CHANEL ประกาศดำเนินการเข้าซื้อกิจการของ Charvet ห้องเสื้อและผู้เชี่ยวชาญด้านการตัดเย็บเสื้อเชิ้ตแห่งแรกของโลก ซึ่งการบรรลุข้อตกลงในครั้งนี้ ถือเป็นการสิ้นสุดการดำเนินธุรกิจแบบอิสระยาวนานถึง 188 ปี ของแบรนด์ผู้ผลิตเสื้อเชิ้ตสัญชาติฝรั่งเศส โดยดีลครั้งนี้จะครอบคลุมถึงสำนักงานใหญ่ และอาคารร้านค้าของ Charvet ซึ่งตั้งอยู่บนจัตุรัส Place Vendôme ในกรุงปารีส โดยยังไม่มีการเปิดเผยเงื่อนไข และมูลค่าทางการเงินของข้อตกลงอย่างเป็นทางการ แต่การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้จะช่วยให้ CHANEL สามารถเข้าถึง และขยายฐานลูกค้าที่เป็นกลุ่มผู้ชายได้มากยิ่งขึ้น
จุดเริ่มต้นของห้องเสื้อเชิ้ตแห่งแรกของโลก และมรดกฝีมือชั้นสูงกว่าศตวรรษ
Charvet ก่อตั้งขึ้นโดย 'Joseph-Christophe Charvet' ในปี ค.ศ. 1838 ณ กรุงปารีส และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็น ห้องเสื้อที่เชี่ยวชาญด้านการตัดเย็บเสื้อเชิ้ตแห่งแรกของโลก รวมถึงยังคงเป็นแบรนด์ผู้ผลิตเสื้อเชิ้ตที่เก่าแก่ที่สุดในฝรั่งเศสจนถึงปัจจุบัน นอกเหนือจากเสื้อเชิ้ตสั่งตัดแบบพิเศษ และเสื้อเชิ้ตสำเร็จรูปอันเลื่องชื่อแล้ว ห้องเสื้อแห่งนี้ยังนำเสนอเน็กไท ผ้าพันคอ ชุดลำลอง และเครื่องประดับอื่นๆ อีกทั้งยังได้รังสรรค์เครื่องแต่งกาย ให้แก่บุคคลสำคัญผู้มีชื่อเสียงระดับโลกมาหลายยุคหลายสมัย อาทิ 'Sir Winston Churchill', 'John F. Kennedy', 'Charles de Gaulle', 'Yves Saint Laurent', 'Karl Lagerfeld', 'Sofia Coppola' และ 'David Beckham' รวมถึงตัวผู้ก่อตั้งแบรนด์อย่าง 'Gabrielle Coco Chanel' เองด้วย
ในปัจจุบัน Charvet ยังคงเดินหน้าผลิตคอลเล็กชั่นต่างๆ จากบูติกประวัติศาสตร์บนจัตุรัส Place Vendôme และโรงงานเวิร์กช็อป ที่มีเพียงแห่งเดียวในเมือง Saint-Gaultier ซึ่งตั้งอยู่บริเวณภาคกลางของประเทศฝรั่งเศส โดยห้องเสื้อแห่งนี้สามารถรักษางานฝีมือขั้นสูงยอดเยี่ยมเอาไว้ ผ่านคลังผ้าสำหรับตัดเสื้อเชิ้ต ที่มีให้เลือกสรรราวๆ 6,000 แบบ ตลอดจนความเชี่ยวชาญอันเลื่องชื่อ ในด้านการตัดเย็บแบบวัดตัวบุคคล ซึ่งเป็นมรดกตกทอดที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน
จุดประกายความร่วมมือ และเบื้องหลังการตัดสินใจของตระกูล Colban
การเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงระดับประวัติศาสตร์นี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 'Matthieu Blazy' ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์คนล่าสุดของ CHANEL ได้ร่วมมือกับ Charvet เพื่อผลิตเสื้อเชิ้ตสลักอักษรย่อ ที่โดดเด่นด้วยรายละเอียดแถบโซ่อันเป็นเอกลักษณ์ของ CHANEL บริเวณชายเสื้อ สำหรับคอลเล็กชั่นเดบิวต์ของเขาเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งการเปิดตัวคอลเล็กชั่นแรกของ 'Matthieu Blazy' ได้เข้ามาช่วยฟื้นฟูแบรนด์ และผลักดันให้ CHANEL เติบโตด้านยอดขายในระดับตัวเลขสองหลักในปีนี้ โดยเมื่อปีที่แล้ว CHANEL ได้รายงานรายได้รวมอยู่ที่ 1.93 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
'Bruno Pavlovsky' ประธานฝ่ายแฟชั่นของ CHANEL กล่าวว่า ทางกลุ่มบริษัทมีแรงจูงใจในการเข้าซื้อกิจการของ Charvet หลังจากที่เสื้อเชิ้ตดังกล่าวได้รับความนิยม และประสบความสำเร็จอย่างมากในหมู่ลูกค้า และทาง CHANEL ได้รับทราบว่าตระกูล Colban กำลังเปิดรับโอกาสในการขายกิจการ เนื่องจากพวกเขาไม่มีผู้สืบทอดกิจการภายในเครือญาติหรือครอบครัว และพวกเราก็มีความรู้สึกร่วมที่ดีต่อกันอย่างมาก จึงได้ตัดสินใจร่วมกันว่าอนาคตของ Charvet จะก้าวเดินต่อไปพร้อมกับ CHANEL
