หากคุณเป็นสายหนังเขย่าขวัญก็คงจะไม่พลาดตามดูกันทุกประเภททุกรูปแบบ และพอจะสังเกตได้เหมือนกันว่ามันมีการพัฒนาและวิวัฒน์ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยของบริบทสังคมโลก และความสร้างสรรค์ของผู้ประพันธ์ โดยที่โลกของหนังสยองขวัญในแวดวงฮอลลีวู้ดมันก็ไม่ได้มีสูตรตายตัวขนาดนั้น แต่มันมีวิวัฒนาการที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แม้จะไม่ร้อยเปอร์เซนต์ตามแพทเทิร์นที่เรากำลังจะหยิบมาเล่า (เพราะบางเรื่องก็มาก่อนกาลจริงๆ อย่าง “The Shining (1980)” ที่พล็อตหนังทำเอาทุกคนยังงงงวยว่าสรุปตัวละครพ่อเป็นบ้าเพราะความกดดันในชีวิต หรือมันมีผีสิงในโรงแรมกันแน่) แต่เราคิดว่าโดยภาพรวมแล้วเราจะขอแบ่งตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทำให้บริบทการเล่าเรื่องต้องเปลี่ยนแปลงโดยสามารถแบ่งพิจารณาได้ตามนี้
The Slasher
เริ่มด้วยยุคแรกๆ ของวงการหนังสยองขวัญ ตัวพล็อตจะเน้นไปที่คนร้ายที่เป็นมนุษย์จริงๆ แต่มีความบิดเบี้ยวหรือมีปัญหาในทางอารมณ์และการกระทำ แบบกลุ่มคนที่มีอาการวิกลจริตประเภทหนึ่ง และโปรดักชั่นของหนังก็จะไม่ได้เน้นเทคนิคอะไรมาก แต่จะเล่นกับการสู้ให้เห็นจังๆ ซึ่งๆ หน้า เน้นเสียงกรีดร้องโหยหวน บรรยากาศดิบๆ และใช้ความเป็นไอคอนิกของตัวละครเป็นตัวขายเหมือนไอ้เจ้าตัวร้าย “Leatherface” หน้ากากหนังมนุษย์จากหนังเรื่อง “The Texas Chain Saw Massacre (1974)” ที่ถือเลื่อยยนต์ใช้ล่าและทำร้ายเหยื่อ โดยเรื่องนี้ยังเป็นต้นแบบการเกิดหนัง Slasher Film ในเวลาต่อมา
โดยหนังเรื่องนั้นคือ “Halloween (1978)” กับซาวด์แทร็กที่กลายมาเป็นที่สุดไอคอนิกในวงการสยองขวัญ เรื่องราวของไอหนุ่มโรคจิตที่คลุ้มคลั่งภายใต้หน้ากากที่ชื่อว่า “Michael Myer” กับมีดทำครัว พร้อมเพิ่มสูตรสำเร็จอีกหนึ่งเรื่องคือการที่ตัวร้ายชอบไล่ตามล่ากลุ่มเด็กวัยรุ่น และจะเหลือเหยื่อสาวบริสุทธิ์เอาไว้เป็นคนสุดท้าย Final Girl ผู้สร้างเสียงกรีดร้องโหยหวน จนต้องส่งไม้ต่อไปที่หนัง “Scream (1996)” ตัวร้ายในหน้ากาก “Ghostface” ที่ดูเป็นคนธรรมดาๆ แต่กลับแฝงความไม่ปกติทางจิตอยู่ลึกๆ เพราะชื่นชอบการข่มขู่และเห็นการฆ่าเป็นเรื่องสนุก หนังเรื่องนี้เริ่มแหวกแนวและมีความทันสมัยที่มากขึ้น เพราะตัวเอกก็เริ่มรู้ทันผู้ร้าย และมีการสู้หรือสืบสวนกลับแบบไม่เกรงกลัวอีกด้วย
The Demon and the Ghost
