SOCIETY

‘1992’ ปีแห่งหายนะของราชวงศ์วินด์เซอร์ ยุคสมัยอันตกต่ำที่ควีนเอลิซาเบธฯ ไม่อยากหันกลับมามอง

นี่คือปีแห่งข่าวฉาว และอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ทำให้ประชาชนมองราชวงศ์อังกฤษเปลี่ยนไปตลอดกาล

     “ปี 1992 คือปีที่ข้าพเจ้าจะไม่หันกลับมามองด้วยความปิติยินดี และคำที่ข้าพเจ้าจะสามารถเลือกสรรมาอธิบายเรื่องราวของปีนี้ได้ก็มีเพียง ‘Annus Horribilis’ ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าทุกคนในที่นี่ก็คงคิดไม่ต่างกัน” นี่คือส่วนหนึ่งจากพระราชดำรัสในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เมื่อครั้งเสด็จร่วมงานพิธีเฉลิมฉลองครองสิริราชสมบัติครบ 40 ปี (Ruby Jubilee) ณ ห้องแสดงงานศิลปะ Guildhall กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กระนั้นหากแปลศัพท์ภาษาละตินที่ปรากฏในกระแสพระราชดำรัสดังกล่าวจะพบว่า Annus Horribilis มีความหมายว่า Horrible Year หรือ “ปีแห่งหายนะ” ซึ่งนับเป็นการเลือกใช้คำศัพท์ที่สร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับสื่อมวลชนทั่วโลกไม่น้อย เพราะในครั้งนั้นนับเป็นครั้งแรกๆ ในรอบศตวรรษด้วยซ้ำ ที่ราชวงศ์อังกฤษเผยให้เห็นเศษเสี้ยวแห่งความอ่อนแอของสถาบันประมุข ซึ่งถูกสั่นคลอนด้วยเรื่องราวสุดอื้อฉาวนานับประการตลอดกว่า 50 สัปดาห์อันโหดร้ายในปีนั้น

     อะไรกันที่ทำให้สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงเอ่ยปากยอมรับเช่นนั้น โว้กจะพาไปสำรวจหาคำตอบกันในครั้งนี้...

 

การหย่าร้างของเจ้าชายแอนดรูว์ และข่าวฉาวของดัชเชสแห่งยอร์ก

     เค้าลางความหายนะคืบคลานปกคลุมหลังคาพระราชวังบักกิ้งแฮมตั้งแต่ช่วงต้นปี หลังจากที่เพิ่งผ่านพ้นวันแห่งความรักประจำปี 1992 ไปได้เพียงหนึ่งเดือน ในวันที่ 13 มีนาคม 1992 เจ้าชายแอนดรูว์ ดยุกแห่งยอร์ก ได้ตัดสินใจหย่าร้างกับ ซาราห์ เฟอร์กูสัน ดัชเชสแห่งยอร์ก อย่างเป็นทางการ ซึ่งนี่คือการฉีกหน้าคริสตจักรครั้งสำคัญในยุคสมัยที่การหย่าร้างยังคงเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับสมาชิกราชวงศ์ ข่าวการหย่าร้างในครั้งนั้นไม่ได้อื้อฉาวเพียงวันเดียวจบ หากหลังจากที่เจ้าชายแอนดรูว์ และซาราห์ตัดสินใจจบชีวิตรักลงแล้วนั้น ทั้งคู่กลับมีข่าวฉาวกับหญิงสาว และชายหนุ่มไม่เลือกหน้า ในฝั่งของ ซาราห์ เฟอร์กูสัน ที่เริงร่าจนปาปารัซซี่สามารถจับภาพขณะที่เธอนอนเปลือยกายอาบแดด โดยมีเพื่อนชายคนสนิทอย่าง John Bryan กำลังบรรจงจูบไปที่เท้าของเธอได้ กลายเป็นภาพถ่ายที่ถูกตีพิมพ์ฉาวโฉ่ไปทั่วหน้าหนึ่งทุกหัวหนังสือพิมพ์ จนมีการขนานนามถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า “toe-sucking scandal” เหตุการณ์สุดฉาวของซาราห์ตัวแสบเหม็นคละคลุ้งไปทั่วพระราชวัง กระทั่งที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และสมาชิกราชวงศ์องค์อื่น นำโดยเจ้าหญิงมาร์กาเร็ต ได้ออกมาขู่ว่าจะให้เธอหยุดการปฏิบัติภารกิจในนามของสมเด็จพระราชินีนาถ ซึ่งก็สามารถปรามให้เรื่องของคุณนายซาราห์เบาลงไปได้บ้าง แต่ในอีก 3 ปีต่อมา เธอกลับส่งช่อดอกไม้มาให้เจ้าหญิงมาร์กาเร็ต และจดหมายเปิดผนึกระบุข้อความค่อนแคะสุดแสบว่า “คุณเคยนำความอับอายมาสู่ครอบครัวมากกว่านี้” ส่วนในฝั่งของเจ้าชายแอนดรูว์ก็ไม่ต่างกัน เพราะในระหว่างที่เลิกรากันไปก็ยังคงมีข่าวลือเรื่องหญิงสาวมากหน้าหลายตาที่เข้ามาพัวพันกับดยุกแห่งยอร์ก กระทั่งตอนนี้ที่ยังคงมีประเด็นเซ็กส์สุดฉาวเป็นตราบาปให้ราชวงศ์วินด์เซอร์ต้องออกมารับหน้าทุกเดือน

