Vogue Thailand

FASHION

Hermès เติบโตสวนวิกฤตโลก ทะลุ 4.1 พันล้านยูโร แม้พิษค่าเงินฉุดรายได้!

สำรวจกลยุทธ์ของ Hermès หลังประกาศรายได้ไตรมาสแรก ประจำปี 2026 ที่เติบโตสวนกระแสโลกถึง 6% จากความสำเร็จของกลุ่มเครื่องหนัง และการรุกตลาดทั่วโลก

17 เมษายน 2569

     ท่ามกลางบริบทโลกที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ทั้งปัญหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ และความผันผวนของค่าเงินที่ฉุดรั้งหลายอุตสาหกรรม แต่สำหรับ Hermès กลับประกาศถึงความสำเร็จครั้งใหม่ ในรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2026 ด้วยรายได้รวมสะพัดถึง 4.1 พันล้านยูโร (ประมาณ 1.55 แสนล้านบาท) ซึ่งเป็นการเติบโตคงที่ถึง 6% แม้ว่าหากคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันจะมียอดลดลงเล็กน้อย (-1%) เนื่องจากการแข็งค่าของสกุลเงินยูโร ที่ส่งผลกระทบกว่า 290 ล้านยูโร แต่ตัวเลขเหล่านี้ได้ยืนยันแล้วว่า "ความต้องการในแบรนด์"  ไม่เคยลดน้อยลงเลย

     ตามที่ 'Axel Dumas' ประธานบริหารของ Hermès ได้กล่าวว่า "ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ตึงเครียด Hermès ยังคงเดินหน้าตามแนวทางของตัวเองอย่างมั่นคง โดยยึดถือหัวใจสำคัญอย่าง ความคิดสร้างสรรค์ที่ล้นเหลือ คุณภาพขั้นสูง และความภักดีของลูกค้า ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญ ที่ทำให้โมเดลธุรกิจของเราแตกต่าง และแข็งแกร่งกว่าที่เคย"

     ความสำเร็จของ Hermès ในไตรมาสนี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่ที่เดียว แต่มีการกระจายตัวของรายได้ ที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าทั่วโลก ตั้งแต่ อเมริกา (+17%) ภูมิภาคที่เติบโตที่สุด ด้วยแรงหนุนจากความต้องการที่สมดุลในทุกกลุ่มสินค้า ทั้งในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และอเมริกาใต้ ต่อด้วย ญี่ปุ่น (+10%) ที่ยังคงเป็นตลาดที่ทรงพลังอย่างต่อเนื่อง ด้วยฐานลูกค้าท้องถิ่นที่หนาแน่น และการรีโนเวทครั้งใหญ่ของสาขา Umeda Hankyu ในโอซาก้า เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตามด้วย ยุโรป (+10%) ที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญจากกำลังซื้อภายในภูมิภาค แม้จะไม่มีการกระตุ้นจากนักท่องเที่ยวมากนัก ต่อด้วย ฝรั่งเศษ (-3%) ซึ่งเป็นภูมิภาคเดียวที่ตัวเลขติดลบเล็กน้อย โดยสาเหตุหลักมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง โดยเฉพาะในเดือนมีนาคมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และ เอเชีย แปซิฟิก (+2%) ที่แม้ตัวเลขจะดูไม่หวือหวา แต่ตลาดสำคัญอย่างเกาหลีใต้ยังคงแข็งแรง ขณะที่เวียดนามก็ได้มีการขยายตัว จากการเปิดสาขาใหม่ในฮานอยเมื่อเดือนมกราคม 

     และหากถามว่าอะไรคือ 'พระเอก' ประจำไตรมาสนี้ จากข้อมูลได้ระบุชัดเจนว่า 'ทุกกลุ่มสินค้า' มีการขยายตัวที่น่าประทับใจ

 

  1. Leather Goods & Saddlery (+9%) กลุ่มเครื่องหนัง และอานม้ายังคงเป็นหัวใจหลัก โดยมีดาวเด่นคือ Faubourg Express กระเป๋าทรงยาวดีไซน์โมเดิร์น ที่สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ และการอัปเกรดตระกูล Herbag 20 ในขนาดที่กะทัดรัดยิ่งขึ้น นอกจากนี้แบรนด์ยังได้เปิดโรงงานเครื่องหนังแห่งที่ 25 ณ Loupes (Gironde) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตเพื่อรองรับ Waitlist ที่ยาวเหยียด 
  2. Ready-to-Wear & Accessories (+0.4%) แม้ตัวเลขดูคงที่คงวา แต่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จมาก โดยเฉพาะโชว์ผู้หญิงคอลเล็กชั่นฤดูใบไใม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026 ที่จัดขึ้น ณ Garde Républicaine และฝั่งเสื้อผ้าสุภาพบุรุษโดย 'Véronique Nichanian' ที่ได้ฝากฝังความประทับใจไว้ ณ กรุงโตเกียว
  3. Silk & Textiles (+8%) ผ้าพันคอ และงานสิ่งทอ ที่ยังคงเติบโตจากการดีไซน์ สอดรับกับธีมของแบรนด์ในปี 2026 อย่าง 'Venture Beyond' 

 

     ซึ่งสิ่งที่ทำให้ Hermès แตกต่างจากยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมลักชัวรี่รายอื่น คือโมเดลการบริหารที่ให้ความสำคัญกับ 'มนุษย์' เป็นหลัก โดยแบรนด์ได้ประกาศแจกจ่ายโบนัสพิเศษจำนวน 3,000 ยูโร (ประมาณ 1.1 แสนบาท) ให้แก่พนักงานกว่า 26,000 คนทั่วโลก เพื่อแบ่งปันผลกำไรจากความสำเร็จของปีที่ผ่านมา ในด้านความยั่งยืน Hermès ได้ใช้พลังงานหมุนเวียน สำหรับการดำเนินงานโดยตรงทั่วโลก และได้รับคะแนนเรตติ้งด้านสิ่งแวดล้อม และสังคมจาก MSCI ในระดับ AA ซึ่งเป็นการขยับขึ้นจากระดับ A เดิม ที่สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ไม่ได้มุ่งเน้นแค่กำไร แต่ยังให้ความสำคัญกับมาตรฐานอาคารประหยัดพลังงาน และการพัฒนาชุมชนรอบโรงงานผลิต

     และจากความสำเร็จในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2026 ของ Hermès นี้เอง ก็ได้กลายเป็นเครื่องยืนยันว่า "สินค้าที่ทำด้วยความประณีต" จะยังคงมีที่ยืนเสมอ ไม่ว่าโลกจะผันผวนเพียงใด ด้วยการยึดถือกลยุทธ์การควบคุม Know-how และวืธีการสื่อสารอันโดเด่น ทำให้แบรนด์พร้อมที่จะก้าวข้ามเป้าหมายการเติบโตในระยะกลางอย่างทะเยอทะยาน

     ตามไปอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Hermès ได้ที่ (Hermès เสริมทัพทีมดีไซน์ครั้งใหญ่ เตรียมเปิดตัวไลน์โอตกูตูร์ครั้งแรก!)

ภาพ : Vogue Runway
TAGS : Hermès