Vogue Thailand

WATCHES & JEWELLERY

มหาราชขนอัญมณี 7,800 กะรัตมาให้! สำรวจเรื่องราวของ Boucheron ก่อนเดินมาถึง 'Color Conversation'

จากความผูกพันในรัตนชาติหลากสีของสี่เจเนอเรชั่นแห่ง 'Boucheron' สู่แคมเปญใหม่ในชื่อ 'Color Conversation' ที่ต้องการพาทุกคนไปสัมผัสการจับคู่ของสีสันที่ทั้งต่างและเข้ากันอย่างน่าสนใจ

12 ตุลาคม 2569

หากมองดูแวดวงเครื่องประดับ จริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนักเวลาจะเห็นเมซงเครื่องประดับสักเจ้าเปิดตัวคอลเล็กชั่นหรือปล่อยแคมเปญที่ใช้เรื่องราวของอัญมณีสีเป็นตัวชูโรง อาจเพราะโดยทั่วไปเครื่องประดับหนึ่งชิ้นมักจะประกอบด้วยวัสดุจำพวกทอง หิน หรือวัสดุสังเคราะห์อื่นๆ ขึ้นรูปเป็นตัวเรือน ก่อนที่เพชรนิลจินดาหลากเฉดหลายสีจะมาทำหน้าที่ตกแต่งตัวเรือนนั้นๆ ให้มีสีสันขึ้นมาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ทว่ากว่าที่อัญมณีสีเม็ดหนึ่งจะกลายเป็นดาวเด่นของเครื่องประดับสักชิ้น มันอาจเป็นเพียงก้อนหินเล็กๆ ที่ยังไม่มีใครรู้ว่าปลายทางของมันจะไปจบอยู่ที่ใด หรือแม้แต่เป็นวัสดุที่นำพาไปสู่เรื่องราวอันน่าประทับใจอีกมากมาย ซึ่งนั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับสี่เจเนอเรชั่นต้นตระกูลแห่ง Boucheron ที่เลือกหยิบหินเหล่านั้นมาเล่าในมิติของเครื่องประดับหลากสีสันที่ปัจจุบันเป็นทั้งผลงานล้ำค่า งานศิลป์ชิ้นมรดกในอาร์ไคฟ์ รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ปกครองคนใหม่ของเมซงที่สนใจเรื่องราวความเป็นมาของสีสันในภาษาการออกแบบของเมซงเป็นอย่างมากจนนำกลับมาเป็นตัวชูโรงของ 'Color Conversation' แคมเปญใหม่รับไตรมาสสี่ที่ต้องการพาทุกคนมาสัมผัสความเชี่ยวชาญในการจับคู่สีและความสัมพันธ์อันดีที่เหล่าผู้วางรากฐานเมซงมีต่ออัญมณีตั้งแต่วันแรกที่เริ่มก่อตั้ง

 

Frédéric Boucheron: ผู้บุกเบิกที่มองเห็นคุณค่าของก้อนหิน

เรื่องราวของอัญมณีสีที่กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้แคมเปญนี้ อาจต้องย้อนกลับไป ณ จุดเริ่มต้นตอนที่ชายคนหนึ่งนามว่า Frédéric Boucheron จดทะเบียนตราประจำตัวช่างเครื่องประดับและเปิดเวิร์กช็อปแห่งแรกในปี 1866 เขาก็ออกเดินทางค้นหาอัญมณีที่จะนำมาสร้างสรรค์ผลงาน ตั้งแต่เพชรและเพชรสี ไปจนถึงทับทิม มรกต และแซปไฟร์ จนความสามารถในการคัดเลือกอัญมณีของเขากลายเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญที่ทำให้ Boucheron เติบโตอย่างรวดเร็ว รวมถึงส่งให้ชื่อของเขากลายเป็นหนึ่งในตองอูแห่งวงการจิวเวลรี ณ ขณะนั้น และยิ่งปรากฏอย่างเด่นชัดขึ้นในปี 1878 เมื่อเขาได้รับรางวัล Grand Prix จากเวทีนานาชาติในงาน Paris Universal Exposition เป็นครั้งแรก โดย Henri Vever นักประวัติศาสตร์เครื่องประดับคนสำคัญในยุคนั้น บรรยายผลงานของเขาว่าเป็น “การนำเสนออันเจิดจรัสอย่างแท้จริง เต็มไปด้วยประกายระยิบระยับของเพชร แซฟไฟร์ขนาดใหญ่ ไข่มุก และอัญมณีสีสันอันงดงาม”

