Vogue Thailand

LIFESTYLE

5 หนังซอมบี้เกาหลี รวมความระทึกที่ไม่ได้มีแค่การวิ่งหนีฝูงผีดิบ

คัดหนังซอมบี้เกาหลีที่ผสมความสยองเข้ากับแอ็กชัน ดราม่า และการวิพากษ์สังคม ตั้งแต่หายนะบนรถไฟไปจนถึงเมืองที่ล่มสลาย เตรียมพบกับเรื่องราวที่คุณจะได้ลุ้นจนแทบไม่ได้พักหายใจ

30 สิงหาคม 2569

     หนังซอมบี้เกาหลีมีจุดเด่นตรงการเล่นกับความกลัวที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนฝูงผีดิบกรูกันเข้ามา แต่ยังซ่อนอยู่ในด้านมืดของมนุษย์ สะท้อนว่าเมื่อสังคมพังทลายและทุกคนต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด ท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบคั้น เผชิญความสูญเสีย ตลอดจนคำถามสำคัญว่า หากถึงวินาทีที่ต้องเลือกระหว่างชีวิตของตัวเองกับคนอื่น เราจะตัดสินใจอย่างไร ... โว้กจึงคัดเลือก 5 หนังซอมบี้เกาหลีที่นำความสยองและฉากไล่ล่ามาใช้มากกว่าการสร้างความตื่นเต้น พร้อมเตรียมลุ้นไปกับการเอาตัวรอดที่อาจทำให้พบว่า บางครั้งสิ่งที่น่ากลัวกว่าซอมบี้ก็คือมนุษย์ด้วยกันเอง

 

1. Colony (2026)

     สิบปีหลังจาก Train to Busan ผู้กำกับยอนซังโฮกลับมาสู่โลกของซอมบี้อีกครั้งด้วย Colony เรื่องราวของควอนเซจอง อดีตอาจารย์ด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่เดินทางไปร่วมงานสัมมนาภายในอาคารแห่งหนึ่ง ก่อนเชื้อไวรัสปริศนาจะถูกปล่อยออกมาและทำให้พื้นที่ทั้งหมดถูกปิดตาย เธอและผู้รอดชีวิตจึงต้องหาทางออกจากอาคาร พร้อมรับมือกับผู้ติดเชื้อรอบด้าน

     โดยความน่าสนใจอยู่ตรงที่ซอมบี้ในเรื่องไม่ได้มีเพียงความว่องไวหรือกระหายเลือด แต่ยังเชื่อมโยงกันผ่านระบบความคิดแบบกลุ่ม ยิ่งเชื้อแพร่กระจายและจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น พวกมันก็ยิ่งเรียนรู้และพัฒนาวิธีล่าได้ฉลาดกว่าเดิม การเอาชีวิตรอดจึงไม่ใช่แค่การวิ่งหนีฝูงผีดิบ หากยังเป็นการต่อกรกับสิ่งมีชีวิตที่สังเกต จดจำ และปรับตัวตามมนุษย์ได้ เรียกว่าวิวัฒน์ไปไกลกว่าซอมบี้ที่เคยมีมา

 

 

2. #Alive (2020)

     หากวันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าถนนหน้าอะพาร์ตเมนต์เต็มไปด้วยฝูงซอมบี้ สิ่งที่โอจุนอูเลือกทำคือขังตัวเองอยู่ในห้องและติดตามสถานการณ์ผ่านโทรศัพท์กับโซเชียลมีเดีย ทว่าเมื่อสัญญาณการสื่อสารถูกตัดขาด อาหารและน้ำเริ่มร่อยหรอ พื้นที่ซึ่งเคยเป็นบ้านจึงค่อยๆ กลายเป็นกรงที่บีบให้เขาต้องเลือกระหว่างรอความตายกับเสี่ยงออกไปเผชิญโลกภายนอก จนกระทั่งได้พบว่าคิมยูบิน หญิงสาวจากอาคารฝั่งตรงข้าม ยังมีชีวิตอยู่เช่นเดียวกัน ซึ่งแทนที่จะขยายหายนะด้วยฉากเมืองพังทลายแบบหนังซอมบี้ทั่วไป #Alive พาผู้ชมไปสำรวจว่ามนุษย์จะประคองความหวังไว้ได้นานแค่ไหนเมื่อถูกตัดขาดจากโลกทั้งใบ ผ่านมุมมองสายตาของมนุษย์เพียงไม่กี่คน

 

 

