Vogue Thailand

WATCHES & JEWELLERY

Jewellery & Gentlemen เล่าที่มาของเครื่องประดับสุภาพบุรุษตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์

ย้อนประวัติศาสตร์เรื่องราวการสวมเครื่องประดับอัญมณีของเหล่าสุภาพบุรุษจากหลากหลายวัฒนธรรมต่างยุคต่างสมัยทั่วโลก ที่เป็นรากฐานสำคัญของสไตล์จิวเวลรีผู้ชายในปัจจุบัน

18 กรกฎาคม 2568

เรื่อง: ธนภพ ณ ตะกั่วทุ่ง 


     ปรากฏการณ์ร้อนแรงที่สุดอย่างหนึ่งในโลกแฟชั่น ณ เวลานี้ คือการที่บรรดาหนุ่มๆ ในอุตสาหกรรมบันเทิงไม่ว่านักแสดงหรือนักร้อง ได้ไปปรากฏตัวบนพรมแดงงานประกาศรางวัลประจำปีต่างๆ ในลุคที่โดดเด่นทั้งเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ ซึ่งไม่ได้มีเพียงนาฬิกาข้อมือหรือเข็มกลัดมาดแมนเท่านั้น แต่เป็นเครื่องประดับเพชรพลอยจิวเวลรีหรูหราดีไซน์วิจิตรตระการตาหลากหลายรูปแบบที่หลายคนเคยมองว่าเป็นไอเท็มเฉพาะสำหรับผู้หญิง

     ภาพที่ปรากฏในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติทางสังคมเกี่ยวกับเพศและแฟชั่นว่าเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ปัจจัยหนึ่งอาจมาจากอิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่ทำให้ผู้คนสามารถรับรู้และเข้าถึงข้อมูลจากหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ส่งผลให้เกิดการซึมซับแนวคิดเรื่องการแต่งกายที่ไม่ยึดติดกรอบธรรมเนียมแบบเดิมๆ เช่นที่เคยเป็นมา นอกจากนี้การตื่นตัวของสังคมที่มีการขับเคลื่อนเกี่ยวกับการแสดงออกถึงตัวตนผ่านแฟชั่น ทำให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีช่องทางสื่อสารเป็นของตัวเอง สามารถใช้แฟชั่นเป็นเครื่องมือถ่ายทอดบุคลิก ความเชื่อ และความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาต่อสาธารณชนได้อย่างอิสระด้วยความมั่นใจ จึงไม่แปลกที่เราจะได้เห็นผู้ชายกับเครื่องประดับในสไตล์หลากหลายทั้งบนเวทีสากลและในชีวิตประจำวันมากขึ้น

     แต่ทราบหรือไม่ว่า เครื่องประดับกับผู้ชายไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยเฉพาะเครื่องประดับที่ทำจากอัญมณีล้ำค่า และอาจกล่าวได้ว่าบรรดาสุภาพบุรุษผู้ทรงอิทธิพลทั้งจากโลกตะวันตกและโลกตะวันออกนั้น ต่างมีส่วนสำคัญหรือเป็นผู้นำในการสร้างวัฒนธรรมการใช้จิวเวลรีเป็นเครื่องตกแต่งร่างกายตั้งแต่เมื่อหลายร้อยปีก่อนอีกด้วย Time & Gems เล่มนี้จึงขอนำเสนอเรื่องราวของผู้ชายกับเครื่องประดับที่ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ ซึ่งจิวเวลรีหลายชิ้นของสุภาพบุรุษเหล่านี้ถือเป็นแรงบันดาลใจและเป็นต้นแบบของดีไซน์จิวเวลรีชั้นสูงของแบรนด์ดังระดับโลกมากมายหลายคอลเล็กชั่น
 