ทว่าสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ชื่อเสียง ชัยชนะ และแม้แต่เครื่องประดับที่ปรากฏต่อสายตาสาธารณชน คือสิ่งที่ถูกเก็บอยู่ในบัญชีสินค้าของ Boucheron ตั้งแต่ปี 1877 รวมถึง ‘Book of Stones and Pearls’ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพิถีพิถันในการบันทึกอัญมณีแต่ละเม็ด ทั้งภาพ น้ำหนัก คุณลักษณะ และแหล่่งที่มา โดยอัญมณีที่โดดเด่นเป็นพิเศษจะได้รับการกำกับด้วยคำว่า “Specimen” หรือ “Extra” ซึ่งสาเหตุที่ผู้เขียนบอกว่ามันน่าสนใจก็เพราะว่าในยุคที่คำว่า Traceability หรือการย้อนกลับไปที่ต้นทางของอัญมณี ยังไม่อยู่ในสารระบบของอุตสาหกรรมเครื่องประดับ การบันทึกเหล่านี้คือหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าเมซงและผู้ก่อตั้งให้ความสำคัญกับอัญมณีแต่ละเม็ดมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

ด้วยชื่อเสียงประกอบกับความสามารถทำให้เขาและเมซงทะยานขึ้นมาเป็นชื่อแรกๆ ในใจผู้ลากมากดีและเศรษฐีชื่อดังในยุคนั้นที่ต่างพากันมาสั่งทำเครื่องประดับชุดพิเศษจากเขา เพื่อนำไปมอบแก่คนรัก จัดเก็บไว้ในคลัง หรือแม้แต่เอามาประดับเพื่อแสดงพลังอำนาจและความร่ำรวยของตัวเอง โดยหนึ่งในตัวอย่างชิ้นงานที่โดดเด่นคือสร้อยคอประดับแซปไฟร์ 159 กะรัตของ Marie-Louise Mackay ภรรยาเจ้าของเหมืองเงิน และสร้อยคอประดับมรกตรวมน้ำหนักราว 75 กะรัตที่ Cornelius Vanderbilt เจ้าพ่ออาณาจักรรถไฟสั่งทำ รวมถึงเทียร่าประดับทับทิม 32 เม็ดที่ Gaston de Galard de Béarn ขุนนางและนักเขียนชาวฝรั่งเศสสั่งทำให้ภรรยาของเขา

นั่นเองจึงทำให้ตลอดช่วงปี 1866 จนถึง 1902 ที่เขาสร้างสรรค์เครื่องประดับ เป็นดั่งการวางรากฐานความสัมพันธ์ระหว่างเมซงกับอัญมณีีที่จะส่งต่อไปอีกหลายชั่วอายุคนต่อไป 

สิ่งสำคัญของบทที่ 1

  • Frédéric Boucheron ผู้ก่อตั้งและผู้วางรากฐานความเชี่ยวชาญด้านอัญมณีของเมซง
  • เริ่มสร้างชื่อจากการคัดเลือก เพชร ทับทิม มรกต และแซปไฟร์
  • รางวัล Grand Prix จาก Paris Universal Exposition ปี 1878 ช่วยยืนยันชื่อเสียงของเขาในฐานะช่างทำเครื่องประดับมือฉมัง
  • คลังเอกสารและบัญชีอัญมณีตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 กลายเป็นหลักฐานถึงการคัดเลือกจิวเวลรีของเมซง
  • สร้างสายสัมพันธ์กับลูกค้าระดับมหาเศรษฐี ราชวงศ์ และชนชั้นสูงในยุโรปและอเมริกา

 

