Chaumet Jewels by Nature

WATCHES & JEWELLERY

Chaumet สืบทอดมรดกจิวเวลรีชั้นสูงแห่งพฤกษามากว่า 245 ปี ด้วยคอลเล็กชั่นใหม่ 'Jewels by Nature'

Chaumet เผยขุมทรัพย์แห่งพฤกษาและสรรพสัตว์ ผ่านดีไซน์อันโดดเด่นของเครื่องประดับทั้ง 54 ชิ้นใหม่

08 กรกฎาคม 2568

     Chaumet แบรนด์เครื่องประดับชั้นสูงจากฝรั่งเศส สืบทอดมรดกแห่งความประณีตมากว่า 240 ปี ล่าสุดได้เผยโฉมคอลเล็กชั่นใหม่ภายใต้ชื่อ “Jewels by Nature” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความงามของธรรมชาติในหลากหลายแง่มุม พร้อมหลอมรวมความอัศจรรย์ที่ธรรมชาติมอบให้และฝีมือช่างอันวิจิตรเข้าไว้ด้วยกัน ผลงานคอลเล็กชั่นนี้จึงถือเป็นดั่งขุมทรัพย์แห่งพฤกษาและสรรพสัตว์ ผ่านดีไซน์อันโดดเด่นของเครื่องประดับทั้ง 54 ชิ้น ไม่ว่าจะเป็นเส้นสายของใบไม้ กลีบดอกไม้ที่ผลิบาน หรือปีกที่พลิวไหวของเหล่ามูลมวลผึ้ง ล้วนถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยเทคนิคชั้นสูง และการเลือกใช้อัญมณีล้ำค่าอย่างมรกต ไพลิน โทแพซโทนสีต่างๆ และเพชรเจียระไนหลากหลายรูปทรง

 

 

บทที่ 1 Everlasting นิรันดร์กาล

คอลเล็กชั่นนี้เริ่มต้นด้วยการสดุดีวัฏจักรชีวิตที่ไร้จุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุด Chaumet ถ่ายทอดพลังธรรมชาติที่เวียนกลับมาอย่างต่อเนื่องผ่านพืชพรรณซึ่งเติบโตอย่างอิสระตามวิถีของมันเอง ไม่ว่าจะเป็นกุหลาบป่า เฟิร์น โคลเวอร์ หรือดอก Field Star ที่ผลิบานเคียงต้นข้าวโอ๊ต ทั้งหมดล้วนเป็นภาพแทนของความอุดมสมบูรณ์ที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว

Wild Rose (Eglantier) ถ่ายทอดความงามของกุหลาบป่าผ่านอัญมณีโทนสีเหลืองทองอย่างเพชร Fancy Vivid Yellow ที่เปล่งประกายราวเกสรกลางดอกไม้โบราณ สะท้อนถึงมรดกทางศิลป์ของเมซงในยุค Roaring Twenties และความละเอียดอ่อนของพฤกษศาสตร์ที่ถูกถอดรหัสออกมาเป็นเครื่องประดับชั้นสูงอย่างอ่อนโยนและสง่างาม

Oat and Field Star (Avoine & Étoile des Champs) ได้แรงบันดาลใจจากทุ่งข้าวโอ๊ตและดอกไม้ป่าที่ไหวตามลม Chaumet สร้างภาพธรรมชาติที่มีชีวิตชีวาผ่านการผสมผสานของทองคำสองสี เพชรเจียระไน และดีไซน์ที่เปลี่ยนแปลงได้ ราวกับเสียงลมหายใจของฤดูกาลที่กระซิบผ่านรวงข้าวและดอกหญ้า

Clover and Fern (Trèfle & Fougère) ย้อนรอยกลับไปสู่โคลเวอร์และเฟิร์นที่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ใบโคลเวอร์สี่แฉกสื่อถึงโชคดี ขณะที่เฟิร์นเพิ่มมิติของความอ่อนโยนและสงบ ผ่านมรกตโคลอมเบียและเพชรที่เรียงร้อยอย่างละเมียดละไมเหมือนแสงลอดใบไม้ในป่าเงียบ

 

 

บทที่ 2 Ephemeral เพียงชั่วครู่

บทนี้คือการสดุดีต่อความงามที่เกิดขึ้นชั่วคราวและเปลี่ยนผ่าน Chaumet ถอดความบอบบางของดอกไม้ที่ผลิบานเพียงชั่วครู่ ไม่ว่าจะเป็นซอร์ดลิลลี่ คาร์เนชั่น หรือสวีตชรับบ์ ให้กลายเป็นผลงานที่ยืนยาว ดั่งจดจำช่วงเวลาสำคัญไว้ในประกายอัญมณีที่ไม่มีวันเลือน

Carnation (Oeillet) พลิกภาพลักษณ์ของดอกคาร์เนชั่นในธรรมชาติด้วยเฉดสีฟ้าที่หาไม่ได้จริงในพรรณไม้ แต่ถูกตีความขึ้นใหม่ผ่านแซฟไฟร์สามเฉด ไล่โทนอย่างแยบยลราวบทกวีแห่งความอ่อนโยน สะท้อนภาพทุ่งหญ้าเงียบสงบในชนบทที่เก็บงำความงามเอาไว้ไม่ให้จางหาย