 
Article

In the Western World

     เริ่มต้นด้วยเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เมื่อกว่า 200 ปีก่อน เรื่องราวของมงกุฎลอเรล (Laurel of Wreath) ที่จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 สวมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ มหาวิหารโนเตรอดาม เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 1804 เป็นมงกุฎทองคำแกะสลักรูปใบลอเรลจำนวน 56 ชิ้น พร้อมผลเบอร์รี่ทรงกลมอีก 42 เม็ด  แม้ปัจจุบันได้ถูกนำไปหลอมทำลายคงเหลือเพียงใบไม้ทองคำใบเดียว ทว่าความงดงามของเครื่องประดับชิ้นนี้ยังมีจารึกอยู่ในภาพวาดและเหรียญโบราณที่ถูกขุดค้นพบบ่อยครั้งให้คนรุ่นหลังมีโอกาสได้ชื่นชม หลังทำพิธีสวมมงกุฎให้ตัวเองแล้ว จักรพรรดินโปเลียนได้มอบหมายให้ Marie-Étienne Nitot ช่างทองซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ Chaumet ตั้งแต่ ค.ศ. 1780 ทำรัดเกล้าดีไซน์คล้ายกับมงกุฎดังกล่าวที่เขาเป็นผู้ออกแบบ เพื่อมอบแด่สตรีผู้เป็นสุดที่รักของพระองค์คือพระนางฌอเซฟีน นอกจากนี้ มารี-เอเตียน นีโตยังสร้างสรรค์เครื่องประดับชิ้นพิเศษ ได้แก่ จิวเวลรีรูปผึ้งที่เป็นสัญลักษณ์ของจักรพรรดินโปเลียน และจิวเวลรีรูปทรงหยดน้ำที่สื่อถึงพระนางฌอเซฟีน ซึ่งภายหลังถูกนำมาต่อยอดเป็นไฟน์จิวเวลรีของโชเมต์ชื่อคอลเล็กชั่น Bee de Chaumet และ Joséphine ที่ครองใจสาวๆ ทั่วโลกและได้รับความนิยมมาถึงปัจจุบัน

     มารี-เอเตียน นีโตไม่เพียงเป็นผู้ออกแบบมงกุฎลอเรล เขายังนำเพชรระดับตำนานที่เรียกว่า Regent Diamond ขนาด 140.64 กะรัต มาประดับบนดาบ Coronation Sword ที่ใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของจักรพรรดินโปเลียนอีกด้วย โดยดาบเล่มนี้ฝังเพชรบริลเลียนต์คัตไว้จำนวน 42 เม็ด รวมเป็นน้ำหนักกว่า 254 กะรัต ความหลงใหลในจิวเวลรีของจักรพรรดินโปเลียนนับเป็นแรงเสริมสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของยุโรปช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 และด้วยแรงสนับสนุนอย่างเต็มที่จากราชสำนักจึงช่วยผลักดันอุตสาหกรรมเครื่องประดับให้ก้าวขึ้นสู่อันดับต้นๆ ของโลกจนถึงทุกวันนี้

     ขยับมาที่ดินแดนใกล้กันอย่างประเทศอังกฤษ พบว่าการสวมเครื่องประดับอัญมณีเป็นที่นิยมในหมู่ราชวงศ์ฝ่ายชายมากกว่าฝ่ายหญิง สังเกตได้จากภาพวาดเหล่าขุนนางชั้นสูงและกษัตริย์ของอังกฤษช่วงประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 16 ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์  เช่น ภาพของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 มักมีสร้อยทองประดับทับทิมสีแดงขนาดใหญ่ปรากฏอยู่บนฉลองพระองค์เสมอ และเมื่อไม่นานมานี้ในปี 2019 ก็มีการขุดพบสร้อยคอทองคำพร้อมจี้รูปหัวใจประดับลวดลายดอกไม้สีแดงสลักตัวอักษร “toujours” ที่มีความหมายว่า “ตลอดไป” ซึ่งเป็นเครื่องประดับที่พระเจ้าเฮนรีที่ 8 ทรงสั่งทำเพื่อแสดงความรักต่อพระมเหสีองค์แรกคือพระนางแคเทอรีนแห่งอารากอน นอกจากนี้ยังมีภาพวาดที่มีชื่อเสียงของจอร์จ วิลเลียร์ส ดุ๊กที่ 1 แห่งบักกิงแฮม สวมสร้อยคอมุกสีขาวหลายเส้นแมตช์กับคอปกผ้าลูกไม้สุดประณีต ที่มีส่วนทำให้คนชั้นสูงในยุคนั้นต้องมีเครื่องประดับไข่มุกไว้ในครอบครอง เมื่อพิจารณาดูเครื่องประดับของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 จะเห็นว่าได้แรงบันดาลใจมาจากภาพฝาผนังสมัยไบแซนไทน์ ส่วนเครื่องประดับมุกของดุ๊กที่ 1 แห่งบักกิงแฮมนั้นได้รับอิทธิพลมาจากเครื่องประดับของผู้ชายชาวอินเดียในยุคเดียวกัน และไข่มุกเหล่านี้ก็มาจากเรือการค้าที่เดินทางมาจากมหาสมุทรอินเดียนั่นเอง

