Jacquemus Family

FASHION

VOGUE SCOOP | จากแม่สู่ย่า... สองผู้หญิงผู้เป็นแรงบันดาลใจ และจิตวิญญาณของ JACQUEMUS

เจาะลึกเรื่องราวเบื้องหลัง JACQUEMUS จากการสูญเสียแม่ผู้ให้กำเนิด สู่แรงบันดาลใจในสร้างแบรนด์หมื่นล้าน เคียงข้างความรักของคุณย่า

12 สิงหาคม 2569

 สรุป 5 ประเด็นสำคัญ JACQUEMUS

  1. 'Simon Porte Jacquemus' ก่อตั้งแบรนด์ JACQUEMUS ในปี 2009 ขณะอายุเพียง 19 ปี หลังจากการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของ 'Valérie Jacquemus' โดยตั้งชื่อแบรนด์ด้วยนามสกุลเดิมของคุณแม่ เพื่อเป็นการระลึกถึง
  2. 'Simon Porte Jacquemus' ทำงานเป็นพนักงานขายที่ร้าน Comme des Garçons ในกรุงปารีส เพื่อหาเงินทุนทำแบรนด์ของตัวเอง โดยได้รับแรงสนับสนุนจาก 'Rei Kawakubo' และ 'Adrian Joffe' ที่มองเห็นวิสัยทัศน์ของเขา
  3. แบรนด์ JACQUEMUS ได้แจ้งเกิดกระเป๋ารุ่น 'Le Chiquito' ในปี 2017 นำเทรนด์ Micro Bag พร้อมการจัดรันเวย์ในสถานที่เหนือจริงอย่าง ทุ่งลาเวนเดอร์และทุ่งข้าวสาลี ที่สร้างรายได้พุ่งทะลุ 280 ล้านยูโรในปี 2023
  4. หลังเติบโตอย่างหวือหวา แบรนด์ต้องเผชิญกับภาวะชะลอตัวของตลาดสินค้าลักชัวรี และกระแสไวรัลที่เริ่มแผ่วลง ทำให้ยอดขายลดลง 15-20% ในปี 2024 จนต้องปรับโครงสร้างการบริหาร และเปิดรับผู้ลงทุนร่วมรายใหม่ เพื่ออัดฉีดเงินทุนขยายสาขา
  5. ในเดือนมกราคม 2026 แบรนด์ประกาศแต่งตั้ง 'Liline Jacquemus' คุณย่าวัยเก๋า ผู้เติบโตในชนบททางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรกอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นการให้เกียรติสูงสุดแก่ผู้เป็นรากเหง้าของชีวิต

     เพื่อเป็นการต้อนรับวันแม่ ผู้เขียนขอพาผู้อ่านชาวโว้กย้อนเรื่องราวของ 'Simon Porte Jacquemus' ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์ JACQUEMUS ในฐานะเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง ที่ต้องการส่งต่อความรักถึง 'คุณแม่' ของเขา ก่อนจะครองใจเหล่าสายแฟทั่วโลก ด้วยความคิดสร้างสรรค์ และหัวใจที่บริสุทธิ์

     โดยเรื่องราวของ 'Simon Porte Jacquemus' เริ่มต้นขึ้นในทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เด็กหนุ่มผู้เติบโตมาในชนบทท่ามกลางธรรมชาติ สายลม แสงแดด และครอบครัวเกษตรกร ซีมองตัดสินใจย้ายเข้าสู่กรุงปารีส เมืองหลวงแห่งแฟชั่นในวัยเพียง 18 ปี เพื่อเข้าเรียนด้านแฟชั่นที่ École Supérieure des Arts et Techniques de la Mode (ESMOD)

     แต่หลังจากย้ายมากรุงปารีสได้เพียง 1 เดือน เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อ 'Valérie Jacquemus' คุณแม่ผู้เป็นทุกลมหายใจ และแสงสว่างในชีวิตของเขา ได้เสียชีวิตอย่างกะทันหันจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้ความสูญเสียในวัย 19 ปี ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต 'Simon Porte Jacquemus' ตัดสินใจลาออกจากสถาบันแฟชั่นทันที และในขณะที่หัวใจแตกสลาย เขาก็ได้รวบรวมความกล้าและความเข้มแข็งขึ้นมาอีกครั้ง ในการก้าวข้ามความทุกข์โศกและการสูญเสีย ด้วยการก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นของตัวเองในปี 2009 อย่าง 'JACQUEMUS' ซึ่งเป็นนามสกุลเดิมของ 'Valérie Jacquemus' เพื่อให้ชื่อและความทรงจำของคุณแม่ ยังคงโลดแล่นอยู่ในโลกใบนี้ตลอดไป

