เรื่อง: แอดบอล หนังติดมันส์
กรุงโรมไม่ได้สร้างในวันเดียว...แต่ถ้ากองถ่ายฮอลลีวู้ดบอกว่าจะทำอะไรก็ต้องได้ทั้งนั้น คนทำหนังจึงท้าทายขีดจำกัดของตัวเองด้วยการเล่าเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่และเนรมิตสิ่งที่เป็นไปได้ยากให้เกิดขึ้นจริง เฉกเช่นเดียวกับคนทำหนังมหากาพย์รุ่นก่อนที่ท้าทายในเรื่องดังกล่าว ในยุคที่เทคนิคการทำหนังยังไม่ทันสมัย ระหว่างทางแห่งการก่อร่างสร้างเรื่องราวจึงเต็มไปด้วยร่องรอยของเงินและคนมหาศาล อาจมีทั้งถ้วยรางวัลและรายได้มาประดับ หรือเศษซากแห่งหายนะกองอยู่
มหากาพย์ยุคทอง
The Ten Commandments (1956)
หนังมหากาพย์ที่ว่าด้วยเรื่องราวของเจ้าชายโมเสสผู้แหวกทะเลพาคนยิวกลับแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างปาฏิหาริย์ พร้อมด้วยบัญญัติสิบประการ ผู้กำกับ 'Cecil B. DeMille' สร้างภาพมหากาพย์แห่งศรัทธาด้วยตัวประกอบจริง 14,000 คน ท่ามกลางฝุ่นทรายหนาทึบและเสียงอึกทึก ทำเอาโทรโข่งไร้ความหมายจนต้องใช้ปืนยิงขึ้นฟ้าแทนการสั่งแอ็กชั่น เทคนิคพิเศษสุดล้ำในการสร้างฉากทะเลแหวกด้วยการถ่ายภาพน้ำแหวกแบบย้อนกลับ Reverse Footage กลายเป็นต้นทางของการใช้ Practical Effect ที่หนังยุคใหม่ต้องศึกษา
Ben-Hur (1959)
หนังมหากาพย์ชิ้นเอกของโลกที่ครองสถิติชนะรางวัลออสการ์สูงสุด 11 รางวัล เมื่อ 'เจ้าชาย Judah Ben-Hur' ถูกเพื่อนรักทรยศจนตัวเองต้องกลายเป็นทาสในเรือพายก่อนจะกลับมาล้างแค้นในสนามแข่งรถม้าที่ดุเดือดและกลายเป็นฉากตำนานในโลกภาพยนตร์ ผู้กำกับ 'William Wyler' อยากได้ความอลังการแบบจับต้องได้ ฉากแข่งรถม้าความยาว 11 นาทีจึงต้องถ่ายทำนานถึง 10 สัปดาห์เพื่อความสมบูรณ์แบบ ฉากโคลอสเซียมต้องปูทรายขาวนำเข้าจากเม็กซิโกถึง 40,000 ตัน รวมถึงมีการฝึกฝนม้ามากกว่า 80 ตัวอย่างเข้มงวดโดยไม่มีม้าตัวไหนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเลย ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงกลายเป็นมาตรฐานสำคัญเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ในกองถ่าย
Lawrence of Arabia (1962)
จากเรื่องจริงของนายทหารอังกฤษ 'T. E. Lawrence' ที่กลายเป็นผู้นำกองทัพแห่งอาระเบียต่อต้านจักรวรรดิออตโตมัน 'David Lean' ปรมาจารย์หนังมหากาพย์ใช้ฉากทะเลทรายเวิ้งว้างแทนความรู้สึกยิ่งใหญ่ ตอนถ่ายทำหากมีรอยเท้าทีมงานปะปนบนทรายแม้แต่นิดเดียว เขาจะสั่งคัตและกวาดทรายให้เรียบทันที หนังใช้กล้อง Super Panavision 70 ถ่ายทอดทัศนียภาพ ท่ามกลางแดดร้อนระอุจนทำให้น้ำดื่มรสชาติเหมือนน้ำมันและเม็ดทรายที่มักทำให้กล้องติดขัด พวกเขาเรียนรู้การซ่อมกล้องและเลนส์กลางทะเลทรายที่สุดท้ายกลายเป็นงานศิลปะที่ทำให้ถ่ายภาพทะเลทรายได้งดงามอลังการที่สุด หนังเรื่องนี้คือต้นแบบความยิ่งใหญ่และคัมภีร์ที่คริสโตเฟอร์ โนแลนสั่งให้ทีมงานดูก่อนถ่ายทำ The Odyssey
