ในจักรวาลซีรี่ส์ Game of Thrones ที่เหล่าแฟนๆ คุ้นชินกับการแก่งแย่งชิงบัลลังก์เหล็ก มังกร และการทรยศหักหลังอย่างเลือดเย็น การมาถึงของ A Knight of the Seven Kingdoms คือรสชาติใหม่ที่ดูเหมือนจะตั้งใจ ‘ลดสเกล’ ลงอย่างชัดเจน แทนที่จะพาเราเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจแบบ Game of Thrones หรือความขัดแย้งในราชสำนักเช่น House of the Dragon เรื่องนี้กลับเลือกเล่าเรื่องของอัศวินพเนจรไร้ชื่อเสียงและเด็กรับใช้ที่ดูไม่มีความสำคัญในสายตาโลก และนั่นเองที่ทำให้มันน่าสนใจอย่างยิ่ง
เรื่องราวดำเนินผ่านตัวละครหลักอย่าง ‘Ser Duncan the Tall’ หรือ ‘Dunk’ อัศวินพเนจรผู้ไร้ชาติกำเนิด เขาต้องแบกทั้งศักดิ์ศรีและความคลุมเครือของสถานะ เพราะไม่มีพยานรับรองการเป็นอัศวินของตนเอง ชาติกำเนิดต่ำต้อยทำให้ทุกย่างก้าวของเขาเต็มไปด้วยความยากลำบาก ข้างกายเขาคือ ‘Aegon V Targaryen’ ในวัยเยาว์ หรือที่เราเรียกกันว่า ‘Egg’ เด็กรับใช้ที่แท้จริงคือสายเลือดแห่งราชวงศ์ Targaryen เด็กชายผู้มีสิทธิ์โดยกำเนิดเหนือบัลลังก์ กลับเลือกปลอมตัวเป็นสามัญชนเพื่อหลีกหนีจากอำนาจในครอบครัว โว้กเปิดบทสัมภาษณ์ของสองนัักแสดงนำอย่าง 'Peter Claffey' ผู้รับบท 'Dunk' หรือ 'Ser Duncan the Tall' และ 'Dexter Sol Ansell' ผู้รับบท 'Egg' หรือ 'Aegon V Targaryen'
1 / 2
2 / 2
Q: คุณจะอธิบายตัวละคร Dunk อย่างไร
Peter: Dunk คือคนที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย เขาเติบโตมาจากสถานที่ที่โหดร้าย อาจเรียกได้ว่าเลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งใน Westeros อย่าง Flea Bottom ที่ซึ่งคุณต้องดิ้นรนอย่างหนักเพียงเพื่อให้มีชีวิตรอดในแต่ละวัน หลังจากผ่านวัยเด็กอันยากลำบาก เขาโชคดีที่ได้ 'Ser Arlan' แห่ง Pennytree รับตัวไปเป็นศิษย์ Dunk เคารพและเทิดทูนอาจารย์ของเขามาก Ser Arlan สอนให้เขาเป็นอัศวินที่ดีและเป็นอัศวินที่มีเกียรติ ซึ่งแฟนๆ Game of Thrones ก็รู้กันดีว่าสิ่งนั้นหาได้ยากเพียงใดในโลกใบนี้
ในโลกที่ผู้คนจำสวนมากพร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อไต่เต้าขึ้นไปอีกขั้น แม้กระทั่งการหักหลังผู้อื่น Dunk กลับพยายามยึดมั่นในหลักเกียรติยศที่เขาเชื่อมั่น แต่สิ่งที่เราได้เห็นก็คือโลกของ Westeros ที่คอยทดสอบหลักยึดเหนี่ยวนั้นของเขาอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเรื่องราวจึงเป็นการเดินทางของ Dunk ในการค้นหาว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นใคร เขาเป็นคนค่อนข้างวิตกกังวลและไม่มั่นใจในตัวเองนัก ทำให้หลายครั้งเขาดูน่าเอ็นดู แต่ขณะเดียวกัน ก็มีอารมณ์ขันแทรกอยู่ไม่น้อยเมื่อเราเห็นเขาเผชิญหน้า เรียนรู้ และค่อยๆ เติบโตไปพร้อมกับโลกใบนี้
Q: อารมณ์ขันถือเป็นเอกลักษณ์ของ A Knight of the Seven Kingdoms ความตลกนั้นมาจากไหน
