'มิกซ์-เฉลิมศรี' หรือชื่อที่เราคุ้นกันในวันนี้ว่า 'Badmixy' คืออีกหนึ่งสีสันที่ช่วยขับเคลื่อนวงการบันเทิงไทยให้มีรสชาติเข้มข้นขึ้น ด้วยความเป็นตัวของตัวเองและผลงานที่ไม่เคยหยุดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะในบทบาทครีเอเตอร์ นักร้อง นักแต่งเพลง หรือผลงานอื่นๆ เธอทำให้เห็นว่าแรงบันดาลใจที่แท้จริงคือการเชื่อมั่นในตัวเองและกล้าที่จะถูกมองเห็นในแบบที่เป็น

“ความมั่นใจไม่มีขาย เราต้องสร้างขึ้นมาเอง เข้าใจว่าบางอย่างมันยาก อาจจะเพราะรอบๆข้างมีเรื่องบั่นทอนจิตใจ แต่อยากจะบอกว่าเราไม่ได้ใช้ชีวิตเพื่อใคร เราใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง”
“เราไม่เคยมีนิยาม เราเป็นอะไรก็ได้ ใครอยากนิยามอะไรก็ได้เหมือนกัน” มิกซ์พูดถึงตัวเองเมื่อเราให้เธอเล่าถึงตัวตน “เราเป็นตัวของตัวเองมาตลอด ตั้งแต่จำความได้ก็เป็นทุกอย่างที่ตัวเองอยากเป็น” คำตอบสั้นๆ แต่ได้ใจความบ่งบอกถึงความชัดเจนในตัวเองที่ฉายออกมาตั้งแต่เธอเดินเข้ามาในสตูดิโอ ทุกอย่างที่เธอทำทำให้คนที่อยู่ใกล้สัมผัสได้ถึงความตั้งใจและความเต็มที่ นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอมายืนอยู่จุดนี้ซึ่งเป็นแบบอย่างให้กับใครหลายๆ คน “เราให้ความสำคัญกับการถูกมองเห็นนะ เราเป็นคนที่ถูกมองเห็นมาตั้งแต่เด็ก ใครก็ตามที่มองเห็นเราแปลว่าเขาเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ พอมองแบบนี้ทำให้เราไม่กล้าที่จะสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ถ้าต้องเลือกระหว่างความเป็นตัวเองกับการถูกยอมรับในแบบที่สังคมอยากให้เป็น เราเลือกตัวเองอยู่แล้ว เรารู้สึกว่าถ้าสังคมยอมรับในสิ่งที่เราทำก็เป็นผลพลอยได้ หรือนั่นก็เป็นสิ่งที่เราควรจะได้ เพราะสุดท้ายแล้วถ้าสิ่งที่เราทำไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เขาก็ต้องยอมรับได้เช่นกัน”
ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยคอนเทนต์ หลายคนตามหาแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน สำหรับมิกซ์เธอมองในมุมที่ต่างออกไป “แรงบันดาลใจเหรอ นึกไม่ออกเลยค่ะ เพราะเราไม่ได้รู้สึกว่าการพรีเซนต์ตัวเองออกมาแบบนี้ต้องหาแรงบันดาลใจ เรามองว่าควรจะเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ทั่วไปด้วยซ้ำที่ต้องนำเสนอตัวเองในแบบที่เป็น เราไม่ได้รู้สึกว่าต้องมองหาแรงบันดาลใจหรือความสุขจากคนที่กล้าแสดงออก สิ่งเหล่านี้ควรถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ครอบครัวหรือตัวเราเอง ดังนั้นถ้าใครอยากหาแรงบันดาลใจจากเรา เราก็ยินดี แต่ก็อยากให้ทุกคนเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุดมากกว่า”
สุดท้ายมิกซ์ฝากถึงคนที่อยากมายืนอยู่ในจุดนี้หรือคนที่มองเห็นเธอเป็นแบบอย่างว่า “ความมั่นใจไม่มีขาย เราต้องสร้างขึ้นมาเอง เข้าใจว่าบางอย่างมันยาก อาจจะเพราะรอบๆ ข้างมีเรื่องบั่นทอนจิตใจ แต่อยากจะบอกว่าเราไม่ได้ใช้ชีวิตเพื่อใคร เราใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง ดังนั้นใครที่ชอบผลงานของเราก็อยากจะบอกว่าขอบคุณค่ะ สำหรับใครที่มองเราเป็นไอดอลหรืออยากเป็นเหมือนเราก็อยากบอกว่าเป็นให้ดีกว่าเราดีกว่า อย่าเป็นเราเลย”