จากพนักงานขายร้าน Comme des Garçons สู่ดีไซเนอร์รุ่นใหม่

     เส้นทางในกรุงปารีสของ 'Simon Porte Jacquemus' ก็ไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ เพื่อนำเงินมาจุนเจือและบริหารแบรนด์ของตัวเอง ในปี 2011 ซิมงได้เข้าทำงานเป็นพนักงานขายที่ร้าน Comme des Garçons บนถนน Rue du Faubourg Saint-Honoré ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศษ เขาใช้เวลานอกเหนือจากงานประจำในการสร้างสรรค์ และพัฒนาคอลเล็กชั่นของตัวเองอย่างไม่ลดละ ซึ่งจากที่นั่นเองความมุ่งมั่น และวิสัยทัศน์ที่เด่นชัดของเขา ได้ไปสะดุดตา 'Adrian Joffe' สามีของ 'Rei Kawakubo' ผู้ก่อตั้ง Comme des Garçons ซึ่ง 'Adrian Joffe' จดจำผลงานของซิมงได้ ตั้งแต่ตอนที่เขานำผลงานไปโชว์ในโชว์รูมที่กรุงโตเกียว โดย 'Adrian Joffe' เคยได้กล่าวถึงซิมงนี้ไว้ว่า

 

"ผมสัมผัสได้ถึงความสดใหม่ ความเป็นตัวของตัวเอง และที่สำคัญที่สุดคือ วิสัยทัศน์ที่แข็งแกร่ง ผมไม่เคยเจอใครที่มีความตั้งใจ มีความถ่อมตน และมีความชัดเจน ในสิ่งที่ตัวเองต้องการทำ และต้องการบรรลุเป้าหมายนั้นเท่ากับเขามาก่อน" - Adrian Joffe


     ซึ่งการสนับสนุนจาก 'Rei Kawakubo' และ 'Adrian Joffe' ได้ช่วยให้ซิมงมีรายได้ที่เพียงพอ สำหรับการจัดแฟชั่นโชว์ในปารีสแฟชั่นวีก อีกทั้งประสบการณ์การทำงานที่ Comme des Garçons ยังเป็นหนึ่งในพื้นที่บ่มเพาะความรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ทั้งในเรื่องของงานดีไซน์ การตัดเย็บ และการวางกลยุทธ์ในการตลาด ที่พลิกฟื้นชีวิตของเขาให้ก้าวขึ้นสู่ความฝันขึ้นไปอีกขั้น

ยุครุ่งเรืองของ JACQUEMUS

     หลังจากฝ่าฟันในฐานะดีไซเนอร์รุ่นใหม่ JACQUEMUS ได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นแบรนด์ดาวรุ่งพุ่งแรง จากการได้รับการคัดเลือกเป็นผู้ท้าชิง LVMH Prize ในปี 2014 และคว้าชัยชนะในรางวัล LVMH Special Jury Prize ในปี 2015 พร้อมสร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในปี 2017 เมื่อแบรนด์เปิดตัวกระเป๋าใบจิ๋ว 'Le Chiquito' ที่เป็นการจุดประกายเทรนด์ Micro Bag ขึ้นมาอีกครั้ง ส่งผลให้ยอดขายพุ่งทะยานอย่างมหาศาล ตามด้วยการขยายไลน์เสื้อผ้าสุภาพบุรุษในปี 2018 ต่อมาในปี 2019 แบรนด์ได้จัดโชว์ฉลองครบรอบ 10 ปี 'Le Coup de Soleil' คอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2020 ท่ามกลางฉากหลังของทุ่งดอกลาเวนเดอร์สีม่วงสุดลูกหูลูกตาในโพรวองซ์ พร้อมรันเวย์สีชมพูยาวเหยียด ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในแฟชั่นโชว์ ที่สร้างอิมแพกต์บนโลกออนไลน์มากที่สุดในประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน

     โดย 'Simon Porte Jacquemus' ไม่ได้พึ่งพาสื่อแฟชั่นเหมือนเมซงเก่าแก่ในกรุงปารีส แต่เลือกใช้โซเชียลมีเดียของตัวเอง เป็นอาวุธหลักในการสื่อสาร อาจพูดได้ว่าเขาเป็นผู้บุกเบิกแนวคิดแคมเปญโฆษณาแบบ CGI และ Surrealist Marketing อย่างการปล่อยคลิปวิดีโอกระเป๋ารุ่น Le Chiquito ขนาดยักษ์ วิ่งเป็นรถบัสบนท้องถนนในกรุงปารีส รวมถึงการเนรมิตป็อปอัปสโตร์ที่เหนือจินตนาการอย่าง ร้านตู้กดกระเป๋าอัตโนมัติ 24 ชั่วโมง และป๊อปอัพสโตร์รูปทรงห้องน้ำยักษ์สีฟ้า ยิ่งไปกว่านั้นแบรนด์ยังวางตำแหน่งตัวเองในฐานะ Accessible Luxury ที่มีราคาจับต้องได้ พร้อมผสมผสานความขี้เล่น และภาพลักษณ์ที่สดใส ทำให้สามารถครองใจคนรุ่นใหม่ได้อย่างรวดเร็ว 

     ตลอดจนการได้รับการสนับสนุนจากไอคอนแฟชั่นระดับโลกไม่ว่าจะเป็น 'Kendall Jenner', 'Gigi Hadid', 'Kim Kardashian', 'Rihanna' รวมถึง 'Jennie' ที่เคยร่วมเดินแบบฟินาเล่ปิดโชว์คอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2024 'La Casa' ณ Casa Malaparte บนเกาะคาปรี ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้เป็นแรงส่งให้ JACQUEMUS ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด ด้วยการเปิดแฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกบนถนน 58 Avenue Montaigne ในกรุงปารีส เมื่อปี 2022 จนสามารถสร้างรายได้พุ่งทะลุ 280 ล้านยูโร หรือประมาณ 10,000 ล้านบาทในปี 2023

ช่วงขาลงของ JACQUEMUS

     แม้จะประสบความสำเร็จอย่างท้วมท้วน แต่ JACQUEMUS ก็ต้องเผชิญกับบททดสอบ และวิกฤษทางธุรกิจ ตามวัฏจักรของอุตสาหกรรมแฟชั่นยุคใหม่เช่นกัน หลังจากตลาดสินค้าลักชัวรีทั่วโลก เริ่มชะลอตัวในปี 2024 ประกอบกับกระแสความนิยมกระเป๋าใบจิ๋วที่เริ่มทรงตัว บวกกับรายงานยอดขายของ JACQUEMUS ที่ลดลงราว 15% ถึง 20% ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายในการแตะ 500 ล้านยูโรภายในปี 2025 ขณะเดียวกันก็มีเสียงวิจารณ์บางส่วน ที่ตั้งคำถามถึงภาวะถดถอยจากกระแสไวรัลว่า แบรนด์มุ่งเน้นกิมมิกบนโซเชียลมีเดีย มากกว่าการพัฒนานวัตกรรมเนื้อผ้า และงานคัตติ้งดีไซน์ ทำให้ผู้บริโภคกลุ่ม Quiet Luxury หันไปหาสินค้าคลาสสิกเหนือกาลเวลามากขึ้น นอกจากนี้แบรนด์ยังประสบปัญหาการบริหารงานภายใน จากการลาออกอย่างกะทันหันของ CEO 'Bastien Daguzan' ในช่วงปลายปี 2023 ส่งผลให้ซิมงต้องเข้ามากุมบังเหียนด้านธุรกิจเองชั่วคราว ท่ามกลางภาระการขยายหน้าร้าน และระบบซัพพลายเชนทั่วโลก จากเดิมที่เขาเคยยึดมั่นกับการเป็นแบรนด์อิสระ 100% และปฏิเสธกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่มาโดยตลอด แต่ด้วยสเกลธุรกิจที่ใหญ่เกินกำลังการบริหารคนเดียว ทำให้ JACQUEMUS จำเป็นต้องแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อเฟ้นหาผู้ลงทุนร่วมรายใหม่อย่าง กองทุน Style Capital เพื่ออัดฉีดเงินทุนสำหรับการขยายสาขาในสหรัฐฯ และเอเชียต่อไป

