั้นๆ ให้เด่นชัดขึ้น ทว่าเมื่อมองทั้ง 12 ผลงานพร้อมกันก็พอจะเข้าใจได้ว่าทุกชิ้นล้วนอยากบอกเล่าเรื่องราวของธรรมชาติเป็นสำคัญ โดยอาศัยสีสันของอัญมณีเป็นตัวขับขาน

 

Stellara

สร้อยคอทรงเอี๊ยมที่จำลองรความงาของระลอกคลื่นอันสง่างามในยามที่ซัดเข้าชายฝั่งผ่านการขึ้นรูปตัวเรือนให้แผ่สยายออกอย่างไล่ระดับก่อนฉลุโลหะให้เข้ากับรูปทรงของเพชรหลากหลายขนาดที่มาทำหน้าที่ราวกับสายน้ำที่พลิ้วไหว ก่อนประดับด้วยหัวใจสำคัญอย่างแซปไฟร์ซีลอนสีฟ้าสดขนาด 41.01 กะรัต เพื่อถ่ายทอดสีสันตามธรรมชาติของมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ที่ไม่ว่าใครก็อยากสัมผัส

Article

 

Fibria

แม้จุดยืนของคอลเล็กชั่นนี้คือการย้ำถึงความเอกลักษณ์ในหินแต่ละชนิด แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าการคิดหาวิธีการให้มันมาหลอมรวมในเส้นสายเดียวกันจะเป็นไปไม่ได้ และนั่ันคือความพิเศษของ Fibria สร้อยคอที่ร้อยเรียงมรกต เทอร์ควอยซ์ และทับทิมไว้บนสร้อยคอทรงอสมมาตรเส้นเดียวกัน จนเกิดเป็นชิ้นงานที่สร้างสรรค์ เด็ดเดี่ยว และเก็บเกี่ยวความสวยงามเฉพาะตัวของหินแต่ละชนิดให้อยู่ด้วยบกันได้อย่างอยู่หมัด

Article

 

Polydroma 

ใครว่าความงามของอัญมณีหมายถึงการมีสีสันที่จัดจ้านเสมอไป เพราะสร้อยคอเส้นนี้เมซงตั้งใจถ่ายทอดคุณค่าและความพิเศษของอัญมณีในแบบที่ต่างออกไปจากชิ้นงานอื่นโดยสิ้นเชิง ซึ่งนั่นคือการการฝังเพชรแบบพาเว่ทั่วตัวเรือน ก่อนแต่งแต้มด้วยเทคนิคการเจียระไนเพชรแบบแอสเชอร์กลางตัวเรือน จนทั้งสององค์ประกอบกลายเป็นฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนความงามของสร้อยคอที่ต่อให้จะไร้ซึ่งสีสัน แต่ก็ยังปรากฏเอกลักษณ์ของอัยมณีอย่างเด่นชัดอยูู่ดี

Article

 

Panthère Tunya 

สร้อยคอเส้นไฮไลต์ที่พาไอคอนของเมซงกลับมาโลดแล่นในจักรวาลอัญมณีอันยิ่งใหญ่ โดดเด่นด้วยตัวเรือนรูปทรงเสือแพนเตอร์ที่กำลังเฝ้ามองมรกตแซมเบียทรงคาโบชอง 48.12 กะรัตแซมเพชรสีเหลืองทรงคุชชั่นน้ำหนักรวม 10.91 กะรัต เพื่อสร้างภาพลวงตาราวกับว่าสัตว์ประจำเมซงกำลังโอบกอดลำคอของผู้สวมใส่และร่วมเฉลิมฉลองให้กับบทใหม่ในครั้งนี้ 

Article

 

Tipaza 

ลดทอนความจริงจังของการสวมใส่เครื่องประดับชั้นสูงกับ Tipaza สร้อยคอดีไซน์มินิมัลที่นำสีสันอันจัดจ้านของทับทิมมาบอกเล่าในแง่มุมที่เบาสบายขึ้นด้วยการเจียระไนทรงบริโอเลตต์ที่ทั้งอ่อนช้อย โค้งมน และนุ่มละมุน ทำให้ความซับซ้อนของการใส่ไฮจิวเวลรีการเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏในสมการการรังสรรค์สร้อยคอเส้นนี้

Article

 

Etnara

ความเร่าร้อนของห้วงลาวาถูกตีความเป็นสร้อยคอตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ที่โดดเด่นด้วยรูเบลไลต์ 67 กะรัต และโทแพซหลายสิบเม็ด ซึ่งเปรียบเสมือนดั่งประกายเพลิงจากภูเขาไฟอันเป็นแรงบันดาลใจของการออกแบบสร้อยคอเส้นนี้

Article

 

Tutti Chaya

สร้อยคอที่ใช้มรกตโคลอมเบียสองเม็ดเจียระไนแบบเซาะร่องน้ำหนักรวม 56.97 กะรัตเป็นจุดเด่น ก่อนรายล้อมด้วยทับทิม แซปไฟร์ และนิล ซึ่งใช้เวลาในการประกอบสร้างกว่า 2,000 ชั่วโมง เพื่อรำลึกถึงสไตล์ของสร้อย Tuitti Frutti ที่เมซงรังสรรค์ในยุค Art Deco เมื่อช่วงปี 1920’s จนกลายเป็นอีกหนึ่งผลงานของบทที่สองที่ต้องการยืนยันว่าต่อให้อัญมณีที่มีคาแร็กเตอร์เป็นของตัวเองและมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดก็สามารถหลอมรวมกันได้อยู่บนเส้นสายเดียว  