 
 
Article

In the Eastern World

     หากลองเจาะลึกลงไปค้นเกี่ยวกับความเป็นมาของอุตสาหกรรมจิวเวลรีชั้นสูง จะพบว่าผลงานนับไม่ถ้วนของแบรนด์ระดับโลกจากทวีปยุโรปนั้น ล้วนได้แรงบันดาลใจมาจากดีไซน์และวัฒนธรรมการสวมเครื่องประดับอัญมณีของผู้ชายในประเทศอินเดียช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะเครื่องประดับอันลือเลื่องของเหล่ามหาราชาจากหลายแคว้น ตัวอย่างเช่นจิวเวลรีชั้นสูงคอลเล็กชั่น Tutti Frutti ของ Cartier ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากอินเดีย สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของ Jacques Cartier กับลูกค้าคนสำคัญมากหน้าหลายตาที่เขาได้รู้จักสนิทสนมเมื่อครั้งเดินทางไปยังประเทศอินเดียในช่วงปี 1911 เพื่อร่วมงาน Delhi Durbar พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าจอร์จที่ 5 ในฐานะจักรพรรดิแห่งอินเดีย ผลงานไฮไลต์ในคอลเล็กชั่นนี้ก็คือสร้อยคอ “Hindu” ที่สาวสังคมชั้นสูง Daisy Fellowes สั่งทำพิเศษเมื่อปี 1935 มีต้นแบบจากสร้อยคอของมหาราชาแห่งปัฏนา ในช่วงเวลานั้นการเจียระไนจิวเวลรีแบบ Mughal cut ได้รับความนิยมขึ้นมากในแถบทวีปยุโรป จวบจนปัจจุบันคาร์เทียร์ยังคงสร้างสรรค์ผลงานจากคอลเล็กชั่น Tutti Frutti อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังตั้งชื่อที่แสดงความเคารพถึงแหล่งที่มาของดีไซน์อยู่เสมอ

     นอกจากคอลเล็กชั่น Tutti Frutti แล้ว คาร์เทียร์ยังได้รังสรรค์ผลงานจิวเวลรี่ชั้นสูงสำหรับเหล่ามหาราชาในอินเดียอีกด้วย สำหรับชิ้นที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ได้แก่ “สร้อยคอของมหาราชาแห่งนวนคร” ในปี 1931 เป็นการนำสร้อยคอเพชรสุดตระการตามาเชื่อมด้วยเพชรสีชมพูเม็ดโตถึงสองเม็ด ประดับด้วยเพชรสีฟ้า 26 กะรัต และเพชรสีเขียวอีก 12 กะรัต จี้เม็ดกลางเป็นเพชรสีขาวใสไร้ตำหนิอันล้ำค่าที่เรียกว่า Queen of Holland ขนาด 136.25 กะรัต ซึ่งแฟนภาพยนตร์เรื่อง Ocean’s 8 คงคุ้นๆ และรู้จักในชื่อสร้อยคอ Toussaint ที่นักแสดงหญิง Anne Hathaway ได้สวมสร้อยแบบจำลองทำด้วยอัญมณีสีใสทั้งหมด ซึ่งคาร์เทียร์ใช้เวลากว่า 4,200 ชั่วโมงรังสรรค์แบบจำลองนี้ขึ้นมา อีกชิ้นคือ “สร้อยคออัญมณี 5 ชั้นของมหาราชาภูพินเดอร์ สิงห์ แห่งปาเตียลา” จากปี 1928  ที่ฝังเพชรทั้งหมด 2,930 เม็ดบนสร้อยแพลทินัมพร้อมอัญมณีชนิดอื่นๆ เช่น มรกต ทับทิม และไข่มุก รวมถึงจี้เพชรสีเหลืองเม็ดโตระดับตำนาน De Beers Star น้ำหนัก 234.65 กะรัต สร้อยอันล้ำค่านี้ถูกพบเห็นครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1948 และกลับมาเป็นข่าวอีกครั้งเมื่อส่วนของโช้กเกอร์จากตัวสร้อยได้ไปปรากฏบนพรมแดงงาน Met Gala ประจำปี 2022 สวมใส่โดย Emma Chamberlain แฟชั่นอินฟลูเอนเซอร์สาวชาวอเมริกันและแบรนด์แอมแบสซาเดอร์ของคาร์เทียร์ จนเป็นที่ฮือฮาในหมู่แฟนแฟชั่นและนักสะสมอัญมณีทั่วโลก ต่อมามีเสียงลือว่าโช้กเกอร์เส้นนั้นได้ถูกนำไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์เป็นที่เรียบร้อย ส่วนอีกหนึ่งผลงานอัญมณีชั้นสูงที่ต้องพูดถึงคือ “สร้อยคอ Indore Pears” สมบัติของมหาราชาแห่งอินดอร์ ออกแบบและสร้างสรรค์โดยเมซงโชเมต์ในปี 1913 จุดเด่นของสร้อยคอเส้นนี้อยู่ที่เพชรแฝดสีขาวบริสุทธิ์ทรงลูกแพร์ น้ำหนักรวมกว่า 93 กะรัต ในภาพวาดจะเห็นว่ามหาราชาทรงสวมสร้อยคอดังกล่าวเข้าคู่กับสร้อยคอมุกอีก 2 เส้นได้อย่างงดงามมีรสนิยม
 