Louis Boucheron: ผู้เชี่ยวชาญที่พา Boucheron ออกไปไกลกว่าโลกตะวันตก

หาก Frédéric เป็นผู้วางรากฐาน Louis Boucheron ผู้เป็นลูกชายและทายาทรุ่นที่ 2 คือคนที่พาความเชี่ยวชาญนั้นออกเดินทางไปไกลกว่าเดิม ด้วยความรู้ด้านอัญมณีที่เขามาทำให้เขาขยายเครือข่ายของเมซงไปทั่วยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักร ซึ่งเมซงได้สร้างฐานลูกค้าสำคัญขึ้นมากมาย และหนึ่งในนั้นคือ 'Mrs. Greville' สตรีสังคมชั้นสูงผู้ใกล้ชิดกับราชวงศ์อังกฤษ ซึ่งมีชื่อปรากฏในคลังเอกสารของเมซงถึง 80 ครั้ง ทว่าจุดเปลี่ยนที่สำคัญกว่าการขยายฐานลูกค้าเกิดขึ้นเมื่อ Louis เริ่มเดินทางออกนอกโลกตะวันตก เพราะเขากลายเป็นสมาชิกคนแรกของตระกูลที่เดินทางสู่อินเดีย ดินแดนที่อัญมณีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและสถานะทางสังคม การพบปะกับเหล่ามหาราชาเปิดประตูสู่คำสั่งทำครั้งสำคัญ ตั้งแต่สร้อยข้อมือแซปไฟร์ของ 'Maharaja of Kapurthala' ไปจนถึงเครื่องประดับทับทิมและแซปไฟร์ของ 'Maharaja of Bikaner

ทว่าในความสัมพันธ์ครั้งนั้น ไม่มีเรื่องใดสะท้อนผลลัพธ์ความสำเร็จของภารกิจ ณ แดนภารตะ ได้ชัดเท่ากับเหตุการณ์ฤดูร้อนปี 1928 ที่ 'Maharaja of Patiala' เดินทางมายังกรุงปารีสพร้อมข้าราชบริพารราว 40 คน และหีบเหล็ก 6 ใบที่บรรจุอัญมณีส่วนพระองค์ เมื่อหีบถูกเปิดออกต่อหน้าเขา Louis และทีมงาน สิ่งที่ปรากฏคือขุมทรัพย์นับพันเม็ดที่เฉพาะมรกตก็มีจำนวนถึง 1,432 เม็ด น้ำหนักรวม 7,800 กะรัต และจากอัญมณีเหล่านี้ เมซงได้รับมอบหมายให้สร้างเครื่องประดับถึง 149 ชิ้น ซึ่งทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์ภายในเวลาเพียง 6 เดือนเท่านั้น

ความสำเร็จจากชมพูทวีปของ Louis ยังนำไปสู่ภารกิจที่มีความสำคัญแก่เมซงอีกมากมาย โดยเฉพาะในปี 1930 เขาได้รับความไว้วางใจจากชาห์แห่งอิหร่านให้จัดทำบัญชีและประเมินมูลค่าของ 'Persian National Treasure' ขุมทรัพย์แห่งชาติเปอร์เซียที่รวบรวมอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งมีประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปถึงจักรวรรดิโมกุล โดย Louis ใช้เวลาถึง 6 เดือนในการประเมินสมบัติเหล่านี้ และต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้พิทักษ์และภัณฑารักษ์อย่างเป็นทางการของขุมทรัพย์

เรื่องราวของ Louis จึงทำให้สถานะ 'ผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณี' ของเมซง มีความหมายกว้างกว่าการรู้ว่าอัญมณีเม็ดใดสวยหรือหายาก แต่หมายถึงความสามารถในการมองเห็นคุณค่าของมัน เข้าใจที่มาของมัน และได้รับความไว้วางใจมากพอที่จะเป็นผู้ดูแลสมบัติระดับชาติของชนชาติอื่น

สิ่งสำคัญของบทที่ 2

  • Louis Boucheron ขยายความเชี่ยวชาญของเมซงจากยุโรปและอเมริกาสู่เอเชีย
  • สร้างสายสัมพันธ์กับราชสำนักและมหาราชาแห่งอินเดีย
  • คำสั่งทำของ Maharaja of Patiala นำไปสู่เครื่องประดับ 149 ชิ้นจากอัญมณีส่วนพระองค์
  • ได้รับความไว้วางใจให้ประเมิน Persian National Treasure และใช้เวลาถึง 6 เดือนในการจัดทำบัญชีและประเมินขุมทรัพย์แห่งชาติเปอร์เซีย
  • ยกระดับบทบาทของเมซงจากผู้สร้างเครื่องประดับสู่ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลอัญมณีระดับประวัติศาสตร์