Article

 

Drosera

กระโดดออกจากความอลังการของสร้อยคอ มาสู่ตุ้มหูคู่พิเศษที่ได้แรงบันดาลใจมากจากเส้นสายโค้งมนเป็นธรรมชาติของทับทิมทั้ง 18 เม็ด น้ำหนักรวม 28.44 กะรัต ซึ่งเมื่อสวมใส่แล้วจะถ่ายทอดประกายอันสดใสราวกับหยาดน้ำค้างในยามเช้าอันเป็นนิยามที่เมซงตั้งใจมองให้ตุ้มหูคู่นี้

Article

 

Ojai

เมซงกักเก็บภาพความทรงจำของหยดน้ำที่ไหลผ่านกิ่งก้านสาขาของต้นไม้มาถ่ายทอดเป็นตู้มหูประดับแซฟไฟร์ 18 เม็ด น้ำหนักรวม 24.12 กะรัต ที่ไล่เฉดสีชมพูและสีส้มได้อย่างกลมกลืนและเด่นชัดในแบบของตัวเองได้ในคราวเดียวกัน

Article

 

Volubia 

ตุ้มหูที่ชวนให้นึกถึงใบไม้กำลังผลิบานแบบอสมมาตรผ่านมรกต เพชรทรงบาแก็ตต์ และเพชรทรงบริโอเล็ตต์ที่ถูกร้อยเรียงตัวอย่างอ่อนช้อยบนตัวเรือนไวต์โกลด์ซึ่งโอบรับใบหูได้อย่างเป็นธรรมชาติ

Article

 

Patellia

ตุ้มหูตัวเรือนโรสโกลด์และเยลโลว์โกลด์ที่แต่งแต้มลูกเล่นเข้าไปในเครื่องประดับชั้นสูงได้อย่่างน่าสนใจผ่านการหันพาวิลเลียนหรือส่วนครึ่งล่างของเพชรสีน้ำตาลอันเป็นอัญมณีหลักของตุ้มหูคู่นี้ออกสู่ด้านนอก ขณะที่หน้าเพชรซ่อนอยู่ด้านใน ซึ่งเผยให้เห็นประกายของอัญมณีซึ่งหลั่งไหลอย่างไม่รู้จบ

Article

 

Undara 

สำหรับผลงานชิ้นสุดท้ายที่จะมาฉายภาพความสามารถในการสร้างสรรค์จิวเวลรีของเมซงและปิดฉากบทที่สองในครั้งนี้คือตุ้มหูสามชิ้นรูปทรงคล้ายเปลือกหอยตกแต่งด้วยบลูสปิเนลและเพชรล้ำค่าหลายสิบเม็ด ซึ่งเมื่อนำมาประกอบเข้าคู่กับจะสะท้อนภาพความงามของสิ่งมีชีวิตในห้วงลึกของท้องธาราและฟองคลื่นสีขาวอันสง่างาม

 

Article

 

ถอดบทเรียนการเดินทางครั้งใหม่ของจิวเวลรีจาก Le Chœur des Pierres 

ด้วยสร้อยคอ 7 เส้น และตุ้มหู 5 คู่ที่ใช้อัญมณีหลากสีเป็นศูนย์กลาง บทที่สองของ “Le Chœur des Pierres” จึงเป็นเหมือนกระจกว่าผลงานแต่ละชิ้นค่อยๆ พัฒนาขึ้นจากคุณลักษณะของอัญมณีที่อยู่ตรงหน้ามากกว่าการไขว่คว้าและถอดแบบตามภาพวาดที่ร่างเอาไว้ตั้งแต่ต้น เพราะบางชิ้นเลือกขับสีและประกายของอัญมณีหลักให้ชัดขึ้น บางชิ้นผสมผสานความต่างกันให้ลงตัว ขณะที่บางชิ้นใช้โครงสร้างและเทคนิคที่สั่งสมมานานเข้ามาสร้างความเด่นให้อัญมณีที่ก่อนหน้าอาจเป็นเพียงหินธรรมดาที่หลายคนอาจไม่เห็นคุณค่าหรือมองไม่ออกว่าจะดึงความงามที่อยู่ภายในออกมาอย่างไร

บทใหม่ครั้งจึงเป็นดั่งกับการหาจุดสมดุลระหว่างสิ่งที่ธรรมชาติสร้างไว้ตั้งแต่อดีตกาลกับสิ่งที่นักออกแบบร่างขึ้นมาใหม่ โดยมีหัวใจสำคัญคือการรักษาตัวตนของหินสีก้อนหนึ่งเอาไว้ แม้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องประดับที่ถูกรังสรรค์ขึ้นใหม่แล้วก็ตาม

ภาพปกและภาพประกอบ : Coutesy of the Cartier