 

การตัดสินใจแยกทางของเจ้าหญิงแอนน์

      ชีวิตคู่ที่ล่มสลายของสมาชิกราชวงศ์วินด์เซอร์ไม่ได้จบลงเท่านั้น เพราะในวันที่ 24 เมษายน 1992 หรือเว้นระยะเวลาห่างกันเพียงแค่หนึ่งเดือน พระราชวังบักกิ้งแฮมก็สร้างความประหลาดใจให้กับประชาชนอีกครั้ง ด้วยแถลงการณ์ประกาศหย่าร้างของเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีในสมเด็จพระราชินีนาถ และกัปตัน มาร์ค ฟิลลิป อย่างเป็นทางการอีกหนึ่งคู่ พร้อมเผยรายละเอียดว่าทั้งคู่แยกกันอยู่มาสักพักหนึ่งแล้ว ก่อนที่ในวันที่ 12 ธันวาคม 1992 ปีเดียวกัน เจ้าหญิงแอนน์จะตัดสินใจเข้าพิธีเสกสมรสครั้งใหม่กับนายทหารเรือ ทีโมธี ลอว์เรนซ์ และถึงแม้ว่าเรื่องราวการตัดสินใจจบชีวิตคู่ของเจ้าหญิงแอนน์นั้นจะไม่ได้อื้อฉาวเป็นมหากาพย์เหมือนคู่ก่อนหน้า แต่นี่ก็คือ “ความล้มเหลวแห่งชีวิตคู่” ของทายาทอีกหนึ่งองค์ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ภายในเวลาที่ห่างกันไม่กี่สัปดาห์ จนประชาชนหลายคนเกิดความเคลือบแคลงสงสัย แต่ก็ยังไม่มีใครคาดคิดว่ายังมีระเบิดลูกสำคัญที่จะเปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวของราชวงศ์อังกฤษไปตลอดกาลรออยู่ข้างหน้า

 

 

ชีวิตรักสุดอื้อฉาวของเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์

     ชีวิตคู่ที่ล่มสลายของทายาทในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ยังคงดำเนินต่อไป เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 1992 หนังสือ Diana and Her True Story โดยนักเขียน แอนดรูว์ มอร์ทัน ถูกกระจายวางแผงไปทั่วสหราชอาณาจักร และขึ้นแท่นกลายเป็น “หนังสือสุดอื้อฉาวที่ทำให้ประชาชนมองราชวงศ์อังกฤษเปลี่ยนไปตลอดกาล” ในไม่กี่สัปดาห์ต่อมาด้วยกระแสปากต่อปาก กับเนื้อหาที่บอกเล่าเรื่องราวความขมขื่นของชีวิตคู่ และชีวิตส่วนตัวของ ไดอาน่า เจ้าหญิงแห่งเวลส์ หลังจากที่เข้าพิธีเสกสมรสกับเจ้าชายชาร์ลส์ ตลอด 448 หน้าของหนังสือเล่มนี้ตลบอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความเศร้าโศก ขมขื่น และทุกข์ทรมานยากจะบรรยายท่ามกลางสถานการณ์แสนอึดอัด และการปฏิบัติตัวของสมาชิกคนอื่นๆ ในวัง ที่กำลังจะทำให้เธอฆ่าตัวตายอย่างช้าๆ ตีแผ่ชีวิตสะใภ้จ้าวที่ไม่ได้สวยงามอย่างที่ใครคาดคิด ฉีกขาดภาพฝันวันแต่งงานของเธออย่างวุ่นวิ่นไม่เหลือชิ้นดี และคงเป็นหนังสือเล่มนี้เองที่ทำให้พระราชวังบักกิ้งแฮมตัดสินใจออกแถลงการณ์ “แยกกันอยู่” ของเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ ในเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้น แต่เรื่องอื้อฉาวก็ยังไม่จบลง ประเด็นการคบชู้ของมกุฎราชกุมารแห่งราชวงศ์วินด์เซอร์ กับ คามิลลา พาร์เกอร์ โบลส์ ตลอดชีวิตแต่งงานถูกใช้เติมเป็นเชื้อเพลิงให้ข่าวฉาวนั้นโหมกระพือไม่รู้จบสิ้น กระทั่งที่ในปี 1995 ไดอาน่าก็ตัดสินใจโยนระเบิดลูกสุดท้ายกลางรายการ Panorama แฉทุกเรื่องหลังรั้ววัง และนั่นก็คือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เยื่อใยระหว่างเธอกับเจ้าชายชาร์ลส์ขาดสะบั้นลง ในเดือนสิงหาคม 1996 กระนั้นชีวิตคู่ที่เละเทะไม่เป็นท่าของไดอาน่า และเจ้าชายแห่งเวลส์ ก็ยังคงทำหน้าที่หลอกหลอนราชวงศ์วินด์เซอร์มาจนถึงวินาทีนี้

