Vogue Thailand

FASHION

Hermès Fall/Winter 2026 กับการท่องราตรีภายใต้แสงจันทร์ไปกับผลงานไร้กาลเวลา

Nadège Vanhée สร้างสรรค์ผลงานบนรันเวย์ที่เปี่ยมเสน่ห์อย่างเหนือกาลเวลา เฉกเช่นเดียวกับภาษาการออกแบบของเมซง Hermès ที่ลอยเหนือทุกเทรนด์

08 มีนาคม 2569

นักออกแบบหญิงมากประสบการณ์ Nadège Vanhée นั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Hermès มายาวนานถึงสิบสองปี ระยะเวลายาวนานขนาดนี้ทำให้เธอย่อมเข้าใจภาษาของเมซงที่ต้องการจะสื่อสารไปยังลูกค้าได้เป็นอย่างดี “วันนี้กระแสแฟชั่นหรูแบบไม่ต้องตะโกน หรือ Quiet Luxury ที่โลกแฟชั่นพยายามผลักดันตลอดหลังวิกฤตโควิดผ่านพ้นยังแรงดีไม่มีตกหรือไม่?” สำหรับเธออาจไม่สนใจหรือพยายามหาคำตอบ เพราะรู้ดีว่า Hermès ไม่ใช่แบรนด์ที่กระโจนเข้าร่วมเทรนด์ตามกระแส หรือหากจะว่ากันตามตรงก็คือเธอไม่นิยามว่าชื่อนี้นำเสนอผลงานตามเทรนด์ใดๆ เพราะสิ่งที่ Hermès ทำ สิ่งที่เมซงหลังนี้เป็นมาตลอด 189 ปีนั้นคือ ‘ลักชัวรีขนานแท้’ จะตะโกนหรือเงียบเชียบไม่สำคัญเท่ากับงานสร้างสรรค์นั้นต้องอยู่เหนือกาลเวลา “คุณจะนิยามว่ากระเป๋ารุ่นไอคอนิกอย่าง Kelly หรือ Birkin เป็นความหรูหราลักษณะใดกันล่ะ” ผมเชื่อว่าอาจจะต้องใช้เวลาในการไตร่ตรองหาคำตอบ แต่ที่ตอบได้ทันทีคือไอเทมเหล่านี้ไม่มีล้าสมัย

ช่วงเวลาบ่าย ณ Garde Républicaine สถานที่จัดโชว์ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026 ของ Hermès ภายในถูกเนรมิตให้กลายเป็นบรรยากาศยามพลบค่ำ เมื่อตะวันคล้อยต่ำ แต่ประสาทสัมผัสต่างๆ กลับตื่นตัว ทั้ง 63 ลุครับลมหนาวคราวนี้เห็นได้ชัดว่า Nadège Vanhée สนุกกับการสร้างรูปทรงต่างๆ ทั้งดูสดใหม่และชวนให้ค้นหา เฉดสีของแสงและเงาช่วงพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ทั้งในส่วนของโชว์เซตติ้งและคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าตลอดจนเครื่องหนัง ดูราวกับเธอจะชักชวนสาวๆ Hermès ออกท่องราตรีในชุดที่จะชี้ชัดว่าเป็นแนว Quiet Luxury ก็ไม่ใช่ จะดูแม็กซิมอลด้วยรายละเอียดและการเลเยอร์ก็ไม่เชิง ถือเป็นทิศทางการออกแบบที่บาลานซ์ความต่างขั้วให้ออกมาดูลงตัวชนิดที่ยากจะหาใครเทียบชั้นด้วยการสั่งสมประสบการณ์มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน รูปแบบการแต่งกายสำหรับการขี่ม้ากลับมาเป็นแรงบันดาลใจหลักอีกครั้ง ทว่าเรียบง่ายแต่หนักแน่นกว่าเก่า เธอดัดแปลงชุดสูททรงสี่เหลี่ยมคางหมู และกางเกงขี่ม้า Jodhpurs เพื่อสร้างความสมดุลที่ลงตัวระหว่างพันธนาการและการปลดแอก