Sword-lily (Glaïeul) ได้แรงบันดาลใจจากดอกไม้สีแดงสดที่เบ่งบานดั่งเปลวไฟแห่งชีวิต ทับทิม Mozambique ที่ประดับอยู่คล้ายลอยกลางอากาศ ชวนให้นึกถึงธรรมชาติพันเกี่ยวในฤดูร้อนที่เต็มไปด้วยพลัง และจังหวะการเคลื่อนไหวของเถาไม้ที่พันรัดอย่างมีชีวิต

Sweetshrub (Arbre aux anémones) ถ่ายทอดบทกวีสีชมพูผ่านไข่มุก สปีเนล และแซปไฟร์ ไล่เฉดอ่อนหวานเหมือนสีน้ำที่วาดด้วยอารมณ์ละเมียด จี้ดอกไม้สามารถแปลงเป็นเข็มกลัด และผีเสื้อประดับลวดลายลูกไม้เผยให้เห็นความหลงใหลในมวลบุปผาในทุกท่วงท่าอันอ่อนโยนของธรรมชาติ

 

 

บทที่ 3 Reviving การฟื้นฟู

ในบทนี้ Chaumet รังสรรค์บทสดุดีแด่ความงามที่เวียนคืน ทั้งจากฤดูกาลที่ผลัดเปลี่ยนและจากดินแดนอันไกลโพ้น ผ่านพรรณไม้สี่ชนิดที่จักรพรรดินีโจเซฟีนทรงโปรด ได้แก่ แมกโนเลีย ไอริส ดาเลีย และวอร์เตอร์ลิลลี่ เสริมด้วยเหล่านกติ๊ดสีน้ำเงินและแมลงปอที่โบยบินเคียงพฤกษา ถ่ายทอดบรรยากาศของธรรมชาติอันเปี่ยมชีวิตชีวา และการกลับมาของความงามในทุกช่วงจังหวะของชีวิต

Magnolia Grandiflora ถ่ายทอดความสง่างามของดอกแมกโนเลียในยามผลิบานเต็มที่ ดอกไม้ชนิดนี้สื่อถึงการเริ่มต้นใหม่อย่างสงบและทรงพลัง ถูกนำเสนอในรูปแบบสร้อยคอ แหวน และเทียร่าที่ให้ความรู้สึกอ่อนโยนและสง่างาม พร้อมด้วยดีไซน์อสมมาตรที่เหมือนดอกไม้กำลังแย้มกลีบอย่างเป็นธรรมชาติ

Fairy Iris ได้แรงบันดาลใจจากภาพเขียนพฤกษศาสตร์ในยุคจักรพรรดินีโจเซฟีน ถ่ายทอดเสน่ห์ของดอกไอริสที่พลิ้วไหวไปตามสายลม เสริมด้วยแมลงปอที่ดูราวกับมีชีวิต แสดงให้เห็นความงามของการฟื้นคืนชีวา และบทกวีที่ธรรมชาติร่ายผ่านเฉดสีฟ้า ม่วง และชมพูของอัญมณี

Dahlia สะท้อนความมีชีวิตชีวาของดอกไม้ที่สง่างามแต่เปี่ยมพลัง การออกแบบในมุมมองร่วมสมัยเผยให้เห็นชั้นกลีบดอกที่ไล่เรียงอย่างวิจิตร ราวกับแสงและเงากำลังเคลื่อนไหวอยู่ในทุกมุมของเครื่องประดับ ทั้งเทียร่า สร้อยคอ แหวน และเรือนเวลา

Water Lily (Nymphéa) ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพบัวในสวนของ Claude Monet ซึ่งเคยปลูกไว้หน้าคฤหาสน์ Malmaison และเป็นแรงบันดาลใจของงานอิมเพรสชันนิสต์ ดอกวอร์เตอร์ลิลลี่จึงถูกถ่ายทอดออกมาในโทนสีอ่อนละมุนของสปีเนลและโทแพซ สะท้อนแสงจากผืนน้ำและความอ่อนโยนของธรรมชาติในรูปแบบที่เหนือจริง

Bee (Abeille) ปิดท้ายด้วยสัญลักษณ์แห่งจักรวรรดินโปเลียนที่ Chaumet นำกลับมาสร้างใหม่อีกครั้ง ผึ้งตัวน้อยที่โบยบินจากดอกหนึ่งสู่อีกดอกหนึ่งถูกนำเสนอผ่านเข็มกลัดที่เปล่งประกายด้วยอัญมณีสีสด แทนภาพของเกสรดอกไม้ และสื่อถึงพลังงานเบื้องหลังของจักรวาลแห่งธรรมชาติที่หมุนเวียนอย่างไม่หยุดนิ่ง

 

(สามารถอ่านเรื่อง จากการจัดดอกไม้แบบอิเคบานะและปรัชญาวาบิซาบิสู่ 'Impermanence' จิวเวลรีชั้นสูงบทใหม่ของ Boucheron ได้ที่นี่)

รูปภาพ และ ข้อมูล : Courtesy of Chaumet