P: ผมคิดว่าซีรี่ส์เรื่องนี้นำเสนอมุมมองใหม่ให้กับโลกของ Game of Thrones และอารมณ์ขันก็เกิดขึ้นจากตัว Dunk เอง เมื่อเขาต้องเผชิญกับสถานการณ์ชวนอึดอัดกับผู้คนหลากหลายที่เขาได้พบใน Ashford จริงๆ แล้วบทถูกเขียนไว้ในลักษณะที่คุณจะเล่นให้จริงจังตึงเครียดไปเลยก็ได้ จะไม่ให้มีความตลกแม้แต่นิดเดียวก็ยังได้ แต่ผมคิดว่า Ira Parker (ผู้ร่วมสร้าง/โชว์รันเนอร์/ผู้อำนวยการสร้าง) ตั้งใจให้มันมีอารมณ์ขันแบบพอเหมาะพอดีแทรกอยู่อย่างเนียนๆ ตลอดทั้งเรื่อง เป็นความขำเล็กๆ ที่เกิดจากปฏิกิริยาและสถานการณ์ต่างๆ สำหรับผมเอง ผมรักคอเมดี้มาตลอด เริ่มต้นจากการเขียนบทตลกสั้นๆ ลงโซเชียลมีเดีย และชื่นชมนักแสดงสายตลกฝีมือดีมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นผมเลยดีใจมากที่ได้มีโอกาสนำมุมนั้นมาใส่ในบทนี้บ้าง แม้จะเป็นเพียงองค์ประกอบเล็กๆ ก็ตามครับ
Q: การรับบทเป็นคนดีโดยพื้นฐานแล้วท้าทายกว่าการเล่นเป็นตัวร้ายหรือไม่
P: ผมคิดว่าใช่ครับ นักแสดงหลายคนคงจะบอกว่าการได้เล่นเป็นตัวร้ายมันสนุกกว่า ผมเองก็เพิ่งมีโอกาสรับบทแนวนั้นมาเพียงไม่กี่ครั้งในเส้นทางอาชีพที่ยังถือว่าไม่นานนัก แต่ถึงอย่างนั้นการได้เล่นเป็น Dunk ก็สนุกมากไม่แพ้กัน ตัวละครนี้มีมิติให้สำรวจลึกลงไปเยอะมาก ทั้งภูมิหลังของเขา ผู้คนที่เขาได้พบเจอ หลักศีลธรรมที่เขายึดถือ รวมถึงวิธีที่เขาพยายามเอาตัวรอดและค้นหาเส้นทางของตัวเองในโลกใบนี้ มันเป็นบทที่ท้าทายก็จริง แต่ก็เป็นความท้าทายที่งดงามและน่าประทับใจมากเช่นกันครับ
Q: สำหรับแฟนๆ Game of Thrones ที่ยังไม่รู้จัก Dunk และ Egg คุณคิดว่าซีรี่ส์เรื่องนี้จะทำให้พวกเขาเซอร์ไพรส์ตรงไหน
P: เรื่องราวครั้งนี้จะแตกต่างออกไป เพราะมันถูกเล่าผ่านมุมมองของคนที่ต่ำต้อยยิ่งกว่าชนชั้นสามัญทั่วไป คุณจะได้สัมผัสบรรยากาศดิบๆ ของ Ashford Meadow อย่างแท้จริง และใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางชาวบ้านธรรมดา ตระกูล Targaryen จะปรากฏตัวในเรื่องก็จริง แต่การปรากฏตัวนั้นถูกมองผ่านสายตาของคนฐานะต่ำต้อยเท่านั้น ผมคิดว่านี่แหละคือความแตกต่างสำคัญของเรื่องนี้เมื่อเทียบกับซีรี่ส์เรื่องอื่นๆ ในจักรวาลเดียวกัน ผมรู้ดีว่ามีแฟนๆ จำนวนมากที่รักนิยายต้นฉบับและผมก็หวังอย่างยิ่งว่าพวกเราจะสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมศักดิ์ศรีของต้นฉบับครับ
1 / 2
2 / 2
Q: คุณและ Peter มีเคมีเข้ากันสุดๆ บนหน้าจอ คุณสร้างความสนิทสนมกันได้อย่างไร
Dexter: ตอนที่อยู่ในช่วงออดิชั่น ผมถึงกับบอกแม่เลยว่า “ผมอยากให้เขาได้บทนี้มาก เพราะผมยังไม่รู้สึกเชื่อมโยงกับใครเท่าที่รู้สึกกับเขาเลย” แล้วสุดท้ายเขาก็ได้บทนี้จริงๆ พวกเราสร้างความสัมพันธ์กันผ่านการไปเล่นตู้เกมเป็นส่วนใหญ่ ความผูกพันของพวกเราคือการไปเล่นตู้เกมด้วยกันแทบจะตลอดเวลาเลยครับ
Q: ช่วยแนะนำ 'Egg' ให้เรารู้จักหน่อย...
