เรื่อง: ธนภพ ณ ตะกั่วทุ่ง
ปรากฏการณ์ร้อนแรงที่สุดอย่างหนึ่งในโลกแฟชั่น ณ เวลานี้ คือการที่บรรดาหนุ่มๆ ในอุตสาหกรรมบันเทิงไม่ว่านักแสดงหรือนักร้อง ได้ไปปรากฏตัวบนพรมแดงงานประกาศรางวัลประจำปีต่างๆ ในลุคที่โดดเด่นทั้งเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ ซึ่งไม่ได้มีเพียงนาฬิกาข้อมือหรือเข็มกลัดมาดแมนเท่านั้น แต่เป็นเครื่องประดับเพชรพลอยจิวเวลรีหรูหราดีไซน์วิจิตรตระการตาหลากหลายรูปแบบที่หลายคนเคยมองว่าเป็นไอเท็มเฉพาะสำหรับผู้หญิง
ภาพที่ปรากฏในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติทางสังคมเกี่ยวกับเพศและแฟชั่นว่าเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ปัจจัยหนึ่งอาจมาจากอิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่ทำให้ผู้คนสามารถรับรู้และเข้าถึงข้อมูลจากหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ส่งผลให้เกิดการซึมซับแนวคิดเรื่องการแต่งกายที่ไม่ยึดติดกรอบธรรมเนียมแบบเดิมๆ เช่นที่เคยเป็นมา นอกจากนี้การตื่นตัวของสังคมที่มีการขับเคลื่อนเกี่ยวกับการแสดงออกถึงตัวตนผ่านแฟชั่น ทำให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีช่องทางสื่อสารเป็นของตัวเอง สามารถใช้แฟชั่นเป็นเครื่องมือถ่ายทอดบุคลิก ความเชื่อ และความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาต่อสาธารณชนได้อย่างอิสระด้วยความมั่นใจ จึงไม่แปลกที่เราจะได้เห็นผู้ชายกับเครื่องประดับในสไตล์หลากหลายทั้งบนเวทีสากลและในชีวิตประจำวันมากขึ้น