'LILINE JACQUEMUS' ผู้เป็นจิตวิญญาณแห่ง JACQUEMUS

     ถ้าคุณแม่ 'Valérie Jacquemus' คือจุดเริ่มต้น และดวงดาวที่นำทาง คุณย่า 'Liline Jacquemus' ก็คือเสาหลักมั่นคง ที่โอบอุ้มชีวิตและหล่อหลอมตัวตนของ 'Simon Porte Jacquemus' มาโดยตลอด โดยล่าสุดในปี 2026 JACQUEMUS ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ และสร้างความประทับใจให้แก่คนในวงการแฟชั่น ด้วยการเปิดตัว 'Liline Jacquemus' คุณย่าของเขาเอง ผู้ซึ่งเคยถ่ายแบบให้แบรนด์มาแล้วในปี 2020 ขึ้นเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรกอย่างเป็นทางการของเมซง

     โดย 'Liline Jacquemus' เกิดในปี 1946 และเติบโตใน Alleins หมู่บ้านเล็กๆ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เธอถูกเลี้ยงดูโดยคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวชาวอิตาลี ท่ามกลางครอบครัวเกษตรกร ทำให้ชีวิตของเธอถูกโอบล้อมด้วยธรรมชาติ ความเรียบง่าย แสงแดดที่อบอุ่น และค่านิยมการดำเนินชีวิตที่แข็งแกร่ง ซึ่งคุณค่าเหล่านี้ได้ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น มาสู่ 'Valérie Jacquemus' และส่งต่อมายัง 'Simon Porte Jacquemus' ที่สำหรับซิมงแล้ว คุณย่าคือตัวแทนของผู้หญิงในแบบฉบับ JACQUEMUS ที่เขาวาดฝันไว้ และได้พาเธอร่วมพรมแดงในงาน Met Gala 2026 ซึ่งทั้งสองปรากฏตัวในชุดสูทสีขาว ที่ซิมงออกแบบเอง โดยซิมงถือช่อดอกไม้กระดาษในมือ ขณะที่คุณย่า Liline ถือกระเป๋าหูหิ้วรุ่นใหม่ The Valérie ประดับตัวล็อกรูปอัญมณี ซึ่งเป็นกระเป๋าที่ตั้งชื่อตามคุณแม่ผู้ล่วงลับของเขา นอกจากนี้ในโชว์ JACQUEMUS คอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026 'Le Palmier' เขายังได้รังสรรค์ทรงผมม้าสูงสะบัดไหวของเหล่านางแบบ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากทรงผมของ 'Mia' ลูกสาววัย 2 ขวบของเขาอีกด้วย

     ซึ่งความรักและความผูกพันในบ้าน JACQUEMUS ยังคงเด่นชัดเมื่อ 'Liline Jacquemus' ปรากฏตัวเคียงข้าง 'Marco Maestri' สามีของซิมงในโชว์เปิดตัวคอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2027 'Le Bonheur' ณ ประภาคาร Phare de la Pietra ในเกาะคอร์ซิกา เมือง L'Ile-Rousse ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเดือนมิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา ทำให้เราได้เห็นถึงภาพการรวมตัวของสมาชิกครอบครัว และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของบ้าน JACQUEMUS ที่ไม่เคยแยกขาดจากรากเหง้าเลยแม้แต่ก้าวเดียว

ความรัก ความเท่าเทียม และบทใหม่ของครอบครัว JACQUEMUS

     นอกจากโลกของแฟชั่นที่สร้างร่วมกับคุณแม่ และคุณย่าแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่เติมเต็มชีวิตของ 'Simon Porte Jacquemus' คือความรักและการสร้างครอบครัว ร่วมกับสามี 'Marco Maestri' โดยทั้งคู่เริ่มต้นคบหากันในปี 2018 หลังจากซิมงได้ร่วมงานกับน้องชายของมาร์โก 'Yoann Maestri' นักรักบี้ทีมชาติฝรั่งเศส แต่การเป็นคู่รัก LGBTQ+ ก็ไม่ได้ราบรื่นมากนัก ทั้งคู่ต้องเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ และอคติทางสังคมอยู่บ่อยครั้ง อย่างในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ปี 2022 เมื่อซีมองโพสต์ภาพจูบกับสามีบนอินสตาแกรมอย่างเป็นทางการของแบรนด์ จนเกิดกระแสต่อต้าน และการเลิกติดตามจากผู้ใช้บางกลุ่ม 

