Vogue Thailand

FASHION

VOGUE SCOOP | 6 บทเรียนจาก 'Emily Charlton' ผู้ช่วยเบอร์หนึ่ง ใน The Devil Wears Prada

I Love My Job! ถอด 6 บทเรียนจาก 'Emily Charlton' ของโลกของการทำงาน ที่โหดร้ายยิ่งกว่าในหนัง

25 เมษายน 2569

     เบื่อไหม?... กับชีวิตการทำงานที่ต้องปั้นหน้ายิ้มตอบ "รับทราบครับ/ค่ะ" ในกรุ๊ปไลน์ตอนสี่ทุ่ม หรือการต้องรีบปั่นงานตอนตีสาม เพียงเพราะเจ้านายเพิ่งนึกออก พอเช้ามาก็วุ่นวายจนไม่มีเวลาให้ตัวเองได้แม้กระทั่ง 'หยุดพัก' หายใจแต่สำหรับ 'Emily Charlton' รับบทโดย 'Emily Blunt' ผู้ช่วยเบอร์หนึ่ง จาก The Devil Wears Prada การอุทิศทุกลมหายใจให้นิตยสาร Runway และเจ้านายปีศาจอย่าง 'Miranda Priestly' โดย ‘Merly Streep’ เป็นเหมือนชีวิตที่เธอใฝ่ฝัน ต่อให้ต้องรองรับอารมณ์ของมิแรนด้า หรือปวดหัวกับผู้ช่วยสองอย่าง 'Andrea Sachs’ รับบทโดย ‘Anne Hathaway’ จนต้องสะกดจิตตัวเองด้วยคำว่า

 

"I Love My Job, I Love My Job, I Love My Job"

 

     แล้วหันมาเผชิญหน้ากับความจริงแสนโหดร้าย เพื่อไม่ให้สติแตกต่อหน้ามิแรนด้า ซึ่งผู้เขียนได้ถอด 6 บทเรียนสำคัญจาก 'Emily Charlton' อย่างการอุทิศตนให้แก่งาน ที่อาจกลายเป็นการคว้าน้ำเหลว การแบกรับความกดดันจากเจ้านาย ตัวเอง หรือแม้กระทั่งสังคม รวมถึงการเป็นเบอร์ 1 ที่อาจถูกเขี่ยทิ้งไปได้ง่ายๆ เช่นเดียวกับการที่เอมิลี่ได้ทุ่มหมดหน้าตักให้บริษัท แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับไม่ใช่ตั๋วเที่ยวบินไปยังกรุงปารีส แต่เป็นบทเรียนราคาแพงที่ตอกย้ำว่า "บางครั้งความพยายาม ก็อาจทรยศเรา…"

1. เมื่อการอุทิศตน กลายเป็นการคว้าน้ำเหลว

     เอมิลี่ยอมอดอาหาร เพื่อที่จะได้เป็นสาวไซส์ 2 ตามมาตรฐานของสังคม และละทิ้งชีวิตส่วนตัวทั้งหมด เพื่อตำแหน่งที่ "สาวๆ นับล้านยอมตายเพื่องานนี้"  และเป็นมือขวาให้กับมิแรนด้า แต่สุดท้ายในโลกธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ ความจงรักภักดีมักถูกมองข้ามเมื่อมี 'ตัวเลือก' ที่ดูสดใหม่ และเข้าตาเจ้านายมากกว่า อย่างที่มิแรนด้าเลือกรับแอนเดรียเข้ามาเป็นผู้ช่วยที่อาจแทนที่เอมิลี่ได้ สะท้อนให้เห็นว่าการทำงานหนักจนตัวตาย อาจไม่ได้การันตีความมั่นคงเสมอไป หากมัวแต่ก้มหน้าทำงาน จนลืมเงยหน้าขึ้นมาดูทิศทางลม ที่สุดท้ายคุณอาจจำไม่ได้ว่า เวลาถอดหัวโขนจากที่ทำงานแล้ว คุณคือใครกันแน่? หรือเป็นแค่เบี้ยตัวเล็กที่รอวันถูกเปลี่ยนมือ เหมือนตำแหน่ง 'New Emily' ที่ใครก็เสียบแทนได้ทุกเมื่อ