In the Western World
เริ่มต้นด้วยเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เมื่อกว่า 200 ปีก่อน เรื่องราวของมงกุฎลอเรล (Laurel of Wreath) ที่จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 สวมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ มหาวิหารโนเตรอดาม เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 1804 เป็นมงกุฎทองคำแกะสลักรูปใบลอเรลจำนวน 56 ชิ้น พร้อมผลเบอร์รี่ทรงกลมอีก 42 เม็ด แม้ปัจจุบันได้ถูกนำไปหลอมทำลายคงเหลือเพียงใบไม้ทองคำใบเดียว ทว่าความงดงามของเครื่องประดับชิ้นนี้ยังมีจารึกอยู่ในภาพวาดและเหรียญโบราณที่ถูกขุดค้นพบบ่อยครั้งให้คนรุ่นหลังมีโอกาสได้ชื่นชม หลังทำพิธีสวมมงกุฎให้ตัวเองแล้ว จักรพรรดินโปเลียนได้มอบหมายให้ Marie-Étienne Nitot ช่างทองซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ Chaumet ตั้งแต่ ค.ศ. 1780 ทำรัดเกล้าดีไซน์คล้ายกับมงกุฎดังกล่าวที่เขาเป็นผู้ออกแบบ เพื่อมอบแด่สตรีผู้เป็นสุดที่รักของพระองค์คือพระนางฌอเซฟีน นอกจากนี้ มารี-เอเตียน นีโตยังสร้างสรรค์เครื่องประดับชิ้นพิเศษ ได้แก่ จิวเวลรีรูปผึ้งที่เป็นสัญลักษณ์ของจักรพรรดินโปเลียน และจิวเวลรีรูปทรงหยดน้ำที่สื่อถึงพระนางฌอเซฟีน ซึ่งภายหลังถูกนำมาต่อยอดเป็นไฟน์จิวเวลรีของโชเมต์ชื่อคอลเล็กชั่น Bee de Chaumet และ Joséphine ที่ครองใจสาวๆ ทั่วโลกและได้รับความนิยมมาถึงปัจจุบัน
มารี-เอเตียน นีโตไม่เพียงเป็นผู้ออกแบบมงกุฎลอเรล เขายังนำเพชรระดับตำนานที่เรียกว่า Regent Diamond ขนาด 140.64 กะรัต มาประดับบนดาบ Coronation Sword ที่ใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของจักรพรรดินโปเลียนอีกด้วย โดยดาบเล่มนี้ฝังเพชรบริลเลียนต์คัตไว้จำนวน 42 เม็ด รวมเป็นน้ำหนักกว่า 254 กะรัต ความหลงใหลในจิวเวลรีของจักรพรรดินโปเลียนนับเป็นแรงเสริมสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของยุโรปช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 และด้วยแรงสนับสนุนอย่างเต็มที่จากราชสำนักจึงช่วยผลักดันอุตสาหกรรมเครื่องประดับให้ก้าวขึ้นสู่อันดับต้นๆ ของโลกจนถึงทุกวันนี้
ขยับมาที่ดินแดนใกล้กันอย่างประเทศอังกฤษ พบว่าการสวมเครื่องประดับอัญมณีเป็นที่นิยมในหมู่ราชวงศ์ฝ่ายชายมากกว่าฝ่ายหญิง สังเกตได้จากภาพวาดเหล่าขุนนางชั้นสูงและกษัตริย์ของอังกฤษช่วงประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 16 ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เช่น ภาพของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 มักมีสร้อยทองประดับทับทิมสีแดงขนาดใหญ่ปรากฏอยู่บนฉลองพระองค์เสมอ และเมื่อไม่นานมานี้ในปี 2019 ก็มีการขุดพบสร้อยคอทองคำพร้อมจี้รูปหัวใจประดับลวดลายดอกไม้สีแดงสลักตัวอักษร “toujours” ที่มีความหมายว่า “ตลอดไป” ซึ่งเป็นเครื่องประดับที่พระเจ้าเฮนรีที่ 8 ทรงสั่งทำเพื่อแสดงความรักต่อพระมเหสีองค์แรกคือพระนางแคเทอรีนแห่งอารากอน นอกจากนี้ยังมีภาพวาดที่มีชื่อเสียงของจอร์จ วิลเลียร์ส ดุ๊กที่ 1 แห่งบักกิงแฮม สวมสร้อยคอมุกสีขาวหลายเส้นแมตช์กับคอปกผ้าลูกไม้สุดประณีต ที่มีส่วนทำให้คนชั้นสูงในยุคนั้นต้องมีเครื่องประดับไข่มุกไว้ในครอบครอง เมื่อพิจารณาดูเครื่องประดับของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 จะเห็นว่าได้แรงบันดาลใจมาจากภาพฝาผนังสมัยไบแซนไทน์ ส่วนเครื่องประดับมุกของดุ๊กที่ 1 แห่งบักกิงแฮมนั้นได้รับอิทธิพลมาจากเครื่องประดับของผู้ชายชาวอินเดียในยุคเดียวกัน และไข่มุกเหล่านี้ก็มาจากเรือการค้าที่เดินทางมาจากมหาสมุทรอินเดียนั่นเอง

In the Eastern World
หากลองเจาะลึกลงไปค้นเกี่ยวกับความเป็นมาของอุตสาหกรรมจิวเวลรีชั้นสูง จะพบว่าผลงานนับไม่ถ้วนของแบรนด์ระดับโลกจากทวีปยุโรปนั้น ล้วนได้แรงบันดาลใจมาจากดีไซน์และวัฒนธรรมการสวมเครื่องประดับอัญมณีของผู้ชายในประเทศอินเดียช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะเครื่องประดับอันลือเลื่องของเหล่ามหาราชาจากหลายแคว้น ตัวอย่างเช่นจิวเวลรีชั้นสูงคอลเล็กชั่น Tutti Frutti ของ Cartier ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากอินเดีย สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของ Jacques Cartier กับลูกค้าคนสำคัญมากหน้าหลายตาที่เขาได้รู้จักสนิทสนมเมื่อครั้งเดินทางไปยังประเทศอินเดียในช่วงปี 1911 เพื่อร่วมงาน Delhi Durbar พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าจอร์จที่ 5 ในฐานะจักรพรรดิแห่งอินเดีย ผลงานไฮไลต์ในคอลเล็กชั่นนี้ก็คือสร้อยคอ “Hindu” ที่สาวสังคมชั้นสูง Daisy Fellowes สั่งทำพิเศษเมื่อปี 1935 มีต้นแบบจากสร้อยคอของมหาราชาแห่งปัฏนา ในช่วงเวลานั้นการเจียระไนจิวเวลรีแบบ Mughal cut ได้รับความนิยมขึ้นมากในแถบทวีปยุโรป จวบจนปัจจุบันคาร์เทียร์ยังคงสร้างสรรค์ผลงานจากคอลเล็กชั่น Tutti Frutti อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังตั้งชื่อที่แสดงความเคารพถึงแหล่งที่มาของดีไซน์อยู่เสมอ