     หลักฐานทางประวัติศาสตร์เหล่านี้คือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า เครื่องประดับเพชรพลอยสุดอลังการทั้งหลายที่สังคมสมัยนี้เข้าใจว่าเป็นไอเท็มเฉพาะสำหรับสตรี ที่จริงแล้วก็มีต้นกำเนิดหรือแรงบันดาลใจมาจากเครื่องประดับของผู้ชาย ดังนั้นไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกหากผู้ชายจะนำเครื่องประดับอัญมณีมาสวม เพื่อสะท้อนรสนิยมและความเป็นตัวตนของพวกเขาในแบบเดียวกับที่ผู้หญิงทำ
 
 
Article

The Golden Age

     ข้ามมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เวลานั้นอุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ส่งผลให้เหล่านักแสดงหญิงในช่วงทศวรรษ 1950-1960 กลายเป็นผู้นำแฟชั่นการสวมจิวเวลรีชั้นสูง ต่อมาแฟชั่นการสวมจิวเวลรีที่สะท้อนถึงความสำเร็จและความมั่งคั่งของอุตสาหกรรมบันเทิงก็เริ่มแผ่อิทธิพลเข้าไปในหมู่ศิลปินนักร้องนักดนตรีชายในทศวรรษ 1970 เช่น ราชาแห่งร็อกแอนด์โรล Elvis Presley ที่มักนำคริสตัลหลากสีสันมาประดับชุดที่เขาสวมขึ้นแสดง แล้วยังมีสร้อยคอและแหวนทองคำฝังเพชรเม็ดโตอันโด่งดัง ซึ่งสลักชื่อวงดนตรีของเขา TCB อันย่อมาจาก Taking Care of Business  

     ศิลปินระดับตำนานอีกคนที่ชื่นชอบการสวมจิวเวลรีและยังพ่วงตำแหน่งแฟชั่นไอคอนด้วยคือ David Bowie นอกจากการแต่งกายและลุคเมกอัปที่ช่วยทลายขอบเขตทางเพศในโลกแฟชั่นและเป็นแรงบันดาลใจให้รันเวย์หลายคอลเล็กชั่นแล้ว เดวิด โบอียังมีลุคที่เป็นเอกลักษณ์คือมักใส่ตุ้มหูเพียงข้างเดียว ไม่ว่าตุ้มหูห่วง ตุ้มหูเพชรแชนเดอเลียร์ หรือตุ้มหูแฟชั่นจิวเวลรีสีสด เขาก็ใส่มันได้อย่างเท่และมีสไตล์ สมกับที่เป็นสามีของซูเปอร์โมเดลแห่งยุคอย่าง Iman Mohamed Abdulmajid
 