หายนะของอาณาจักรและสตูดิโอ
Cleopatra (1963)
หนังมหากาพย์ที่เล่าเรื่องของราชินีที่เอาตัวเข้าแลกเพื่ออิสรภาพของอาณาจักรอียิปต์ จากหนังทุนกลางๆ 2 ล้านดอลลาร์นำมาซึ่งหายนะของสตูดิโอ 'Elizabeth Taylor' ดารานำของเรื่องเกิดป่วยปอดบวมอย่างรุนแรงจนต้องเจาะคอหอยเพื่อช่วยชีวิตเธอ ทำให้กองถ่ายหยุดชะงักเป็นเดือนๆ ซ้ำร้ายฉากมูลค่าหลายล้านที่สร้างทิ้งไว้ในอังกฤษก็เปียกฝนเกินกว่าจะถ่ายทำได้ นักแสดงหายใจแทบไม่ออกจนต้องย้ายกองถ่ายไปอิตาลี ผู้กำกับก็ต้องสู้กับตารางการถ่ายทำที่แย่มากๆ เขาถ่ายหนังตอนกลางวันและปั่นบทตอนกลางคืนจนแทบไม่ได้นอน วิกฤติทางการเงินทำให้ 20th Century Fox ต้องขายที่ดินและสตูดิโอเพื่อแบกค่าใช้จ่าย สุดท้ายถึงหนังจะออกฉายและทำเงินสูงสุดประจำปีนั้นก็จริง แต่จากทุนสร้างที่พุ่งทะยานจาก 2 ล้านกลายเป็น 44 ล้านดอลลาร์ก็ไม่เพียงพอต่อกำไร และกลายเป็นบทเรียนให้สตูดิโอหันมาควบคุมงบผลิตอย่างเข้มงวดกว่าเดิม
The Fall of the Roman Empire (1964)
ความล่มสลายของอาณาจักรโรมันภายใต้การปกครองของทรราชไม่ใช่แค่ชื่อหนัง แต่คือการสิ้นสุดยุคทองของหนังมหากาพย์ ถึงแม้ว่าหนังจะมีฉากจัตุรัสโรมันที่กว้างถึง 92,000 ตารางเมตร แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่เห็นว่าผู้ชมเริ่มเบื่อหน่ายโครงเรื่องแบบเดิมๆ จากทุนสร้าง 16 ล้านดอลลาร์แต่กลับทำเงินได้เพียง 4 ล้านดอลลาร์ หักปากกาเซียนที่คาดหวังว่าหนังจะคว้าทั้งเงินและกล่อง จุดจบของหนังคือจุดจบของ Samuel Bronston Productions เจ้าของหนังก็ล้มละลายตามหนังไปด้วย การสร้างหนังมหากาพย์ด้วยเงินจำนวนมากอีกหลายเรื่องถูกพับโครงการและก้าวเข้าสู่ยุค New Hollywood ที่คนทำหนังอยู่นอกสตูดิโอ ทุนไม่สูงเท่าเดิม แต่กล้าสร้างหนังที่ท้าทายสังคม กลบฝังหนังมหากาพย์ไปอีกสามทศวรรษ
ราชาและดาบคืนบัลลังก์
Gladiator (2000)