3. Rampant (2018)

     เมื่อซอมบี้ไม่ได้บุกในเมืองสมัยใหม่ แต่ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางราชสำนักโชซอน ปืนและเทคโนโลยีจึงถูกแทนที่ด้วยดาบ ธนู และการต่อสู้ระยะประชิด เรื่องราวของ Rampant เริ่มต้นเมื่อองค์ชายอีชองเดินทางกลับบ้านเกิดแล้วพบว่าโรคระบาดกำลังเปลี่ยนผู้คนให้กลายเป็น “อสูรรัตติกาล” สิ่งมีชีวิตกระหายเลือดที่ออกล่าเหยื่อหลังดวงอาทิตย์ลับฟ้า ขณะเดียวกัน ภายในวังก็กำลังเกิดการช่วงชิงอำนาจซึ่งอาจทำให้อาณาจักรล่มสลายก่อนฝูงผีดิบจะบุกไปถึงเสียอีก เมื่อภัยระบาดดำเนินคู่ขนานไปกับแผนยึดบัลลังก์ Rampant จึงเผยให้เห็นว่า ในยามที่ประชาชนกำลังถูกกัดกิน ผู้มีอำนาจบางคนกลับสนใจว่าใครจะได้นั่งอยู่เหนือซากปรักหักพังมากกว่า

 

 

4. Seoul Station (2016)

     หายนะใน Seoul Station เริ่มต้นจากชายไร้บ้านคนหนึ่งที่เดินโซซัดโซเซอยู่แถวสถานีรถไฟกลางกรุงโซล ทั้งที่เห็นได้ชัดว่าเขากำลังบาดเจ็บสาหัส ผู้คนรอบข้างกลับเดินผ่านราวกับชายคนนี้ไม่มีตัวตน กระทั่งร่างซึ่งถูกทอดทิ้งลุกขึ้นมาไล่กัดผู้คน และเปลี่ยนพื้นที่ที่คนพลุกพล่านให้กลายเป็นศูนย์กลางของการระบาดในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน

     ท่ามกลางความโกลาหล ฮเยซอน หญิงสาวที่หนีออกจากบ้าน ต้องพลัดจากแฟนหนุ่มและพยายามหาทางรอดผ่านถนนของกรุงโซล ขณะที่ฝูงซอมบี้เพิ่มจำนวนขึ้นทุกขณะ ภาพแอนิเมชันอันดิบกระด้างช่วยขับเน้นบรรยากาศสิ้นหวัง พร้อมพาสายตาไปยังคนไร้บ้าน ผู้หญิง และผู้มีชีวิตอยู่ตามชายขอบ ซึ่งแทบไม่ได้รับการปกป้องจากระบบ แม้ก่อนเกิดการระบาดพวกเขาก็ถูกสังคมปฏิบัติราวกับไม่ใช่มนุษย์อยู่แล้ว ความน่ากลัวของเรื่องจึงไม่ได้อยู่เพียงในฝูงผีดิบ แต่รวมถึงเมืองที่พร้อมปิดประตูใส่คนบางกลุ่มทันทีที่พวกเขากลายเป็นภาระ โดยหนังเรื่องนี้มักได้รับการกล่าวถึงในฐานะแอนิเมชันภาคก่อนของ Train to Busan จากผู้กำกับยอนซังโฮคนเดียวกัน

 

 

5. Train to Busan (2016)

     เมื่อการโดยสารรถไฟจากโซลไปปูซานกลายเป็นเส้นทางหนีตาย และหญิงสาวที่ได้รับเชื้อได้ขึ้นมาบนรถไฟโดยไม่มีใครทันสังเกต เพียงไม่นานผู้โดยสารก็ทยอยกลายเป็นซอมบี้ และคนที่ยังมีชีวิตอยู่ต้องฝ่าจากตู้หนึ่งไปสู่อีกตู้หนึ่ง โดยไม่รู้ว่าสถานีข้างหน้าจะเป็นจุดปลอดภัยหรือฝูงผีดิบกลุ่มใหม่กันแน่ พื้นที่แคบของรถไฟทำให้ทุกการตัดสินใจส่งผลถึงชีวิต ไม่มีมุมให้หลบได้นาน และไม่มีใครวิ่งหนีไปได้ไกล ขณะเดียวกัน ประตูที่กั้นระหว่างแต่ละตู้ก็ค่อยๆ กลายเป็นเส้นแบ่งว่าใครสมควรได้รับการช่วยเหลือ หนังใช้ผู้โดยสารต่างวัยและต่างสถานะจำลองภาพของสังคมที่ถูกบีบให้เผยธาตุแท้ บางคนเลือกปกป้องคนแปลกหน้า ขณะที่บางคนยอมผลักผู้อื่นออกไปเพื่อเอาตัวรอด ความระทึกและแกนดราม่าที่ทำงานไปพร้อมกันทำให้ Train to Busan กลายเป็นหนึ่งในหนังซอมบี้เกาหลีที่ได้รับการจดจำมากที่สุดเลยก็ว่าได้

 

ภาพ : Courtesy of Film
TAGS : Movie