สำหรับ Nadège Vanhée ยามราตรีไม่ได้ถูกจำกัดเพียงแค่สีดำ โทนสีของคอลเล็กชั่นร่ายรำไปกับความอบอุ่นของแสงอาทิตย์อัสดงและเฉดสีเย็นของแสงจันทร์ ช่วยขับเน้นพื้นผิวและทำให้วัสดุดูเปล่งประกาย ไม่ว่าจะเป็นแจ็กเก็ตและโค้ทสีเหลือง Jaune Soufre เหลือบแสงล้อเล่นกับแสงจันทร์ ผืนหนังหลากเฉดสีที่ดูราวกับสะท้อนแสงสว่างตัดกับการใช้สีแดงซิกเนเจอร์ Rouge H สีแดง Carmin และลวดลายของผ้าพันคอไหมสะท้อนมิติมุมมองผลงานของจิตรกรชาวฝรั่งเศสนาม A.M. Cassandre ผู้เคยฝากผลงานการออกแบบมากมายสำหรับ Hermès ไม่ว่าจะเป็นงานอาร์ตเวิร์ค ผ้าพันคอ หรือแม้กระทั้งการ์ดต่างๆ โดยเธอหยิบเอาผลงานของศิลปินดังกลับมานำเสนอในรูปแบบของผ้าพันคอไหม ผ้าคลุมไหล่ผืนใหญ่ และถูกนำไปตัดเย็บเป็นเชิ้ตและแจ็กเก็ตบุนวม สะท้อนศักยภาพด้านงานตัดเย็บของทีมช่างประจำเมซง ซึ่งขึ้นชื่อในการรังสรรค์สองวัสดุต่างขั้วสัมผัสทั้งผืนผ้าไหมและผืนหนังได้ไม่เป็นสองรองใคร เป็นอีกครั้งที่เธอใช้องค์ความรู้เชิงหัตถศิลป์ ทั้งมรดกทางปัญญาและทักษะช่างฝีมือที่สั่งสมและสืบทอดกันมาได้อย่างเต็มที่ และได้มาซึ่งผลลัพธ์อันสมบูรณ์แบบ

นอกจากทางฟากเสื้อผ้าแล้ว ไฮไลต์ของคอลเล็กชั่นซึ่งอิงรหัสดีไซน์จากเครื่องแต่งกายขี่ม้าครั้งนี้ และเป็นที่จับตาในทุกฤดูกาลของแบรนด์ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องเครื่องหนังคือกระเป๋าใบใหม่ นอกจากกระเป๋ารุ่นไอคอนิกทั้ง Kelly และ Birkin ที่มาในวัสดุและขนาดใหม่ให้สอดคล้องกับทิศทางงานออกแบบเสื้อผ้าแล้ว กระเป๋าทรงโฮโบตกแต่งฮาร์ดแวร์ซิกเนเจอร์จุของใช้ได้สารพัดก็ถือเป็นอีกใบที่น่าสนใจ เพราะเป็นการสะท้อนวิสัยทัศน์ว่าสำหรับเธอ ความหรูหราที่แท้จริงซึ่งทำให้ Hermès ยืนหยัดมาได้ยาวนานขนาดนี้ไม่ใช่อยู่ที่ความหรูหรานั้นจะตะโกนหรือไม่ แต่เป็นความหรูหราที่ใช้งานได้จริง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ผู้หญิงฉลาดเลือกของโลกยุคใหม่ต้องการ


(สามารถอ่านบทวิเคราะห์คอลเล็กชั่นเด่นจากปารีสแฟชั่นวีก ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว ได้กับบทความ LOEWE ฉลองครบรอบ 180 ปี อวดนวัตกรรมเครื่องหนัง 3 มิติ สร้างนิยามใหม่ของงานฝีมือ)

เรื่อง : ฆนากร เพชรตระกูล