'Ridley Scott' มีความหลงใหลและอยากพลิกฟื้นโครงการหนังประเภทดาบและรัดเกล้าที่ห่างหายไปจากฮอลลีวู้ดหลายทศวรรษ เขาจึงเขียนบทผสมผสานเรื่องราวของแม่ทัพ 'Maximus' ที่ถูกจักรพรรดิโรมันทรราชหักหลังและกลายเป็นทาส และกลับมาเป็นนักสู้แกลดิเอเตอร์...ทำไมคุ้นๆ นะ มันคือการผสม Ben-Hur เข้ากับ The Fall of the Roman Empire นั่นเอง หนังมหากาพย์เรื่องนี้เกิดปัญหาตั้งแต่ 'Russell Crowe' ที่อยู่ในช่วงห้าวจัด ด่าว่าคนเขียนบท แต่ก็ไม่ลืมชมตัวเองว่าเพราะตัวเองเก่ง ก็เลยแสดงตามบทได้ดี และยังเกือบโดนเสือจริงตะปบเข้าที่หน้าระหว่างการแสดง อีกทั้งนักแสดงที่รับบทหัวหน้าทาส 'Oliver Reed' เสียชีวิตก่อนการถ่ายทำเสร็จ จนทีมงานต้องสร้างเทคนิคพิเศษสวมหน้านักแสดงที่ล่วงลับไปแล้ว กลายเป็นการแก้ปัญหาด้วยมาตรฐานใหม่ของฮฮลลีวู้ด หนังเรื่องนี้ใช้ทุนสร้าง 100 ล้านดอลลาร์และทำลายอาถรรพ์หนังมหากาพย์ที่ล้มเหลวด้วยรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและนักแส
The Lord of the Rings (2001-2003)
หนังมหากาพย์แฟนตาซีก็เป็นอีกตระกูลหนังที่มีอาถรรพ์ ถูกมองว่าเป็นหนังที่ทำตลาดยากและทุนสูง แต่ 'Peter Jackson' คนทำหนังจากนิวซีแลนด์ผู้เป็นแฟนตัวยงของนิยายชุดนี้หอบงานสเก็ตช์มาเดิมพันกับค่ายหนังว่าจะถ่ายทำหนังเรื่องนี้เป็นไตรภาคแบบต่อเนื่องรวดเดียวสามภาค ตารางงานยาวนาน 274 วันถ่ายทำถูกสร้างขึ้นในนิวซีแลนด์ ด้วยความร่วมมือของช่างฝีมือด้านเทคนิคการถ่ายทำ ตั้งแต่เนรมิตประเทศให้เป็นดินแดนมิดเดิลเอิร์ท ไปจนถึงการสร้างอาวุธและเทคนิคคอมพิวเตอร์กราฟิกมาตรฐานใหม่ ความทุ่มเทออกดอกผลเป็นรางวัลออสการ์รวมสามภาค 17 รางวัล และกลายเป็นหนังแฟนตาซีเรื่องแรกที่คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม 'Viggo Mortensen' วิกโก มอร์เทนเซน นักแสดงผู้รับบทอารากอร์น ราชาผู้คืนบัลลังก์ได้สร้างตำนานราชันแห่งความเจ็บปวดระหว่างการถ่ายทำ ตั้งแต่ฟันหักจนต้องหากาวมาติดฟันและอดทนเล่นต่อ ไปจนถึงฉากที่เขาเล่นดีมากๆ ตอนแสดงความเจ็บปวดตอนเตะหมวกกองทัพออร์กระบายความโกรธ แต่เบื้องหลังที่ร้องดังแบบนั้นเพราะนิ้วเท้าหักไป
Hero (2002)
'Zhang Yimou' พลิกจากผู้กำกับนอกคอกต่อต้านรัฐบาลมาเป็นผู้กำกับหนังกระแสหลักรับใช้อุดมการณ์รัฐ หนังมหากาพย์เรื่องนี้ใช้พล็อตมือสังหารทั่วสารทิศวางแผนลงมือกับจิ๋นซีฮ่องเต้ แต่แทนที่จะจบลงที่ชัยชนะของเหล่ามือสังหาร ฮีโร่ของเรื่องกลับเป็นจิ๋นซีฮ่องเต้ที่แปรเปลี่ยนจากราชาผู้เหี้ยมโหดเป็นคนสุขุมนุ่มลึกและนำชาติด้วยแนวคิด “ใต้หล้าเป็นหนึ่งเดียว” รวมหลากแผ่นดินเป็นหนึ่ง หนังถูกโจมตีว่าเป็นหนังโฆษณาชวนเชื่อ สร้างความชอบธรรมในการรวมชาติของรัฐจีน อย่างไรก็ตามหนังทำรายได้ 177 ล้านดอลลาร์และขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของ Box Office อเมริกาได้สำเร็จ ทำให้ฮอลลีวู้ดเดินทางมาร่วมทุนกับหนังจีนยุคใหม่อีกหลายเรื่องจนถึงปัจจุบัน