 

เหตุไฟไหม้พระราชวังวินด์เซอร์

     และแม้ว่าปี 1992 จะมาดำเนินมาถึงเดือนพฤศจิกายนแล้วในเวลานั้น แต่ความโชคร้ายของราชวงศ์วินด์เซอร์ก็ยังไม่จบลงง่ายๆ เพียงแค่ 4 วันก่อนงานพิธีฉลองครองสิริราชสมบัติครบ 40 ปีจะเกิดขึ้น เหตุการณ์ที่คนทั้งโลกไม่คาดฝันก็ชิงเกิดขึ้นก่อน นั่นคือเหตุการณ์ไฟไหม้พระราชวังวินด์เซอร์ ไฟนั้นโหมกระพือกินระยะเวลานานกว่า 9 ชั่วโมง นักดับเพลิงจึงจะสามารถควบคุมต้นเพลิงได้ โดยประเมินความเสียหายในส่วนพระราชวังได้มากกว่า 100 ห้องที่ถูกเผาทำลายและได้รับความเสียหาย ภาพแสนสลดที่เหล่าข้าราชบริพาร รวมถึงเจ้าชายแอนดรูว์ที่พากันวิ่งไปมาเพื่อเก็บรักษาสมบัติของประเทศอันประเมินค่าไม่ได้จากเปลวเพลิง ถูกตีพิมพ์บนหน้าหนังสือพิมพ์ทุกหัว ลากให้สถานการณ์ของสถาบันกษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง พระราชวังที่เหลือแค่กองฟืนต้องใช้เวลานานถึง 5 ปีในการบูรณะ ด้วยเงินมูลค่าสูงถึง 36.5 ล้านปอนด์ ซึ่งภายหลังมีการเปิดเผยว่าเงินทั้งหมดมาจากการเก็บค่าเข้าชมโดยรอบของพระราชวังวินด์เซอร์ และการเสียสละความเป็นส่วนตัวของเหล่าสมาชิกแห่งราชวงศ์อังกฤษ ด้วยการเปิดให้บุคคลทั่วไปได้เข้าชมนิทรรศการ และพื้นที่ภายในของพระราชวังบักกิ้งแฮมในปี 1993 เป็นครั้งแรก เพื่อแลกกับเงินที่จะนำมาบูรณะพระราชวังวินด์เซอร์ให้กลับมาเป็นเช่นเดิม

 

     เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หลายคนก็คงไม่แปลกใจที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 จะทรงมีพระราชดำรัสเช่นนั้น เพราะหากเป็นผู้เขียนเองก็คงไม่อยากจะหันกลับไปมองซากปรักหักพังเหล่านั้นเช่นกัน อย่างไรก็ตามเหตุการณ์แสนหดหู่ในปี 1992 นั้นก็จะถูกนำไปเล่าในซีรีส์สุดฮิตอย่าง The Crown ซีซั่นที่ 5 ที่กำลังจะลงฉายผ่านสตรีมมิ่ง Netflix ในไม่ช้านี้อีกด้วย รอชมได้เลย...

ข้อมูล : Washington Post, news.com.au และ British Vogue