ในคอลเล็กชั่นล่าสุดของ 'Panthère de Cartier' เสือแพนเตอร์ไม่ได้กลับมาเพียงในฐานะสัญลักษณ์คลาสสิก หากแต่ถูกยกระดับให้มีบทบาท 'คู่ขนาน' ผ่านดีไซน์ใหม่ที่นำเสนอเสือแพนเตอร์สองตัวหันหน้าเข้าหากันอย่างสมมาตร เสมือนภาพสะท้อนของพลัง ความสง่างาม และจิตวิญญาณของผู้หญิงยุคใหม่ ผลงานนี้จึงแตกต่างจากรุ่นก่อนที่มักเน้นแพนเตอร์ตัวเดี่ยวๆ หรือเป็นดีไซน์ที่ดูกึ่งนามธรรม เพราะคอลเล็กชั่นใหม่นี้ออกแบบให้มี โครงสร้างเชิงประติมากรรม ที่เคลื่อนไหวได้จริง โดยใช้เทคนิคพิเศษภายในหัวเสือทั้งสองฝั่งที่ซ่อนกลไกสปริงและทองคำไขว้ ทำให้สร้อยคอและกำไลสามารถขยับโค้งรับกับเรือนร่างได้อย่างแนบเนียน ทั้งยังรักษาสมดุลของลวดลายจุดแต้มดำบนตัวเสืออย่างแม่นยำ
1 / 14
2 / 14
3 / 14
4 / 14
5 / 14
6 / 14
7 / 14
8 / 14
9 / 14
10 / 14
11 / 14
12 / 14
13 / 14
14 / 14
ความประณีตของงานช่างฝีมือไม่เพียงอยู่ที่โครงสร้างกลไก แต่ยังรวมถึงการเลือกวัสดุ เช่น เยลโลว์โกลด์เคลือบแลกเกอร์ลายจุดแปดเหลี่ยม ไปจนถึงไวต์โกลด์ฝังเพชรพร้อมแต้มออนิกซ์ในตำแหน่งที่จัดวางอย่างมีจังหวะ ผลงานแต่ละชิ้นยังสามารถสวมเดี่ยวหรือจับคู่กับชิ้นอื่นได้อย่างลงตัว โดย Cartier ตั้งใจให้เสือแพนเตอร์เป็นตัวละครหลัก ที่มีทั้งอารมณ์ น้ำหนัก และจังหวะของตัวเอง ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของสร้อยคอทรงทอร์ค แหวน ต่างหู หรือนาฬิกาจิวเวลรี เสือแพนเตอร์เวอร์ชั่นใหม่นี้จึงเปล่งประกายทั้งความลื่นไหลของดีไซน์ และความเฉียบคมของแนวคิดที่บ่งบอกถึงความมั่นใจและความงามที่ไม่เรียกร้อง คือเสน่ห์ของผู้หญิงในแบบฉบับของ Cartier

ฉลองเทศกาลปลายปี 2025 กับความระยิบระยับของนาฬิกา Cartier จากช่างฝีมือระดับเพชรยอดมงกุฎ

Cartier ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งเทศกาลผ่านเสือแพนเตอร์ตัวน้อย ณ บูติกเลขที่ 13 Rue de la Paix

'พีพี-กฤษฏ์' และ 'หลิงหลิง-คอง' ร่วมถ่ายทอดเทศกาลแห่งความสุขผ่านจิวเวลรีจาก Cartier

Fondation Cartier pour l’art contemporain เปิดพื้นที่ใหม่แห่งโลกศิลปะ ใจกลางกรุงปารีส!