การตีความใหม่ที่ท้าทายและชวนถกเถียง
Ran (1985)
'Akira Kurosawa' ผู้กำกับชาวญี่ปุ่นทำหนังเกี่ยวกับซามูไรมาหลายเรื่อง หนังมหากาพย์เรื่องนี้เล่าถึงชนชั้นสูงอย่างไดเมียวชราที่ขัดแย้งกับลูกชายจนนำมาซึ่งความพินาศของอาณาจักร เขาทำหนังเรื่องนี้ด้วยการใช้สีสันแบ่งแยกกองทัพเป็นสามฝ่าย จึงต้องทำชุดเกราะออกมาสามสีสามรูปแบบเป็นหมื่นๆ ชิ้นสำหรับตัวประกอบนับพันคน และปฏิเสธการถ่ายทำด้วยแบบปราสาทจำลอง เขาสั่งสร้างปราสาทขนาดเท่าของจริงบนเนินใกล้ภูเขาฟูจิเพื่อเผาจริงในตอนท้ายเรื่อง นักแสดง 'Tatsuya Nakadai' ต้องแสดงความรู้สึกล่องลอยราวสติหลุด กล้องสามตัวจับภาพการเยื้องย่างของไดเมียวชราท่ามกลางไฟที่ไหม้ปราสาท สร้างซีนระดับตำนานแบบร้อนแรงจริงๆ ในโลกภาพยนตร์
Troy (2004)
กลศึกม้าไม้แห่งเมืองทรอยเวอร์ชั่น 'Brad Pitt' ผู้รับบทขุนศึก 'Achilles' ถูกตีความโดยไม่อ้างอิงการมีอยู่ของเทพเจ้าหรือเวทมนตร์ใดๆ ทำให้หนังมหากาพย์เรื่องนี้ออกมาในรูปแบบของสงครามแห่งการชิงอำนาจ โดยมีข้ออ้างเป็นการชิงตัว 'Helen' หญิงงามแห่งสปาร์ตา หนังได้รับคำชมในฉากดวลอันเร้าใจและสะเทือนอารมณ์ของอคิลลิสกับเจ้าชายเฮกเตอร์ แต่ก็โดนวิจารณ์ว่าบิดมากไปจนขาดจิตวิญญาณและปรัชญาเทพปกรณัมที่แฝงอยู่ในการชิงอำนาจ ปรับเปลี่ยนชะตากรรมตัวละครเยอะเกินไป อะไรหมิ่นเหม่ตัดทิ้งหมด โดยเฉพาะประเด็นชายรักชายของอคิลลิสและพะทรอคลัส
King Arthur (2004) - King Arthur: Legend of the Sword (2017)
หนังมหากาพย์ที่เล่าเรื่องราวตำนานกษัตริย์ 'Arthur' และอัศวินโต๊ะกลมถูกเล่าขานมาหลายเวอร์ชั่น แต่สองเวอร์ชั่นหลังกลับล้มเหลวทั้งรายได้และคำวิจารณ์ เวอร์ชั่นปี 2004 ที่กำกับโดย 'Antoine Fuqua' ตีความใหม่ตามหลักฐานทางโบราณคดีที่เพิ่งค้นพบในตอนนั้นว่าอาร์เทอร์เป็นนายกองเผ่าซาร์มาเทียนที่รับใช้โรมัน หนังได้ 'Clive Owen' มารับบทอาร์เทอร์ ตีความเหล่าอัศวินเป็นนักฆ่ากระหายอิสรภาพ ลดความเป็นเวทมนตร์ทั้งหมด ไม่มีดาบศักดิ์สิทธิ์ หนังดาร์กและเต็มไปด้วยเลือด อีกทั้งยังไม่ประสบความสำเร็จทั้งในส่วนของรายได้และคำวิจารณ์
ส่วน King Arthur: Legend of the Sword มาในมาดของนักเลงลอนดอน ทั้งสไตล์ภาพและดนตรีประกอบที่ฉูดฉาดซึ่งยังมีความเป็นแฟนตาซี ทั้งเวทมนตร์ สัตว์ประหลาด และดาบศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นงานกำกับของ 'Guy Ritchie' แต่หนังกลับไม่ประสบความสำเร็จ หนังใช้ทุนสร้างและโปรโมตกว่า 250 ล้านดอลลาร์ แต่กลับทำรายได้เพียง 150 ล้านดอลลาร์ โครงการหนังมหากาพย์ที่วางไว้หกภาคก็จบลงแค่ภาคเดียวจนกายต้องไปรับงานกำกับกู้ชื่อเสียงคนทำหนังเจ๊งจาก Aladdin ของดิสนีย์แทน ความแปลกของหนังเรื่องนี้คือคนดูที่ได้ดูหนังจริงๆ กลับชื่นชอบในสไตล์ของหนังมากๆ วัดได้จากคะแนน Rotten Tomatoes ฝั่งคนดูที่สูงถึง 75%