D: ตอนที่คุณเจอ Egg ครั้งแรก เขาจะดูเป็นเด็กที่มีบางอย่างปิดบังไว้เสมอ ผมมักจะมีคำถามเกี่ยวกับ Egg อยู่เสมอ เช่น เขาเป็นใคร เขามาจากไหน แล้วทำไมเขาถึงมาเป็นเด็กดูแลม้า ผมมีคำถามเยอะแยะเลยที่อยากจะถามเขา นอกจากนี้เขายังเป็นเด็กประเภทรู้ไปหมดทุกเรื่อง เขามีความรู้รอบตัวเยอะ และมักจะสอนสิ่งที่เขารู้ให้กับ Dunk ซึ่งนั่นคือหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคน
Egg สอนให้ Dunk เป็นอัศวินที่ดีขึ้นและฉลาดขึ้นในหลายๆ เรื่อง เช่น Dunk คิดว่ามีเจ็ดอาณาจักร แต่ที่จริงแล้วมีเก้าอาณาจักร ซึ่งผู้ชมจะได้เห็นเองในเรื่อง ในแง่นิสัย Egg อาจจะดูน่าหมั่นไส้นิดๆ คุณคงไม่อยากมีปัญหากับเขาแน่ๆ ถ้าเขาอยู่ห้องเรียนเดียวกับคุณ เขาน่าจะเป็นเด็กที่ชอบสั่งการและค่อนข้างจอมบงการทีเดียว
Q: ทำไมเขาถึงมองหาอัศวินสักคนเพื่อที่จะไปเป็นเด็กรับใช้ให้
D: เขาเกลียดครอบครัวของตัวเองมากและอยากหนีออกมาให้พ้น เพราะทุกคนล้วนใจร้ายกับเขา ดังนั้นไม่ว่าโอกาสอะไรที่ผ่านเข้ามา เขาก็พร้อมจะคว้าเอาไว้ทันที ในตอนแรกเขาเองก็ไม่ได้คิดว่า Dunk จะเป็นโอกาสที่ดีที่สุดนัก แต่ลึกๆ แล้วสิ่งที่ Egg ต้องการจริงๆ ก็คือการได้รับความรักจากใครสักคนและอยากมีครอบครัวที่มีความสุข นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาตัดสินใจไปกับ Dunk ในช่วงแรกทั้งสองคนยังไม่ได้ผูกพันกันมากนัก แต่ความผูกพันก็ค่อยๆ เติบโตขึ้น จนท้ายที่สุดพวกเขากลายเป็นเหมือนพี่น้องกัน สิ่งที่เริ่มต้นจากการที่ Egg แค่มองหาโอกาสหนีออกจากครอบครัว กลับกลายเป็นมิตรภาพที่แน่นแฟ้นที่สุด
Q: เหตุการณ์ไหนที่คุณประทับใจที่สุด
D: มันเกิดขึ้นหลังจากที่เราถ่ายทำเสร็จในวันหนึ่งครับ ตอนนั้นในกองมีหุ่นจำลองศพวางอยู่เต็มไปหมด ผมจะไม่บอกแล้วกันว่าเป็นศพของใคร ทีมงานฝ่ายประกอบฉากกำลังช่วยกันยกหุ่นเหล่านั้นขึ้นรถบรรทุก ผมนั่งดูอยู่เงียบๆ แล้วจู่ๆ ทีมงานฝ่ายอุปกรณ์ประกอบฉากคนหนึ่งก็เดินเข้าไปหาหุ่นตัวหนึ่ง ก้มลงแล้วกำลังจะคว้าตัวยกขึ้น ทันใดนั้นหุ่นตัวนั้นก็ลุกพรวดขึ้นมาพร้อมพูดว่า “เดี๋ยวผมเดินไปเองได้ ขอบคุณมาก!” ตอนนั้นผมถึงเพิ่งนึกออกว่าเขาเป็นนักแสดงสมทบที่แกล้งตายอยู่แล้วเขาก็ยังนอนค้างอยู่ตรงนั้นเพราะยังไม่มีใครสั่งให้เขาลุกขึ้นมา มันเป็นจังหวะที่ตลกมากจริงๆ ครับ