     อีกยุคหนึ่งที่การสวมเครื่องประดับของผู้ชายได้ส่งอิทธิพลในอุตสาหกรรมดนตรีจนแพร่หลายไปทั่วคือ ยุคของศิลปินฮิปฮอปตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 ไปจนถึงต้นทศวรรษ 2000 ซึ่งศิลปินมักมาในลุคสุดคูลด้วยการสวมสร้อยคอโซ่ที่เรียกว่า Cuban Link หลายขนาด สร้อยคอลักษณะนี้มีต้นแบบมาจากผู้อพยพซึ่งย้ายถิ่นฐานจากประเทศคิวบามาอยู่ในมหานครนิวยอร์ก โดยเฉพาะย่านฮาร์เลมอันเป็นบ้านเกิดของแฟชั่นดีไซเนอร์คนดัง Dapper Dan ผู้สร้างสรรค์ลุคไอคอนิกที่ผสมผสานโลโก้ของแบรนด์หรูเข้ากับสไตล์ฮิปฮอปให้ศิลปินและคนดังมากมาย เรามักเห็นศิลปินฮิปฮอปผู้มีสไตล์อันน่าจดจำสวมสร้อยคอแบบที่ว่านี้อยู่เสมอ มันเป็นไอเท็มที่ศิลปินชื่อดังหลายคน เช่น Tupac, Jay Z, Kanye West (หรือ Ye) ชอบสวมในช่วงแรกๆ ที่เข้าวงการ ซึ่งสร้างเอกลักษณ์ตัวตนให้พวกเขาได้เป็นอย่างดี จนถึงปัจจุบันเราก็ยังเห็นศิลปินมากมายสวมเครื่องประดับสไตล์นี้บนพรมแดง Met Gala อย่าง A$AP ROCKY หรือ Migos เป็นต้น

 

 

Article

The Modern Days

     หลังจากย้อนไปดูประวัติศาสตร์การใช้เครื่องประดับอัญมณีตกแต่งร่างกายในหลายยุคหลายวัฒนธรรม ปัจจุบันเราพบว่าการสวมเครื่องประดับจิวเวลรีของเหล่าคนดังในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ต่างไปจากเดิมสักเท่าไร เพราะมีศิลปินและนักแสดงหลายคนกำลังนำเทรนด์เหล่านั้นกลับมา อย่างศิลปินมากความสามารถ Pharrell Williams ที่มักสวมจิวเวลรีแบบคิวบันลิงก์ตั้งแต่ตอนอยู่ในวง The Neptunes และ N.E.R.D แล้วเมื่อก้าวเข้ามาสู่โลกแฟชั่นในฐานะครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของ Louis Vuitton ฝั่งผู้ชายอย่างเต็มตัว เขาก็ได้สานต่อความชื่นชอบเครื่องประดับจากยุคเรอแนซ็องส์แบบถึงเครื่อง ด้วยการนำไข่มุกและทับทิมมาเป็นองค์ประกอบหลักของดีไซน์บนรันเวย์ของหลุยส์ วิตตอง คอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิประจำปี 2024 นอกจากนี้ฟาร์เรลล์ยังได้จับมือร่วมกับ Tiffany & Co. สร้างสรรค์คอลเล็กชั่นจิวเวลรีสำหรับผู้ชายอีกด้วย โดยใช้ชื่อว่า Tiffany Titan เป็นงานดีไซน์หมุดหนามที่รังสรรค์ด้วยทองคำเหลือง แพลทินัมสีดำ และไข่มุกสีดำ สะท้อนให้เห็นถึงสไตล์แฟชั่นและวัฒนธรรมแบบแอฟริกัน-อเมริกันที่ผสานกันอย่างกลมกลืน

     อีกหนึ่งศิลปินที่มีส่วนสร้างแรงกระเพื่อมสำคัญในการทำให้ผู้ชายหันมาสร้างลุคที่มีกลิ่นอายเฟมินินมากขึ้นก็คือเจ้าของรางวัลแกรมมี่ Harry Styles ที่สวมชุดเดรสขึ้นปกนิตยสารโว้กอเมริกาเพื่อฉีกกฎเกณฑ์ด้านการแต่งกาย และส่งเสียงเรียกร้องให้แฟชั่นมีความหลากหลายเหมาะกับทุกเพศทางเลือกมากขึ้น ในชีวิตประจำวันเขายังชอบสวมแหวนโอเวอร์ไซซ์หลายวง พร้อมกับเล็บมือที่เพนต์เป็นสีสันซุกซน รวมถึงสวมตุ้มหูข้างเดียวที่ทำให้นึกถึงสไตล์ของเดวิด โบอีในยุคก่อนหน้านี้ การสวมไอเท็มของผู้หญิงที่แฮร์รีทำคือการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบหนึ่ง เพราะเขาเคยให้สัมภาษณ์บ่อยครั้งว่าเขาเป็นเฟมินิสต์ และเชื่อว่าบทบาทในสังคมของผู้ชายและผู้หญิงควรมีความเท่าเทียมมากขึ้น
 