2. การทำตามสั่งคือพื้นฐาน แต่การ 'รู้ใจ' คือขั้นกว่า

     ความ Toxic ในที่ทำงาน ที่เอมิลี่ต้องเจอ ไม่ใช่แค่เพียงอารมณ์ที่คาดการณ์ไม่ได้ของมิแรนด้า แต่คือความคาดหวังที่เธอสร้างขึ้นเพื่อกดดันตัวเอง ที่บีบบังคับให้ต้อง 'เป๊ะปัง' ตลอดเวลา เพราะสำหรับเธอแล้วการเป็นพนักงานที่เอาแต่พยักหน้าตอบรับ มันช่างดูน่าเบื่อ และไร้รสนิยม เธอจึงพยายามทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะการรู้ใจมิแรนด้า ที่แค่สบตาก็รู้ได้ทันทีว่าบอสตัวร้ายของเธอต้องการอะไร เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอมีความเป็น 'มืออาชีพ' และยกให้งานมาก่อนทุกสิ่งเสมอ ซึ่งผู้อ่านอาจคิดว่ามันก็เป็นเรื่องที่ดี และควรทำไม่ใช่หรอ จะได้ประสบความสำเร็จในอนาคต แต่ก็พึงระวังว่า 'การบ้างาน' จนไร้บาลานซ์นั้น อาจทำให้คุณ 'หมดไฟ' ได้ง่ายๆ หากไม่รู้จักขีดเส้นแบ่งระหว่าง 'หน้าที่' กับ 'ชีวิตส่วนตัว' ให้ชัดเจน

3. เบอร์หนึ่งที่ถูกเขี่ยทิ้งได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว

     ตำแหน่งผู้ช่วยเบอร์หนึ่งของเอมิลี่ ก็เหมือนการยืนอยู่บนขอบเหว ที่พร้อมจะถูกผลักตกลงไปได้ทุกเมื่อ เพราะเธอก็เป็นแค่ฟันเฟืองตัวหนึ่ง ในการขับเคลื่อนเครื่องจักรพันล้าน แน่นอนว่าตอนนี้อาจจะยังหมุนได้คล่อง และเงาวับ แต่ทันทีที่เริ่ม 'ฟืด' หรือทำงานพลาดพลั้งเพียงครั้งเดียว ระบบที่ไร้หัวใจก็พร้อมจะเอาน้ำมันมาหยอด และเปลี่ยนฟันเฟืองตัวใหม่ขึ้นมาแทนที่ในเสี้ยววินาที โดยไม่แม้แต่จะขอบคุณ และย้ำเตือนให้อย่าหลงระเริงไปกับอีโก้ว่า 'ที่นี่ขาดฉันไม่ได้' เพราะในโลกความจริง ไม่มีใครสำคัญจนหาคนแทนไม่ได้ ซึ่งการทุ่มเทเป็นเรื่องดี แต่การแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่าจนตัวเองพัง ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเท่าไหร่นัก เพียงทำให้เต็มที่ในขอบเขตที่หัวใจ และร่างกายยังรับไหว อย่าปล่อยให้ตัวเอง 'สึกหรอ' จนโดนเขี่ยทิ้ง เพราะสุดท้ายแล้วบริษัทก็คือธุรกิจ 

4. คำโกหกสีขาว

     การบ่นพึมพำ 'I love my job, I love my job', I love my job' ขณะที่สติกำลังจะแตก ไม่ใช่แค่การหลอกตัวเองไปวันๆ แต่เป็นการประคองตัวเอง ให้ข้ามผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปให้ได้ ในวันที่ระบบกำลังกัดกินสุขภาพจิต จนคุณรู้สึกเหมือนถูกงานขยี้จนแหลกเหลว อย่างการส่งสติกเกอร์ยิ้มพร้อมคำว่า "ยินดีค่ะ/รับทราบครับ" ทั้งที่ในใจอยากจะปามือถือทิ้ง ซึ่งอาจดูเหมือนการฝืนตัวเอง แต่ในอีกมุมหนึ่งมันก็แสดงถึงการมีวุฒิภาวะทางอารมณ์สูง