 

Gérard Boucheron: นักเดินทางผู้มีอัญมณีเป็นเข็มทิศ

การเดินทางที่ Louis เริ่มต้นไว้ไม่ได้จบลงที่ตัวเขา เพราะทายาทรุ่นที่สี่อย่าง 'Gérard Boucheron' ผู้มีส่วนร่วมในการประเมิน Persian National Treasure และสืบทอดบทบาทภัณฑารักษ์ต่อจากบิดา ก็ออกเดินทางไปทั่วตะวันออกกลางเช่นกัน และนำบางสิ่งกลับมามากกว่าอัญมณี นั่นคือเครือข่ายความสัมพันธ์กับบุคคลสำคัญทั่วภูมิภาค โดยเฉพาะเจ้าหญิง 'Emina Toussoun' แห่งราชวงศ์อียิปต์ หลังเมื่อปี 1947 เขาได้รับมอบหมายให้ผลิตกำไลข้อมือประดับแซปไฟร์จากซีลอนและเมียนมาร์ น้ำหนักรวม 47.71 กะรัต ขณะที่ในปี 1955 'His Excellency Abdel Rahman Semour Al Sabban' สั่งทำชุดเครื่องประดับตกแต่งมรกตเจียระไนทรงหลังเบี้ยหรือทรงคาโบชอง ตั้งแต่สร้อยข้อมือประดับมรกตขนาด 26.90 กะรัต ต่างหูระย้าประดับมรกตหลังเบี้ยทรงหยดน้ำ น้ำหนักรวม 55.27 กะรัต และสร้อยคอที่เรียงร้อยมรกต 25 เม็ด น้ำหนักรวมถึง 252.61 กะรัต ซึ้jงลูกค้าทั้งสองท่านก็ไว้ใจให้เขาและเมซงเป็นผู้จัดหาอัญมณีมาจัดทำเครื่องประดับเหล่านั้น ต่างจากคนพ่อที่ลูกค้านำเพชรนิลจินดามาให้ ดังนั้นเรื่องราวในบทที่ 3 จากทายาทรุ่นที่ 4 อย่าง Gérard นิยามของอัญมณีเปรียบดั่งเข็มทิศนำทางให้เขาออกเดินไปในโลกกว้างเพื่อค้นหาอัญมณีอีกมากมายในโลกใบนี้

สิ่งสำคัญของบทที่ 3

  • Gérard Boucheron สานต่อบทบาทของครอบครัวใน Persian National Treasure
  • เดินทางทั่วตะวันออกกลาง
  • สร้างสายสัมพันธ์กับราชวงศ์และบุคคลสำคัญในภูมิภาค
  • อัญมณีเป็นจุดเชื่อมเขาเข้ากับโลกกว้าง

 

Alain Boucheron: เมื่อความเชี่ยวชาญเปิดทางให้จินตนาการ

เมื่อมาถึง Alain Boucheron เรื่องราวของอัญมณีเริ่มเปลี่ยนทิศทางอีกครั้ง เพราะสามรุ่นแรกให้ความสำคัญกับการค้นหา คัดเลือก และทำความรู้จักอัญมณีใหม่ๆ แต่ Alain กลับมองเห็นความเป็นไปได้อื่นๆ ของมัน และสำรวจการจับคู่วัสดุอย่างอิสระมากขึ้น ตั้งแต่การนำร็อกคริสตัล ซิตรีน มรกต ทับทิม แซปไฟร์ รวมถึงเพชรสีเหลืองและเพชรน้ำดีมาวางเคียงกัน ซึ่งในเวลาต่อมาความหลงใหลในอัญมณีและความคิดริเริ่มของเขาก็ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือ 'Le Guide des pierres précieuses' ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1987