Gods of Egypt (2016)
หนังมหากาพย์เทพอียิปต์โบราณทุนสร้าง 140 ล้านดอลลาร์ นำแสดงโดย 'Gerard Butler' ที่รับบทเทพเจ้า Anubis ถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงว่าพยายามทำตัว “ฟอกขาว” 'Alex Proyas' ผู้กำกับพยายามแก้ต่างว่ามันคือหนังแฟนตาซีเรื่องหนึ่ง และยังถกเถียงกับนักวิจารณ์คนอื่นที่พยายามทำตัวเป็นตำรวจวัฒนธรรม ใช้คำว่าฟอกขาวให้มีศีลธรรมทางสังคม บอกกลุ่มคนพวกนี้ว่า “โง่จนเสียสติ” การโต้ตอบของเขาไม่ทำให้อะไรดีขึ้น หนังเจ๊งและคำวิจารณ์ก็แย่ ส่วนอเล็กซ์ก็กลายเป็นผู้กำกับอาถรรพ์ที่ทำเรื่องไหนก็มักจะเกิดเหตุการณ์ร้ายๆ เหมือนตอนที่เขาเคยทำ The Crow และ 'Brandon Lee' เสียชีวิตในกองถ่าย
The Odyssey (2026)
บทพิสูจน์ของ 'Christopher Nolan' ผู้กำกับคนสำคัญของยุคนี้ หลังจากคว้ารางวัลออสการ์เขาก็ทำหนังมหากาพย์ตำนานการกลับบ้านของ 'Odysseus' ขุนศึกแห่งกรีกผู้เอาชนะกรุงทรอยและใช้เวลาสิบปีฝ่าภัยเทพเจ้า สัตว์ร้าย ยักษ์ตาเดียว และนางจำแลงแห่งทะเล คริสโตเฟอร์กลับไปทำสิ่งที่ยากด้วยการถ่ายทำด้วยกล้องไอแมกซ์ทั้งเรื่อง การใช้เทคนิคหุ่นยักษ์ขนาด 6 เมตรแทนคอมพิวเตอร์กราฟิก ใช้พื้นที่จริงและเน้นเอฟเฟ็กต์ที่เห็นได้ด้วยตามากกว่าคอมพิวเตอร์กราฟิกจนทำให้ 'Matt Damon' นักแสดงนำถึงกับออกปากว่านี่คืองานที่เอาจิตวิญญาณของเขาไปเกือบหมด แต่สิ่งที่เป็นข้อขัดแย้งอย่างรุนแรงจนเกิดการถกเถียงคือการเลือก 'Lupita Nyong’o' มารับบท 'Helen' ซึ่งทำให้คริสโตเฟอร์โดนวิจารณ์ว่าพยายามทำตัว Woke ตามกระแสฮอลลีวู้ด
หนังมหากาพย์ในโลกภาพยนตร์เป็นทั้งความท้าทายและความทะเยอทะยานซึ่งไม่ได้มีแค่เรื่องทุนสร้าง แต่ยังรวมถึงบุคคลผู้มีความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ อีกทั้งยังเป็นได้ทั้งตำนานและความสูญเปล่า รากฐานของหนังอาจก่อร่างให้อยู่ยั้งยืนยงหรืออาจสะเทือนไปถึงแก่นกลางรอวันล่มสลายก่อนที่หนังจะออกฉายด้วยซ้ำ
(สามารถตามไปอ่านบทความ '60 ปี กับลิสต์ 6 หนังไซไฟระดับตำนานของ ‘Steven Spielberg’ พ่อมดแห่งวงการฮอลลีวู้ด!' ได้ที่นี่)

สำรวจความเคลื่อนไหวของนักแสดงเอเชียในโลกภาพยนตร์ฝั่งตะวันตกผ่านเลนส์ 'เพจหนังติดมันส์'

60 ปี กับลิสต์ 6 หนังไซไฟระดับตำนานของ ‘Steven Spielberg’ พ่อมดแห่งวงการฮอลลีวู้ด!