     โดยเฉพาะในโลกแฟชั่นสิ่งพิมพ์ ที่เอมิลี่ยืนอยู่ เธอเรียนรู้ว่า 'น้ำตาไม่มีค่าเท่ากับเนื้องาน' ซึ่งไม่ได้หมายถึงการห้ามเสียใจ หรือเศร้าโศก แต่คือการรู้จักบริหารจัดการอารมณ์เมื่ออยู่ในบทบาทหน้าที่ เก็บความบอบช้ำไว้ในพื้นที่ส่วนตัว แล้วเดินออกมาเผชิญหน้ากับปัญหาด้วยความมั่นใจ เช่นเดียวกับการที่เอมิลี่เลือกใช้คำโกหกสีขาว เป็นกำลังใจเล็กๆ ให้ตัวเอง

5. ปาดหน้าเค้ก

     เรื่องที่ทำให้เอมิลี่เจ็บใจที่สุดในชีวิตการทำงานคือ การต้องเผชิญกับความอยุติธรรม เมื่อแอนเดรียผู้ที่เริ่มต้นจากศูนย์ และแทบไม่สนใจเรื่องแฟชั่น กลับคว้าทริปปารีสในฝันไปครอง เพียงเพราะอยู่ถูกที่ถูกเวลา และ 'ถูกใจ'มิแรนด้าในจังหวะสุดท้าย ทิ้งให้เอมิลี่ต้องนอนมองรางวัล ที่เธอลงแรงถางทาง และเตรียมตัวมาตลอดทั้งปีหลุดมือไปต่อหน้าต่อตา

     ซึ่งนี่คือความจริงอันโหดร้าย ที่เอมิลี่สอนให้เรามองมันเป็นเพียง 'ปัญหาที่ควบคุมไม่ได้' และยอมรับมัน เพื่อวางแผนก้าวต่อไปแทนที่จะจมกองน้ำตา เธอเลือกใช้ความล้มเหลวนี้เป็นสัญญาณเตือนว่า การฝากชีวิตไว้กับเจ้านายคนเดียวคือความเสี่ยงมหาศาล และหากพื้นที่เดิมไม่เห็นค่า เธอก็พร้อมจะไปเติบโตในที่ใหม่ พร้อมถือเค้กทั้งก้อนไว้ในมือในฐานะผู้บริหารระดับสูง

6. บทเรียนสุดท้าย

     จุดที่ดูเหมือนจะเป็นทางตัน แท้จริงแล้วมันคือประตูสู่เส้นทางใหม่ แม้ในภาคแรกเราจะเห็นเธอต้องรู้สึกเจ็บปวด และปัญหารุมเร้า แต่นั่นคือจุดที่ทำให้เธอได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ และตระหนักได้ว่าการเป็นผู้ช่วยเบอร์หนึ่งที่ดี ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็น 'ทาสรับใช้' ไปตลอดชีวิต

     โดยใน The Devil Wears Prada 2 เอมิลี่ไม่ได้เป็นผู้ช่วยของมิแรนด้าอีกต่อไป แต่เธอกลับมาในฐานะผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มบริษัทลักชัวรี่ ที่ถือครองเม็ดเงินโฆษณา ราวกับเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงความเป็นความตายของ นิตยสาร Runway ที่ตอนนี้อำนาจการตัดสินใจว่า อาณาจักรของมิแรนด้าจะอยู่หรือไป ขึ้นอยู่กับปลายปากกาของเธอ... เรื่องราวของ 'Emily Charlton' จะเป็นอย่างไร ติดตามชมไปพร้อมกันวันที่ 1 พฤษภาคมนี้

     ตามไปอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ The Devil Wears Prada ได้ที่ (VOGUE SCOOP | เปิดตำนาน ‘สีฟ้าเซรูเลียน’ จาก The Devil Wears Prada กับความลับที่คุณอาจไม่เคยรู้)

ภาพ : 20th Century Studios / Getty Images