โดยหนึ่งในสิ่งที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของ Alain ได้ชัดเจนที่สุดคือการพลิกบทบาทของแซปไฟร์ทรงคาโบชองที่แต่เดิมก็สร้างชื่อให้เมซงอยู่แล้ว แต่เมื่อเขาเข้ามากุมบังเหียน การเจียระไนรูปแบบนี้ก็ค่อยๆ กลายเป็นหนึ่งในลายเซ็นสำคัญของเมซงและแผ่ขยายออกไปนอกเหนือจากเครื่องประดับ โดยเฉพาะในปี 1988 ที่รูปทรงของแหวนจากปี 1983 ซึ่งประดับแซปไฟร์เจียระไนทรงคาโบชองและเพชรพาเว่ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับดีไซน์ขวดน้ำหอมกลิ่นแรกของเมซง ซึ่งสะท้อนความสามารถของเขาและอัญมณีสีของเมซงว่าสามารถพลิกแพลงจากรูปโฉมที่คุ้นตากลายเป็นภาษาทางการออกแบบที่หลากหลายขึ้นกว่าเดิมได้

สิ่งสำคัญของบทที่ 4 

  • Alain Boucheron เปิดพื้นที่ให้อัญมณีและวัสดุต่างๆ ถูกจับคู่กันอย่างอิสระ
  • สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างสี วัสดุ และสไตล์
  • ถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่าน Le Guide des pierres précieuses
  • ทำให้แซปไฟร์เจียระไนทรงคาโบชอง กลายเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์สำคัญของเมซง
  • นำความงามของอัญมณีไปต่อยอดสู่ผลงานอื่น

 

จากสี่บุคคลต้นตระกูลสู่ 'Color Conversation' แคมเปญใหม่จากผู้หญิงสองคนผู้รับไม้ต่อความคิดสร้างสรรค์

จากเรื่องราวอัญมณีที่ส่งผ่านกันมารุ่นสู่รุ่น วันนี้การขีดเขียนบทใหม่ก็เดินทางมาสู่มือของ 'Hélène Poulit-Duquesne' ประธานกรรมการบริหาร และ 'Claire Choisne' ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของเมซง ผู้หญิงสองคนที่กำลังนำแนวคิดและองค์ความรู้ที่สั่งสมมากว่าร้อยปีมาสู่ผลงานครั้งใหม่ที่ 'อัญมณีสี' ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสรรรค์

สำหรับ Hélène การค้นหาอัญมณียังคงเป็นภารกิจที่เธอเข้ามาดูแลด้วยตัวเอง เพื่อมองหาอัญมณีที่อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตของเมซงได้ แต่สิ่งที่เธอมองหาไม่ได้จำกัดอยู่ที่อัญมณีซึ่งได้รับการยอมรับอยู่แล้ว เธอยังสนใจอัญมณีที่อาจยังไม่ได้รับความนิยมในวงกว้างอย่าง 'เซอร์คอน' เพราะมองเห็นความเป็นไปได้ของสีและบุคลิกที่ซ่อนอยู่ในวัสดุเหล่านั้น ซึ่งจุดนี้ทำให้เธอคล้ายคลึงกับสามเจนเนอเรชั่นแรกอยู่ไม่น้อย 

ขณะที่ Claire เชื่อว่าเครื่องประดับไม่ได้เริ่มต้นจากอัญมณีเสมอไป แต่เริ่มจากเรื่องราว ความฝัน หรือภาพบางอย่างที่ต้องการทำให้เกิดขึ้นจริง จากนั้นจึงออกตามหาอัญมณี วัสดุ และเทคนิคที่จะทำให้จินตนาการนั้นเป็นรูปธรรม แนวคิดนี้ปรากฏชัดในคอลเลกชั่น 'Rêves d’Ailleurs' ปี 2014 ซึ่งหยิบเรื่องราวของอัญมณีที่เคยมีส่วนในประวัติศาสตร์ของเมซงกลับมาเล่าใหม่ ก่อนต่อยอดไปสู่ 'New Maharajahs' ในปี 2022 ที่นำแรงบันดาลใจจากคำสั่งทำของ 'Maharaja of Patiala' กลับมาตีความใหม่ ซึ่งเป็นหลักการทำงานที่คล้ายคลึงกับ Alain ที่มักจะหยิบนำสิ่งที่บรรพบุรุษทิ้งไว้มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่อยู่เรื่อยๆ

