หากย้อนหลับไปเมื่อช่วงกลางเดือนกันยายนของปี 2025 Bvlgari นำเรื่องราวของ “สีสัน” ซึ่งถือเป็นแก่นสารสำคัญในการรังสรรค์ผลงานเครื่องประดับของแบรนด์ไปจัดแสดงที่ ‘Bvlgari Kaleidos: Colors, Cultures and Crafts’ นิทรรศการจัดแสดงเครื่องประดับและงานศิลปะที่ใหญ่ที่สุดที่แบรนด์เคยจัดขึ้น ณ ‘The National Art Center’ ประเทศญี่ปุ่น ในครั้งนั้นได้มีการหยิบนำเครื่องประดับมากมายมาถ่ายทอดร่วมกับมิติต่างๆ ของวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างแยบยลจนทำให้ผู้หลงใหลเครื่องประดับได้เพลิดเพลิน ดื่มด่ำ และประทับใจกับการรับชมอัญมณีชั้นสูงที่มี 'สีสัน' เป็นหัวใจหลัก
จากความสำเร็จในวันนั้นกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้ Bvlgari กลับมาเปิดบทใหม่และสานต่อเรื่องราวของสีสันในงานศิลปะสวมใส่ได้อีกครั้ง ณ ‘Power Station of Art’ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยสาธารณะแห่งแรกของจีนแผ่นดินใหญ่ ระหว่างวันที่ 5 กันยายน – 31 ตุลาคม 2026
บทใหม่แห่งสีสันของ Bvlgari ณ เซี่ยงไฮ้
นิทรรศการฉบับเซี่ยงไฮ้ได้หยิบนำมรดกแห่งการสร้างสรรค์จากกรุงโรม กว่า 300 ชิ้น ตั้งแต่ผลงานเครื่องประดับอัญมณีชั้นสูงไปจนถึงผลงานในคอลเล็กชั่นส่วนตัว สนทนาร่วมกับเรื่องความเชื่อ ปรัชญา และศิลปะจีนผ่านผลงานหลายรูปแบบและหลากยุคสมัย ซึ่งจะทำให้ผู้มาเยี่ยมชมได้เห็นวิวัฒนาการของสีสัน สุนทรียศาสตร์ และงานหัตถ์ศิลป์ของแบรนด์ตั้งแต่วันก่อตั้งจวบจนปัจจุบันได้อย่างเต็มที่มากขึ้น
“สำหรับบุลการี สีสันเปรียบเสมือนภาษาสากลที่ก้าวข้ามพรมแดน วัฒนธรรม และกาลเวลามาโดยตลอด สำหรับนิทรรศการคาไลโดส์ ณ เเซี่ยงไฮ้ เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้สานต่อการเดินทางครั้งนี้ ผ่านบทสนทนากับมรดกทางวัฒนธรรมอันรุ่มรวยและการถ่ายทอดทางศิลปะของจีน การนำวิสัยทัศน์ด้านสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ของเรามาผสานเข้ากับมุมมองท้องถิ่น ทำให้นิทรรศการครั้งนี้เผยให้เห็นถึงพลังอันโดดเด่นของสีในการเชื่อมโยง สร้างแรงบันดาลใจ และเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างไม่สิ้นสุด” Laura Burdese ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Bvlgari กล่าว
ผลงานสำคัญภายในงาน “Bvlgari Kaleidos: Colors, Cultures and Crafts”
แม้จะมีผลงานให้เลือกชมกว่า 300 ชิ้น แต่ไฮไลต์สำคัญของนิทรรศการในครั้งนี้คือผลงานชิ้นเด่นจาก ‘Bvlgari Heritage Collection’ ที่นำมาจัดแสดงต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกอย่าง ‘สร้อยคอ Sautoir’ ตัวเรือนทองประดับปะการัง โอนิกซ์ และเพชรที่มีจุดโดดเด่นในแง่ของสีสันด้วยเหรียญหยกแกะสลักเป็นศูนย์กลางจากปี 1973 ที่ชวนให้นึกถึงความงามของศิลปะจีนโบราณที่มักหยิบนำหยกมาเป็นวัสดุหลักในการรังสรรค์ผลงาน

ไตรภาคแห่งสีสัน ณ ‘Bvlgari Kaleidos: Colors, Cultures and Crafts’
นิทรรศการ Kaleidos: Colors, Cultures and Crafts จะพาผู้เยี่ยมชมไปสัมผัสเรื่องราวของสีสันผ่าน 3 บทที่จะเผยให้เห็นความสำคัญของสีในหลายมิติ เริ่มที่ ‘The Science of Colors’ บทที่จะชวนสำรวจรากฐานแห่งการรับรู้สี แม่สี และการผสานเฉดสีอันซับซ้อน โดยชิ้นสำคัญคือสร้อยคอตัวเรือนทองประดับไข่มุก ทับทิม แซปไฟร์ มรกต และเพชรจากปี 1991 ซี่งเป็นหนึ่งในผลงานของ ‘Bvlgari Heritage Collection’