Q: คุณได้พบกับ George R. R. Martin บ้างไหม
D: ผมได้เจอเขาครับ เขามาที่กองถ่ายวันหนึ่ง ตอนที่เรากำลังถ่ายฉากชักเย่อกันอยู่ ตอนนั้นผมต้องโหนเชือกไปมาอยู่นานมาก ก่อนจะร่วงลงไปในโคลน George อยู่ในกองถ่ายตอนนั้นพอดี แล้วเขาก็หันมาพูดกับผมว่า “หนูดูเหมือนหลุดออกมาจากในหนังสือเลยนะ หนูสมบูรณ์แบบมาก หนูคือ Egg ตัวจริงเลย” คำพูดนั้นทำให้ผมรู้สึกดีมากจริงๆ ผมคิดในใจทันทีว่า “ผมไม่ต้องหาแรงผลักดันจากที่ไหนอีกแล้ว แค่นี้ก็พอ ผมทำได้แน่ ผมนี่แหละคือ Egg”
1 / 3
2 / 3
3 / 3
เสน่ห์ของซีรี่ส์อยู่ที่การลดความแฟนตาซีลงอย่างตั้งใจ ไม่มีมังกรเป็นสัญลักษณ์อำนาจ ไม่มีศึกเหนือฟ้าให้ตื่นตา หากย้อนกลับไปยังยุคของการประลองท้องถิ่น ข้อพิพาทระดับเมืองเล็ก และการตัดสินใจที่ส่งผลกระทบต่อคนธรรมดา Dunk ไม่ใช่อัศวินผู้วางกลยุทธ์เฉียบคม เขามักลังเล ตัดสินใจพลาด และใช้หัวใจนำหน้ากฎเกณฑ์ ความผิดพลาดของเขาไม่ได้ถูกกลบด้วยชัยชนะยิ่งใหญ่ แต่มันถูกทิ้งไว้ให้แบกรับผลลัพธ์อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งในโลกของ Game of Thrones เราเคยเห็นผู้เล่นเกมอำนาจที่เฉียบคมอย่าง ‘Tyrion Lannister’ หรือผู้ทะเยอทะยานอย่าง ‘Daenerys Targaryen’ แต่ในเรื่องนี้ เราเห็นชายคนหนึ่งที่ไม่เก่งเกม ไม่เข้าใจการเมืองลึกซึ้ง ทว่าเลือกจะยืนอยู่ข้างสิ่งที่เขาเชื่อว่าถูกต้อง แม้ว่ามีราคาที่ต้องจ่าย ฉะนั้นการลดสเกลจึงไม่ใช่การลดความเข้มข้น ในทางตรงกันข้าม มันทำให้ทุกการตัดสินใจมีน้ำหนักมากขึ้น เพราะไม่มีอำนาจมหาศาลมาคอยบิดเบือนผลลัพธ์
