Vogue Thailand

FASHION

เจาะลึก 'Melone Clutch' ผลงานใหม่จาก Bvlgari ที่พาแอ็กเซสเซอรีจากอาร์ไคฟ์ยุค 1970's ไปไกลกว่าเดิม

Melone Clutch ผลงานที่จะพาไปสำรวจคำถามที่ว่า ""หากดีไซน์คลาสสิกจากเมื่อหกทศวรรษถูกตีความใหม่อีกครั้งด้วยภาษาการออกแบบร่วมสมัย หน้าตาของมันจะเป็นเช่นไร?"

21 ตุลาคม 2569

จะว่าไปแล้ว 'กระเป๋าหนึ่งใบ' ก็มีหน้าที่และบทบาทที่ค่อนข้างหลากหลาย บางครั้งก็เป็นทั้งสิ่งของที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน บางคราก็เป็นเครื่องบ่งบอกสถานะทางสังคม ขณะที่บางใบก็เป็นได้ทั้งงานศิลปะขนาดพกพาที่สามารถใช้ได้จริงในชีวิตและบ่งบอกสถานะ ตัวตน และรสนิยมไปในตัว ดังเช่น Melone Clutch กระเป๋าคลัตช์ใบใหม่แกะกล่องจาก Bvlgari ที่ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1970 และกลับมาอีกครั้งในปีนี้ผ่านการตีความใหม่ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้ แต่ก็ปรับให้เข้ากับวิถีแฟชั่นของโลกยุคใหม่ไปด้วย เพื่อตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่าง กระเป๋าถือ เครื่องประดับ และงานศิลปะว่าร่วมสมัยว่า "หากดีไซน์คลาสสิกจากเมื่อหกทศวรรษถูกตีความใหม่อีกครั้งด้วยภาษาการออกแบบร่วมสมัย หน้าตาของมันจะเป็นเช่นไร?"

 

 

Melone Clutch จุดเริ่มต้นของกระเป๋าที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องประดับ

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1970 Bvlgari ได้สร้างสรรค์ Melone Clutch ขึ้นจากแนวคิดที่ต้องการนำความหรูหราของเครื่องประดับมาผสานเข้ากับกระเป๋าถือสำหรับโอกาสพิเศษ ชื่อ Melone มีที่มาจากรูปทรงของผลไม้ตระกูลแตงที่มีลักษณะโค้งมนและเป็นลายร่องสวยงาม ซึ่งกลายเป็นจุดเด่นสำคัญของงานออกแบบที่สร้างทั้งเอกลักษณ์ให้กับกระเป๋าและทำให้พื้นผิวของทั้งใบมีมิติคล้ายงานประติมากรรม

ในยุคที่เครื่องประดับและกระเป๋าถือมักถูกแบ่งบทบาทออกจากกันอย่างชัดเจน Melone Clutch กลับนำองค์ประกอบของทั้งสองโลกมารวมไว้ในชิ้นเดียว ผ่ายแนวทางการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับโลหะมีค่า อัญมณีเจียระไนแบบคาโบชอง และรายละเอียดที่แสดงให้เห็นถึงความประณีตของช่างฝีมือ โดยกระเป๋าวินเทจบางรุ่นมีการใช้ทองคำ 18 กะรัตในโครงสร้างหรือลวดลาย พร้อมประดับอัญมณีบริเวณตัวล็อกกระเป๋า ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้นี่เองที่ทำให้ทั้งใบมีคุณสมบัติและหน้าตาใกล้เคียงกับเครื่องประดับชั้นสูงกว่ากระเป๋าในยุคสมัยนั้น หากแต่ได้รับการออกแบบและปรับโฉมให้ใช้งานได้จริงกว่าเดิม

หากพิจารณาจากบริบทของแฟชั่นในยุคนั้น จะเห็นได้ว่ากระเป๋าใบนี้ไม่ได้พยายามทำตัวให้กลมกลืนไปกับเครื่องแต่งกาย แต่กลับเลือกที่จะโดดเด่นในแบบของตัวเอง โดยเฉพาะการแต่งกายยามค่ำคืนที่เปิดโอกาสให้เครื่องประดับและแอ็กเซสเซอรีทำหน้าที่เป็นจุดดึงดูดสายตา Melone Clutch จึงเป็นตัวอย่างของงานออกแบบที่ทำให้กระเป๋าถือมีสถานะใกล้เคียงกับผลงานสะสม และกลายเป็นส่วนหนึ่งของมรดกการออกแบบที่ Bvlgari สามารถนำกลับมาตีความใหม่ได้ในอีกหลายทศวรรษต่อมา

มรดกเดิมพบกับวัสดุใหม่ Melone Clutch ในปี 2026 จึงน่าสนใจกว่าเดิม

การกลับมาของ Melone Clutch ในปี 2026 อยู่ภายใต้การออกแบบของ Mary Katrantzou ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์สินค้าเครื่องหนังและแอ็กเซสเซอรี่ของ Bvlgari โดยยังคงยึดรูปทรงโค้งมนและพื้นผิวที่มีมิติอันเป็นเอกลักษณ์ของรุ่นต้นฉบับเอาไว้ ขณะเดียวกันก็ปรับเปลี่ยนรายละเอียดด้านวัสดุและการใช้งานให้เหมาะกับบริบทปัจจุบันมากขึ้น