มิกซ์-เฉลิมศรี (BadMixy)
มงกุฎบนศีรษะและสายสะพายบนบ่าในวันนี้คือเครื่องพิสูจน์ของการเดินทางที่เต็มไปด้วยความพยายามและหัวใจที่ไม่เคยยอมแพ้ของ 'บุ๊ค-ธีรชยา พิมพ์กิติเดช' จากคนธรรมดาที่ผ่านหลากหลายบทบาทในชีวิตสู่การก้าวขึ้นมาเป็น Miss Tiffany 2026 อย่างสง่างาม เธอไม่ได้ชนะเพียงบนเวทีประกวด แต่ยังชนะข้อจำกัด ความกลัว และคำตัดสินของสังคมด้วยตัวตนที่มั่นใจและจริงใจ บุ๊คในวันนี้จึงกลายเป็นภาพแทนของคนรุ่นใหม่ที่กล้าฝัน กล้าต่อสู้ และเลือกใช้ชีวิตในแบบของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ

“สิ่งสำคัญที่สุดคือการมอง ‘คน’ ให้เป็น ‘คน’ อย่างเท่าเทียมกัน นั่นคือสิ่งที่บุ๊คอยากผลักดันให้เกิดขึ้นในสังคมของเรา”
บุ๊คใช้เวลาถึง 10 ปีในการพิสูจน์ตัวเองจนครอบครัวของเธอยอมรับ และ 8 ปีกว่าจะคว้ามงกุฎมาครองได้สำเร็จ “วันที่รู้ว่าครอบครัวยอมรับจริงๆ คือวันที่แม่ส่งข้อความมาบอกว่าอยากเป็นอะไรก็เป็น ไม่ต้องหลบซ่อน ไม่ต้องกลัว สำหรับบุ๊คนั่นคือความรู้สึกขอบคุณตัวเองมากกว่าทุกอย่าง เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเด็กคนหนึ่งที่ไม่มีที่ยึดเหนี่ยวอาจหลงทางไปแล้วก็ได้ แต่บุ๊คยังเลือกเก็บความหวังเล็กๆ เอาไว้เสมอว่าสักวันหนึ่งคนในครอบครัวจะเข้าใจเราและวันที่เกิดขึ้นจริงคือวันที่บุ๊ครู้สึกภูมิใจในตัวเองที่สุด” มากกว่าการยอมรับจากคนอื่นคือการยอมรับตัวเอง การเดินทางตามความฝันของบุ๊คจึงไม่ใช่แค่การได้สวมมงกุฎนางงามที่ทุกคนใฝ่ฝันแต่คือการเดินทางเพื่อค้นพบและยอมรับตัวเองให้ได้ “สำหรับบุ๊ค การได้เป็น Miss Tiffany คือการกลับไปเติมเต็มความฝันของตัวเองในวัยเด็ก แม้จะเคยมีช่วงที่ยอมแพ้หลังพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าก็ยังไม่สำเร็จ แต่ช่วงเวลานั้นก็ทำให้ได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่เราหากไม่ควรทำร้ายเรา การยอมเสียใจแต่ได้ลงมือทำก็ยังดีกว่าไม่ทำแล้วต้องมาเสียดายในภายหลัง สุดท้ายบุ๊คเลยเลือกกลับมาทำความฝันนี้อีกครั้งจนสำเร็จ สิ่งที่ภูมิใจที่สุดไม่ใช่แค่มงกุฎแต่คือการได้เรียนรู้และยอมรับตัวเองในทุกมิติ ทั้งวันที่เข้มแข็งและวันที่อ่อนแอ เพราะสุดท้ายเราไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบตลอดเวลา ความเป็นมนุษย์คือการมีทั้งวันที่เก่ง วันที่แพ้ และวันที่ไม่สมบูรณ์ บุ๊ครู้สึกภูมิใจที่วันนี้สามารถโอบรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้จริงๆ”