การมีอยู่ของ Egg ทำหน้าที่สะท้อนโครงสร้างชนชั้นอย่างเฉียบคม เขาคือผู้มีสิทธิ์โดยกำเนิดเหนือผู้อื่น แต่กลับต้องใช้ชีวิตในฐานะเด็กรับใช้ การเดินทางของเขาไม่ใช่แค่การผจญภัย หากแต่คือการฝึกฝนทางใจ เด็กชายผู้มีสายเลือดกษัตริย์ต้องเผชิญกับโลกที่ทำให้เห็นว่า กฎหมายและเกียรติยศไม่ได้ทำงานเท่าเทียมกับทุกคน ในขณะเดียวกัน Dunk ผู้ไม่เคยมีต้นทุนทางชนชั้น กลับเป็นคนที่ยึดมั่นในหลักการมากกว่าเหล่าชนชั้นสูงทั้งหลาย ความย้อนแย้งนี้เองที่ตั้งคำถามต่อระบบศักดินาของ 7 อาณาจักรแห่ง Westeros ระบบที่ยกย่องสายเลือดเหนือคุณธรรมจะยั่งยืนได้เพียงใด หากคุณธรรมไม่ได้ผูกขาดอยู่กับผู้มีอำนาจ? แม้ซีรี่ส์จะไม่มีสงครามขนาดใหญ่ แต่น้ำหนักทางการเมืองกลับชัดเจน เพราะมันไม่ถูกทำให้อลังการแต่ถูกทำให้ใกล้ตัว ด้วยข้อพิพาทเล็กๆ ในงานประลองหนึ่งครั้งที่อาจสะท้อนรอยร้าวของโครงสร้างอำนาจทั้งระบบ การตัดสินใจของอัศวินพเนจรคนหนึ่ง อาจสั่นสะเทือนศักดิ์ศรีของตระกูลใหญ่ นี่คือการเมืองในระดับ ‘มนุษย์’ อย่างแท้จริง
A Knight of the Seven Kingdoms จึงเปรียบเสมือนบทภาคผนวกที่เติมมิติใหม่ให้จักรวาลเดียวกันกับ Game of Thrones มันไม่ได้ขยายด้วยขนาดของมหากาพย์ หากขยายด้วยความลุ่มลึกทางเนื้อหา จากอัศวินไร้นามใน A Knight of the Seven Kingdoms สู่เรื่องเล่าขานของอัศวินแห่ง 7 อาณาจักรใน Game of Thrones เบื้องหลังตำนาน วีรบุรุษ และราชวงศ์ ยังมีเรื่องเล่าอีกมากมาย และบางทีเรื่องเล่าเล็กๆ เหล่านี้เองที่ทำให้จักรวาลอันโหดร้ายนี้มีความหวังมากกว่าที่เคยเป็น ท้ายที่สุด ซีรี่ส์อาจถามสิ่งที่เรียบง่ายและทรงพลังยิ่งกว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยความอยุติธรรม การเป็น ‘คนดี’ ยังมีความหมายอยู่หรือไม่?
(สามารถตามไปอ่านบทความ 'เตรียมพ่นไฟ! HBO ปล่อยทีเซอร์แรกของ 'House of the Dragon' ซีซั่น 2 พร้อมประกาศวันฉาย' ได้ที่นี่)

VOGUE SCOOP | เปิดประตูสำรวจภาพยนตร์ย้อนยุค ทำไมหนังสไตล์พีเรียดยุคปัจจุบัน จึงขาดจิวเวลรีไปไม่ได้?

VOGUE SCOOP | สำรวจมิติของความเป็นมนุษย์ผ่านเลนส์ 'อมนุษย์' จากภาพยนตร์เรื่อง Frankenstein 2025

VOGUE SCOOP | สำรวจเกาหลีใต้ผ่านสายตาของ ‘แจฮี’ และ ‘ฮึงซู’ จากภาพยนตร์เรื่อง Love in the Big City

VOGUE SCOOP | เจาะลึกตัวละคร Miranda Priestly ‘ปีศาจ’ ในคราบผู้นำและความเป็นหญิงในโลกแฟชั่น