ตามด้วย ‘Color Symbolism’ บทที่สองซึ่งจะชวนมองสีสันตามหลักความเชื่อและสัญลักษณ์ผ่านวัฒนธรรมและปรัชญา โดยบทนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากแนวคิด ‘อู่สิง’ หรือเรื่องธาตุทั้งห้าของจีน ประกอบด้วย ไม้ ไฟ ดิน ทอง และน้ำ เพื่ออธิบายถึงความเชื่อมโยงระหว่างสีกับพลังแห่งธรรมชาติ พร้อมตอกย้ำว่าอัญมณีจึงไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบแห่งความงดงาม หากยังทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดความหมายและสัญญะบางอย่างของโลกใบนี้

ก่อนจะปิดท้ายด้วย ‘The Power of Light’ บทที่สามซึ่งจะพาผู้มาเยือนทุกท่านไปสำรวจความสัมพันธ์ระหว่าง ‘สี’ กับ ‘แสง’ ในฐานะสององค์ประกอบที่สร้างทั้งปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ รหัสทางวัฒนธรรม และพลังที่ทำให้วัสดุและรัตนชาติเปล่งประกายมีชีวิต เพื่อสะท้อนว่าสีสันเป็นมากกว่าความงามที่ตาเห็น แต่เป็นภาษาที่เชื่อมโยงทุกสรรพสิ่งเข้าด้วยกันได้อย่างสมดุล

2 ผลงานศิลปะจาก 2 ศิลปินจีนร่วมสมัย
ทั้งนี้บุลการียังเลือกเปิดมุมมองและสร้างความเข้าใจต่อภาษาศิลปะจีนร่วมสมัยให้เด่นชัดขึ้นไปอีกระดับ ผ่านการจัดแสดงผลงานจากศิลปินจีนผู้โด่งดังอย่าง ‘Liang Manqi’ ที่ครั้งนี้เธอนำความถนัดด้านงานศิลปะจากรูปทรงเรขาคณิตมาเปลี่ยนเป็น ‘Boundless Synesthesia’ ผลงานประติมากรรมที่ได้แรงบันดาลใจจากอารมณ์ภายในชีวิตประจำวันและเรื่องราวของธรรมชาติ พร้อมด้วยผลงานของ ‘Zhang Ding’ ในชื่อ ‘The Form of Light’ ผลงานศิลปะจัดวางแบบอิมเมอร์ซีฟทำจากแผงแสงสีทองและแก้วโปร่งใสที่ต้องการถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับแสงที่กลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

Lian Manqi และผลงาน Boundless Synesthesia

‘Zhang Ding’ และผลงาน The Form of Light
ความร่วมมือที่เกิดขึ้นภายใน ‘Bvlgari Kaleidos: Colors, Cultures and Crafts’
นอกจากการคัดสรรผลงานศิลป์กว่า 300 ชิ้นอย่างประณีตและการเลือกงานศิลปะของ Liang Manqi และ Zhang Ding’ มาร่วมจัดแสดง งานตกแต่งและสถาปัตยกรรมภายในนิทรรศการก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ Bvlgari ให้ความสำคัญ เพราะครั้งนี้แบรนด์ได้ร่วมมือกับ SANAA สตูดิโอสถาปัตยกรรมชื่อดัง พร้อมด้วย Formafantasma สตูดิโอออกแบบจากอิตาลี เพื่อร่วมกันออกแบบพื้นที่จัดแสดงให้เปี่ยมด้วยมิติที่ซึ่งสถาปัตยกรรม แสง และวัสดุต่างๆ ช่วยขับเน้นเรื่องราวแห่งสีสันของนิทรรศการ พร้อมหลอมรวมโลกแห่งจิวเวลรี ศิลปะร่วมสมัย และงานออกแบบเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน

ด้วยงานหัตถศิลป์ 300 ชิ้นที่ได้รับการคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมและภาษาศิลปะของประเทศจีน นิทรรศการ ‘Bvlgari Kaleidos: Colors, Cultures and Crafts’ ในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ผลิตซ้ำเรื่องราวความสำเร็จจากปีก่อนหน้า หากแต่เป็นการต่อยอดและสานต่อฝีมือการรังสรรค์เครื่องประดับของ Bvlgari ให้เด่นชัดขึ้น พร้อมตอกย้ำว่าต่อให้งานศิลปะชิ้นนั้นๆ จะถือกำเนิดจากคนละฟากฟ้า แต่ตราบใดที่สีสันและคุณค่ายังคงเชื่อมโยงกัน งานศิลป์สองชิ้นนั้นก็สามารถหลอมรวมและเล่าเรื่องราวเดียวกันได้อย่างลงตัว

‘ออม-กรณ์นภัส’ ร่วมฉลองวันแม่กับ Bvlgari ผ่านความงดงามของ Serpenti และ Divas' Dream

VOGUE BIJOUX | ราวกับหลุดออกมาจากภาพของ ‘Andy Warhol’ เมื่อ BVLGARI แปลงสีสันของยุค 60s เป็นจิวเวลรี

Bvlgari จัดนิทรรศการขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา! 'Bvlgari Kaleidos: Colors, Cultures and Crafts'