The Golden Age
ข้ามมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เวลานั้นอุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ส่งผลให้เหล่านักแสดงหญิงในช่วงทศวรรษ 1950-1960 กลายเป็นผู้นำแฟชั่นการสวมจิวเวลรีชั้นสูง ต่อมาแฟชั่นการสวมจิวเวลรีที่สะท้อนถึงความสำเร็จและความมั่งคั่งของอุตสาหกรรมบันเทิงก็เริ่มแผ่อิทธิพลเข้าไปในหมู่ศิลปินนักร้องนักดนตรีชายในทศวรรษ 1970 เช่น ราชาแห่งร็อกแอนด์โรล Elvis Presley ที่มักนำคริสตัลหลากสีสันมาประดับชุดที่เขาสวมขึ้นแสดง แล้วยังมีสร้อยคอและแหวนทองคำฝังเพชรเม็ดโตอันโด่งดัง ซึ่งสลักชื่อวงดนตรีของเขา TCB อันย่อมาจาก Taking Care of Business

The Modern Days
หลังจากย้อนไปดูประวัติศาสตร์การใช้เครื่องประดับอัญมณีตกแต่งร่างกายในหลายยุคหลายวัฒนธรรม ปัจจุบันเราพบว่าการสวมเครื่องประดับจิวเวลรีของเหล่าคนดังในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ต่างไปจากเดิมสักเท่าไร เพราะมีศิลปินและนักแสดงหลายคนกำลังนำเทรนด์เหล่านั้นกลับมา อย่างศิลปินมากความสามารถ Pharrell Williams ที่มักสวมจิวเวลรีแบบคิวบันลิงก์ตั้งแต่ตอนอยู่ในวง The Neptunes และ N.E.R.D แล้วเมื่อก้าวเข้ามาสู่โลกแฟชั่นในฐานะครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของ Louis Vuitton ฝั่งผู้ชายอย่างเต็มตัว เขาก็ได้สานต่อความชื่นชอบเครื่องประดับจากยุคเรอแนซ็องส์แบบถึงเครื่อง ด้วยการนำไข่มุกและทับทิมมาเป็นองค์ประกอบหลักของดีไซน์บนรันเวย์ของหลุยส์ วิตตอง คอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิประจำปี 2024 นอกจากนี้ฟาร์เรลล์ยังได้จับมือร่วมกับ Tiffany & Co. สร้างสรรค์คอลเล็กชั่นจิวเวลรีสำหรับผู้ชายอีกด้วย โดยใช้ชื่อว่า Tiffany Titan เป็นงานดีไซน์หมุดหนามที่รังสรรค์ด้วยทองคำเหลือง แพลทินัมสีดำ และไข่มุกสีดำ สะท้อนให้เห็นถึงสไตล์แฟชั่นและวัฒนธรรมแบบแอฟริกัน-อเมริกันที่ผสานกันอย่างกลมกลืน
.webp)
Tiffany & Co. เปิดตัว 'Tiffany Ginza' แฟล็กชิปสโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ณ กรุงโตเกียว

THAI PRIDE พูดคุยกับ 2 เจ้าของแบรนด์จิวเวลรีไทยรุ่นใหม่ ปลุกกระแสวงการเครื่องประดับไทยอีกครั้ง!

Jonathan Bailey พานาฬิกา OMEGA รุ่นไอคอนิกลุยทั้งในจอและนอกจอ Jurassic World Rebirth

ถอดลุค 'ตุ้มหูเพชรเปลือกหอย' จิวเวลรีจากแบรนด์ DOSIS G6C ที่ลิซ่าใส่ในเอ็มวีเพลง ‘JUMP’