หัวใจสำคัญของการออกแบบครั้งใหม่นี้คือการเลือกใช้อะลูมิเนียมพับจีบเคลือบสีทอง เพื่อสร้างพื้นผิวที่ดูเป็นร่องสวยและสะท้อนแสงทุกการเคลื่อนไหวรวมถึงลดน้ำหนักของกระเป๋า เมื่อเทียบกับยุคก่อนที่ใช้โลหะมีค่าเป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการสืบทอดมรดกทางการออกแบบไม่จำเป็นต้องหมายถึงการยึดติดกับวัสดุเดิมทุกประการ แต่สามารถรักษาเอกลักษณ์ผ่านรูปทรง พื้นผิว และรายละเอียดที่ผู้คนจดจำได้

องค์ประกอบสำคัญของ Melone Clutch รุ่นใหม่

  • รูปทรงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผลแตง: โครงสร้างโค้งมนและซอกร่องบนพื้นผิวทำให้กระเป๋ามีมิติที่คล้ายคลึงกับเอกลักษณ์ของดีไซน์ต้นฉบับ
  • ตัวล็อกประดับเปลือกหอยมุกแท้: รายละเอียดบริเวณตัวล็อกช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้กับกระเป๋า และสะท้อนความเชื่อมโยงกับโลกเครื่องประดับของ Bvlgari
  • ภายในที่คำนึงถึงการใช้งาน: บุด้วยหนังนัปป้าและแบ่งออกเป็นสองช่องอย่างสมมาตร ช่วยจัดระเบียบสิ่งของโดยยังคงความเรียบร้อยของรูปทรง
  • พู่ไหมที่ปรับเปลี่ยนได้: มาพร้อมพู่ไหมสีดำและสีขาวงาช้าง รวมถึงสีเพิ่มเติมอีก 12 เฉดที่สามารถเลือกสรรได้ เพื่อให้ผู้ใช้งานเลือกปรับรายละเอียดให้เข้ากับบุคลิกและรสนิยมของตัวเอง

รายละเอียดเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการออกแบบใหม่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงความสวยงาม แต่ยังคำนึงถึงประสบการณ์ของผู้ใช้ ตั้งแต่น้ำหนักของวัสดุ การจัดสรรพื้นที่ภายใน ไปจนถึงความสามารถในการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ของกระเป๋าให้เข้ากับโอกาสและไลฟ์สไตล์ของผู้ถือ 

 

เมื่อกระเป๋าใบใหม่จาก Bvlgari อาจบอกฉากทัศน์แฟชั่นในวันนี้ได้มากกว่าที่คิด

การกลับมาของ Melone Clutch สะท้อนแนวโน้มสำคัญประการหนึ่งของวิถีแฟชั่นร่วมสมัยอย่าง 'การลดเส้นแบ่งระหว่างของใช้แฟชั่นและงานศิลปะ' เพื่อสร้างสินค้าหนึ่งชิ้นที่สามารถเป็นได้แทบทุกอย่าง  ตั้งแต่ของใช้ในชีวิตจริงไปจนถึงงานศิลป์สำหรับการสะสมและส่งต่อให้สู่รุ่นถัดๆ ไป ซึ่งทำให้แอ็กเซสเซอรี่หนึ่งชิ้นมีคุณค่ากว่าการเป็นของใช้แฟชั่นตามขนบเดิม

แนวโน้มข้างต้นสอดคล้องกับมุมมองของ Bvlgari ที่ต้องการยกระดับแอ็กเซสเซอรี่ให้เป็นดั่งวัตถุศิลป์ หรือ Objets d’Art ซึ่งเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดใน Melone Clutch ที่หยิบยืมรูปทรงของภาพอาร์ไคฟ์ที่จดจำได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็นเป็นหัวใจหลักของงานออกแบบ ก่อนจะเติมเต็มด้วยพู่ไหมที่ช่วยเพิ่มรายละเอียดและเปิดโอกาสให้ผู้ถือแสดงออกถึงสไตล์ส่วนตัวได้อย่างอิสระ จนเกิดเป็นกระเป๋าหนึ่งใบที่เป็นได้ทั้งงานศิลปะที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนและเป็นวัตถุสำหรับการใช้งานจริงในทุกวัน

ขณะเดียวกัน การเลือกใช้อะลูมิเนียมแทนการยึดติดกับวัสดุมีค่าแบบดั้งเดิมยังชวนให้พิจารณาความหมายของความหรูหราในปัจจุบัน ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบ ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับมูลค่าของวัสดุเพียงอย่างเดียวเสมอไป ขอแค่ทำให้ผลงานมีเอกลักษณ์และตอบสนองการใช้งานได้จริงก็ถือว่าเพียงพอที่จะเรียกว่าหรูหราแล้ว

ด้วยองค์ประกอบทั้งหมดที่กล่าวไปข้างต้น ทำให้กระเป๋าใบนี้จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีในการตอบคำถามที่ว่า "หากดีไซน์คลาสสิกจากเมื่อหกทศวรรษถูกตีความใหม่อีกครั้งด้วยภาษาการออกแบบร่วมสมัย หน้าตาของมันจะเป็นเช่นไร?" เพราะมันได้ตอบคำถามและอธิบายเชิงประจักษ์ผ่านงานออกแบบที่เชื่อมโยงสไตล์ในอดีตเข้ากับแนวคิดแบบวิถีแฟชั่นร่วมสมัยไว้อย่างครบถ้วนแล้วนั่นเอง