ในยุคต่อมาเป็นแนวสายสยองขวัญเหนือธรรมชาติ ที่เน้นเรื่องของปีศาจและการต่อสู้กับความเชื่อของพระเจ้า โดยสอดแทรกการสู้กลับอย่างการสอบสวนหรือมีคนกลางที่เข้ามาเพื่อพยายามช่วยเสาะหาความจริง ซึ่งโปรดักชั่นของหนังเองจะเริ่มเข้าสู่การใช้พวกเอฟเฟกต์เข้ามาทำงาน เพราะจะใช้เรื่องของพลังเหนือธรรมชาติเข้ามาขาย โดยเน้นที่การเล่นแสงเงา ความมืด ความทึมมึนของฉาก และเน้นจังหวะการปรากฏตัวของปีศาจที่คาดเดาได้ยาก จึงเป็นการเล่นกับอารมณ์ของคนดูได้เป็นอย่างดี เช่นเรื่องดังอย่าง “Insidious (2010)” เองก็เป็นช่วงแรกๆ ของวงการที่หันมาจับเรื่องของปีศาจอย่างจริงจัง
ส่วนเรื่องต่อมาอย่าง “The Conjuring (2013)” ซึ่งถือเป็นยุคไพร์มของวงการหนังสยองขวัญ อาจเพราะการหยิบเอาเนื้อเรื่องจริงและตัวละครจริงมาทำเป็นหนัง คนดูถึงได้รู้สึกอินเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะการเกิดแผลบนร่างกาย โดนดึงผ้าห่มบ้าง โดนเหวี่ยงตัวลอยบ้าง ทำให้คนดูเริ่มเกิดความกลัวและหลอนไปตามๆ กัน ไม่เหมือนพวก The Slasher ที่ตามล่ากันให้เห็นชัดๆ หรือว่าจะเป็นหนังอีกเรื่องที่เป็นจักรวาลเดียวกันอย่าง “The Nun (2018)” เอง ก็เล่นเรื่องการต่อสู้กับปีศาจที่พยายามจะแทรกตัวเข้าสู่โลกมนุษย์ โดยเรื่องนี้ก็จะเน้นเอฟเฟกต์ไปที่ตัวของปีศาจอย่างชัดเจน
The Weird Cult
แต่พอก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลแบบเต็มตัว พวกนักชำแหละถือเลื่อยอันเป้งเดินตามถนนก็หมดไป ส่วนพวกเรื่องเหนือธรรมชาติบางสิ่งก็ถูกวิทยาศาสตร์เข้ามาตั้งคำถามมากขึ้น เลยเป็นส่วนหนึ่งที่หนังสยองขวัญเปลี่ยนการเล่าเรื่องไปเป็นพวกลัทธิแปลกๆ ที่เป็นเชิงจิตวิทยาความเชื่อของคนกลุ่มหนึ่งแทน โดยอาจมีเรื่องความรุนแรง เพศ หรือการปลิดชีวิตตัวเองเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างเรื่อง “Get Out (2017)” ที่ทำเอาคนดูนั่งลุ้นไม่ติดเก้าอี้และพยายามเอาใจช่วยตัวเอกให้หลุดพ้นจากการถูกสะกดจิตและการถูกสวมร่าง ที่เป็นความเชื่อแปลกๆ ของครอบครัวแฟนสาว
ต่อมาอีกปีคือเรื่อง “Hereditary (2018)” ที่ก็มีพิธีกรรมบูชาหัวหน้าหรือพระเจ้าในรูปแบบของพวกเขา เป็นลัทธิร่างทรงที่กระเดียดไปทางไสยศาสตร์ โดยโปรดักชั่นจะแสดงให้เห็นพวกพฤติกรรมแปลกๆ ชวนขนหัวลุกทั้งการเดาะลิ้น ใบหน้าบิดเบี้ยว หรือพลังแปลกๆ ที่ถูกปลุกขึ้น และอีกเรื่องที่คล้ายคลึงกันคือ “Midsommar (2019)” ลัทธิประหลาดที่ใช้จิตวิทยาล้างสมองคนโคตรเก่ง ซึ่งสุดท้ายก็นำไปสู่ความรุนแรงอย่างการถูกปลิดชีวิตและนำร่างกายไปเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม เราจึงได้เห็นแพทเทิร์นของหนังสยองขวัญประเภทนี้ที่สุดท้ายแล้วต้องมีการสังเวยชีวิตเกิดขึ้น เพื่อเป็นภาชนะหรือร่างทรงให้ปีศาจหรือความเชื่ออะไรก็ตาม

ย้อนดูหนังผี 7 เรื่องที่คัดมาแล้วว่าน่ากลัวจริง ถ่ายทอดความหลอนที่ยังชวนสะพรึงถึงทุกวันนี้