     ยังมีนักแสดงหนุ่มอีกคนที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ เพราะสไตล์การใช้เครื่องประดับจิวเวลรีของเขามีอิทธิพลต่อโลกแฟชั่นอย่างมาก นั่นคือ Timothée Chalamet ที่มักประดับเข็มกลัดไปร่วมงานพรมแดงเสมอตั้งแต่เริ่มมีชื่อเสียง และตลอด 3 ปีที่ผ่านมาเขาก็เพิ่มดีกรีความมั่นใจขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการสวมสร้อยคออัญมณีจากแบรนด์ดังที่ออกแบบมาเฉพาะ เพื่อโปรโมตภาพยนตร์ที่เขาร่วมแสดงเกือบทุกเรื่อง เช่น สร้อยคอกระดูกจาก Vivienne Westwood ถึง 2 ดีไซน์สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Bones & All ในปี 2022, สร้อยคอจิวเวลรีชั้นสูงจากคาร์เทียร์ที่ประดับด้วยอัญมณีสีลูกกวาดกว่า 1,000 เม็ด เพื่อโปรโมตภาพยนตร์เรื่อง Wonka หรือตัวละครวิลลี วองก้าที่เป็นเจ้าของโรงงานช็อกโกแลต ดีไซน์ของสร้อยคอเส้นนี้ยังถูกนำมาปรับใช้สำหรับจิวเวลรีที่เขาสวมไปร่วมงานพรมแดงรอบปฐมทัศน์ของภาพยนตร์เรื่อง DUNE 2 ปี 2024 ด้วย โดยเฉพาะวิธีสไตลิ่งของเขาน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้หนุ่มๆ สายแฟชั่นนำไปใช้กับการสวมเครื่องประดับชิ้นใหญ่ดีไซน์สะดุดตาได้ดี
 
     ปิดท้ายด้วยลุคจิวเวลรีของแฟชั่นนิสต้าหนุ่มจากฝั่งเอเชียที่ไม่น้อยหน้าใคร เขาคือ G-Dragon จากวงเคป๊อประดับตำนาน Bigbang ผู้ที่หลายคนคุ้นตากับการแต่งกายแปลกแหวกแนวของเขา ที่มักปรากฏตัวพร้อมแจ็กเกตของ Chanel จนเป็นภาพจำ และไอเท็มที่มักมาคู่กันคือสร้อยคอยาวทรงโซตัวร์จากทศวรรษ 1920 กับเข็มกลัดคริสตัลจากแบรนด์เดียวกัน จนทำให้วัยรุ่นหนุ่มไทยกล้าเปิดใจที่จะลองสวมจิวเวลรีจากคอลเล็กชั่นผู้หญิงมากขึ้นจนเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังมีนักแสดงชาวไทยหลายคนที่ได้มาทำงานใกล้ชิดกับแบรนด์จิวเวลรีระดับโลก เช่น อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นแบรนด์แอมแบสซาเดอร์ของ Piaget, มิว-ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์ ในฐานะ Friend of the Brand ของ Fred Jewelry ส่วนเมื่อปีที่ผ่านมาก็มี มาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง ในฐานะ Friend of the Brand ของ Bulgari,  วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร กับการเป็นHouse Ambassador ของ Tiffany & Co. เป็นต้น
 
     นี่อาจเป็นสัญญาณว่า ต่อแต่นี้ไปเทรนด์การสวมเครื่องประดับของผู้ชายจะกลับมายึดครองพื้นที่ในโลกแฟชั่นเหมือนเมื่อในอดีต ดังนั้นหนุ่มๆ ทั้งหลายจงเตรียมค้นหาแรงบันดาลใจจากจิวเวลรีที่เราคัดมา เพื่อเป็นตัวเลือกสำหรับสวมตามสไตล์และรสนิยมของตัวเองได้เลย

 

(สามารถอ่านเรื่อง เจาะลึกเรื่องราวของ François Junod ผู้อยู่เบื้องหลังออโตเมตอน Van Cleef & Arpels อันน่าทึ่งตลอดทุกปี ได้ที่นี่)