ด้วยการทำงานของพวกเธอที่มีความคล้ายคลึงกับเรื่องราวของสี่บุรุษต้นตระกูล เช่นเดียวกับความหลงใหลที่มีร่วมกันต่ออัญมณีสี ทำให้พวกเธอทั้งสองปัดฝุ่นเรื่องราวในวันวาน พร้อมนำเสนอผลงานอีกครั้งในปีนี้กับ 'Color Conversation' แคมเปญล่าสุดที่หยิบ “สีสัน” และความเชี่ยวชาญด้านการจับคู่สีอัญมณีที่ส่งต่อกันมาสี่ชั่วอายุคนภายในเมซงนับตั้งแต่ปี 1858 มาถ่ายทอดในวิสัยทัศน์ร่วมสมัยผ่านการนำเครื่องประดับตกแต่งทับทิม แซปไฟร์ และมรกตมาแมตช์กับเฉดสีของเสื้อผ้าและฉากหลังที่ ‘ส่งเสริม’ หรือ ‘ตัดกัน’ อย่างอิสระ เพื่อเฉลิมฉลองสีในฐานะภาษาแห่งสไตล์ และสร้างบทสนทนาว่าด้วยการสวมใส่จิวเวลรีหลากสีสันที่ไม่ว่าจะเลเยอร์ จับคู่ หรือวางเคียงข้างกัน ทุกชิ้นก็ล้วนมีเอกลักษณ์และตัวตนเป็นของตัวเอง และนี่คือเหตุผลที่ Color Conversation มีความหมายมากกว่าการเป็นแคมเปญใหม่ เพราะเมื่อมองย้อนกลับไปตลอดเส้นทางของ Boucheron อัญมณีสีไม่เคยเป็นเพียงองค์ประกอบที่ทำให้เครื่องประดับดูสวยขึ้นแต่เป็นได้มากกว่านั้น

สำหรับ Frédéric อัญมณีสีคือสิ่งที่ทำให้เขาสร้างรากฐานให้เมซงและฝากฝังชื่อของเขาไว้ในใจผู้คน สำหรับ Louis อัญมณีสีเป็นดั่งอวัจนภาษาที่พาเขาเข้าไปสู่โลกของมหาราชและขุมทรัพย์ระดับชาติ สำหรับ Gérard อัญมณีสีคือเข็มทิศที่ทำให้เขาได้ออกเดินทางไปพบโลกใหม่ๆ  และสำหรับ Alain อัญมณีสีคือวัสดุที่เปิดประตูให้จินตนาการก้าวออกไปไกลกว่าขนบเดิมของเครื่องประดับ

ด้วยวิธีการมองอัญมณีสีที่ต่างกัน แต่ล้วนเกี่ยวเนื่อง เชื่อมโยง และหลอมรวมกันอย่างน่าประหลาด ทำให้วันนี้ Hélène และ Claire เลือกนำความต่างอันเป็นรากเหง้ากลับมาเล่าต่อในแคมเปญใหม่ที่ตั้งต้นจากทฤษฎีสี สำรวจการอยู่ร่วมกันของเฉดสี การสร้างความกลมกลืน และการใช้สีที่ตัดกันอย่างตั้งใจ ก่อนนำแนวคิดเหล่านั้นมาสู่การสไตลิ่งเครื่องประดับที่เปิดกว้างขึ้น ซึ่งเปลี่ยนคำถามที่ผู้คนมักมีต่ออัญมณีว่า “อัญมณีเม็ดนี้มีค่าเพียงใด” ไปสู่คำถามอีกแบบหนึ่งว่า “อัญมณีเม็ดนี้สามารถเล่าอะไรได้บ้าง” จนราวกับว่าสิ่งที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นจนมาถึงมือของพวกเธอสองคนอาจมากกว่าความรู้เรื่องอัญมณีในฉบับของเมซง แต่คือสายตาที่มองเห็นว่าในหินสีหนึ่งเม็ดมีบางสิ่งซ่อนอยู่เสมอ และในกรณีนี้มันคือเรื่องราวอันยาวนานของบุรุษต้นตระกูลทั้งสี่ที่ทั้งสองสตรีอยากบอกต่อในแคมเปญ Color Conversation ครั้งนี้

 

Article
ภาพปก : Coutesy of the Boucheron