โดย 'Bruno Pavlovsky' กล่าวเสริมว่า CHANEL และ Charvet ต่างเข้ามาช่วยเติมเต็มซึ่งกันและกัน เนื่องจาก CHANEL เป็นแบรนด์ที่เน้นผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิงเป็นหลักแต่ก็เริ่มมีจำนวนลูกค้าผู้ชายที่เติบโตขึ้น ในขณะที่ Charvet ให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าผู้ชายเป็นหลัก แต่ก็มีฐานลูกค้าผู้หญิงที่กำลังขยายตัวขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ Charvet จะยังคงดำเนินงานในฐานะธุรกิจที่เป็นอิสระ ภายใต้การเป็นเจ้าของของ CHANEL เนื่องจากทางกลุ่มบริษัทต้องการที่จะรักษาความเอ็กซ์คลูซีฟ ความพิเศษ และระดับความหรูหราสง่างามขั้นสูงนี้เอาไว้ ทางด้าน 'Jean-Claude Colban' กรรมการผู้จัดการของ Charvet กล่าวว่า ตัวเขาและ 'Anne-Marie' รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง กับบทใหม่ในประวัติศาสตร์ของ Charvet ซึ่งการก้าวเดินครั้งนี้สอดคล้องอย่างสมบูรณ์แบบกับจิตวิญญาณ และอัตลักษณ์ที่นิยามความเป็นแบรนด์มาโดยตลอด
ความผูกพันทางประวัติศาสตร์บนจัตุรัส Place Vendôme
จัตุรัส Place Vendôme มีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับ CHANEL เนื่องจากเป็นที่ตั้งของโรงแรม Ritz Paris ซึ่งเป็นสถานที่ที่ 'Gabrielle Coco Chanel' ได้รับแรงบันดาลใจ ในการนำองค์ประกอบของเสื้อผ้าบุรุษ มาผสมผสานเข้ากับตู้เสื้อผ้าสตรีในยุคโมเดิร์น จากเสื้อเชิ้ตที่คนรักของเธออย่าง 'Arthur Boy Capel' สวมใส่ ซึ่งตัวของเขาเองก็เป็นลูกค้าประจำของ Charvet ทำให้การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ เป็นเสมือนการสืบทอดความสัมพันธ์อันยาวนาน ที่มีรากฐานมาจากมรดกตกทอดของทั้งสอง
กลยุทธ์ระยะยาวของ CHANEL
การประกาศดำเนินการเข้าซื้อกิจการ ยังสะท้อนถึงกลยุทธ์ระยะยาวของ CHANEL ซึ่งควบคุมโดยตระกูลมหาเศรษฐี Wertheimer ในการลงทุนอย่างต่อเนื่องกับผู้ผลิตที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านการผลิตของตนเอง ควบคู่ไปกับการรักษางานฝีมือที่โดดเด่น และความเชี่ยวชาญในงานช่างศิลป์แบบดั้งเดิม โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา CHANEL ได้นำบริษัทต่างๆ เข้ามาอยู่ในพอร์ตโฟลิโอไม่ว่าจะเป็น แบรนด์ชุดว่ายน้ำและชุดชั้นใน Eres, แบรนด์เสื้อผ้าผู้ชาย Orlebar Brown, แบรนด์ผ้าแคชเมียร์สก็อตแลนด์ Barrie, แบรนด์ช่างทำหมวก Maison Michel และช่างทำเครื่องประดับ Goossens ซึ่งการเข้าซื้อ Charvet ก็นับเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์นี้
โดย CHANEL ยังคงมุ่งเน้นที่จะเชิดชูคุณค่า ในศาสตร์แห่งงานฝีมือดั้งเดิมของเหล่าช่างศิลป์ และโรงงานเวิร์กช็อป ที่มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างสรรค์ของแบรนด์ รวมถึงการลงทุนระยะยาว เพื่อรักษามรดกและความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค ของหนึ่งในห้องเสื้อประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศส และในขณะที่การนำทัพฝ่ายสร้างสรรค์ของ 'Matthieu Blazy' กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ยังช่วยตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ CHANEL ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห้องเสื้อ ผ่านความเป็นเลิศในความคิดสร้างสรรค์ และความเชี่ยวชาญด้านการผลิต
ตามไปอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ CHANEL ได้ที่ (CHANEL ปักจุดหมาย Sydney เตรียมจัดแฟชั่นโชว์คอลเล็กชั่น Cruise 2027 อีกครั้งปลายปีนี้)

CHANEL เปิดภาพเอ็กซ์คลูซีฟ ‘Gracie Abrams’ กับจิวเวลรี COCO CRUSH 2026 ต้อนรับซัมเมอร์

เปิดภาพ ‘Dua Lipa’ ในชุดแต่งงานระดับโอตกูตูร์จาก CHANEL โดยฝีมือของ ‘Matthieu Blazy’

'Marie-Laure Cérède' ขึ้นแท่นผู้อำนวยการสตูดิโอเครื่องประดับคนใหม่ของ CHANEL

VOGUE SCOOP | CHANEL ร้อยเรียงสัญลักษณ์อันเป็นตำนาน สู่จิวเวลรีชั้นสูง ‘Signes & Symboles’