เธอจึงเลือกลุกขึ้นมาเป็นกระบอกเสียงให้กับใครก็ตามที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากในการค้นพบตัวเอง “การยอมรับตัวเองสำหรับบุ๊คไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องเพศ แต่คือการยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต ทั้งอดีตที่เคยเจอ ความโดดเดี่ยว หรือช่วงเวลาที่ครอบครัวไม่เข้าใจ ซึ่งบางช่วงบุ๊คเคยเลือกที่จะไม่พูดถึงและเก็บไว้ลึกที่สุด แต่เมื่อเติบโตขึ้นก็เข้าใจว่าการยอมรับตัวเองคือการยอมรับอดีตด้วย และทำความเข้าใจว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเราคืออะไร เพราะมันเชื่อมโยงกับเรื่องสุขภาพจิต การเยียวยาจากภายใน และการเห็นคุณค่าตัวเอง” ตอนประกวดมิสทิฟฟานี่เธอเลือกทำโครงการ “Beauty, Fully” เพื่อสร้างความเคารพตัวเองรวมถึงความมั่นใจให้กับคนในแง่ของความงาม “บุ๊คเชื่อว่าการยอมรับตัวเองเริ่มจากการมองเห็นข้อดีเล็กๆ ในตัวเอง แม้จะยังไม่ตรงกับมาตรฐานที่สังคมกำหนดก็ตาม การยอมรับตัวเองไม่ได้หมายถึงการต้องมีความสุขตลอดเวลาหรือสมบูรณ์แบบ แต่คือการมองเห็นทั้งข้อดีและข้อผิดพลาดของตัวเองและใช้มันเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาไปสู่เวอร์ชันที่ดีขึ้นของเราในที่สุด”
นอกจากการยอมรับตัวเอง อีกสิ่งหนึ่งที่บุ๊คอยากจะผลักดันให้เกิดขึ้นคือคุณค่าของความเป็นคน “บุ๊ครู้สึกว่าคำนี้ครอบคลุมทุกอย่าง หลายครั้งคนอาจมองแค่ภาพภายนอกว่าเรามีความสุข มีชื่อเสียง หรือประสบความสำเร็จแล้ว แต่ในชีวิตจริงยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องต่อสู้ ทั้งการใช้ชีวิต สิทธิทางกฎหมาย หรือการได้รับการยอมรับในตัวตนอย่างแท้จริง บางครั้งเมื่อใครสักคนออกมาพูดว่าเขายังไม่ได้รับสิทธิ์หรือความเท่าเทียม ไม่ได้แปลว่าเขาต้องการสิทธิพิเศษอะไรที่เหนือกว่าคนอื่น แต่อาจเป็นเพราะเขากำลังขาดบางสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยต้องเผชิญ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการมอง ‘คน’ ให้เป็น ‘คน’ อย่างเท่าเทียมกัน นั่นคือสิ่งที่บุ๊คอยากผลักดัน

บุ๊ค-ธีรชยา พิมพ์กิติเดช
Vogue Pride Month | ‘นิว-ฐิติภูมิ’ ว่าด้วยความหลากหลาย เสรีภาพ และการก้าวข้ามกรอบ
Vogue Pride Month | ‘ฝ้าย-พีรญา’ และ ‘อะตอม-ปริยะ’ ว่าด้วยความหลากหลาย การเป็นตัวเอง และการเติบโต

VOGUE SCOOP | รวม 9 ภาพยนตร์และซีรี่ส์ Coming-of-Age น่าดูในเดือน Pride Month

THAI PRIDE พูดคุยกับ 2 เจ้าของแบรนด์จิวเวลรีไทยรุ่นใหม่ ปลุกกระแสวงการเครื่องประดับไทยอีกครั้ง!