     หลังจากฟันฝ่ามรสุม และดราม่าร่วมกัน ทั้งคู่เข้าพิธีวิวาห์สุดโรแมนติกในเดือนสิงหาคม 2022 ณ เมือง Charleval ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ท่ามกลางบรรยากาศแสนอบอุ่นที่มีคุณย่า 'Liline Jacquemus' และเหล่าคนดังในวงการแฟชั่นมาร่วมเป็นสักขีพยาน และก้าวสำคัญที่สุดในชีวิตก็เกิดขึ้น เมื่อทั้งสองได้ต้อนรับลูกแฝดชายหญิง 'Mia' และ 'Sun' สมาชิกใหม่ของครอบครัวที่เกิดจากการอุ้มบุญ โดยซิมงได้โพสต์ภาพมือน้อยๆ ของลูกแฝดพร้อมข้อความซาบซึ้งว่า "Welcome to the world, my loves. We love you so much. Our dream came true with you." ที่เข้ามาเติมเต็มหัวใจของซิมหลังจากความสูญเสียในวัยเยาว์ ควบคู่กับการเป็นกระบอกเสียงสำคัญ ที่สะท้อนว่าครอบครัว LGBTQ+ ก็สามารถส่งต่อความรัก และความอบอุ่นที่สมบูรณ์ได้ ไม่ต่างจากครอบครัวทั่วไปในสังคม

JACQUEMUS เกี่ยวกับเรื่องราวของ 'แม่' และครอบครัวอย่างไร

     หากถามว่าทำไมผู้เขียนถึงเลือกหยิบยกแบรนด์ JACQUEMUS มาพูดถึงในวันแม่ เพราะเรื่องราวของ 'Simon Porte Jacquemus' นั้นเป็นเครื่องการเตือนใจให้เราเห็นถึงพลังที่ยิ่งใหญ่ของ 'ความรักของผู้เป็นแม่' ความรักที่ไม่เคยจางหายไปตามกาลเวลา ไม่ว่าเธอผู้นั้นจะยังคงอยู่เคียงข้าง หรือเดินทางลับล่วงไปแล้วก็ตาม แต่ทุกรอยยิ้ม คำสอน และอ้อมกอดเหล่านั้นจะยังคงประทับอยู่ในหัวใจ และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนชีวิตเราเสมอ ขณะเดียวกันภาพของคุณย่า 'Liline Jacquemus' ในฐานะผู้ที่โอบอุ้มเลี้ยงดูซิมง ยังสะท้อนให้เห็นว่านิยามของคำว่าแม้ 'แม่' นั้นกว้างใหญ่เกินกว่าเงื่อนไขทางสายเลือด เพราะผู้หญิงทุกคนที่โอบอุ้ม มอบความรัก และเฝ้ามองเราเติบโตมาด้วยหัวใจบริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นคุณย่า คุณยาย หรือผู้ปกครองต่างก็นับเป็นแม่ ผู้มีสัญชาตญาณ ความรัก ความเข้าใจ ที่เป็นรากฐานสำคัญ และเป็นแรงบันดาลใจที่ล้ำค่า ในการสร้างสรรค์สิ่งสวยงามให้เกิดขึ้น ก่อนที่เราจะส่งต่อความรักเหล่านั้นออกไปบนโลกใบนี้ เช่นเดียวกับ JACQUEMUS ที่ยังคงมีคุณแม่ 'Valérie Jacquemus' และ คุณย่า 'Liline Jacquemus' เป็นเข็มทิศนำทางหัวใจเสมอมา...

     ตามไปอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ JACQUEMUS ได้ที่ (เปิดบทสัมภาษณ์ 'Simon Porte Jacquemus' ผู้วิ่งตามความฝัน และใช้ชีวิตกับครอบครัวแสนอบอุ่นในฝรั่งเศส)

ภาพ : Courtesy of JACQUEMUS / Instagram @simon_porte_jacquemus