FASHION

'Quillberry' สุดยอดกระเป๋าสานฝีมือคนไทย กับการใช้วัสดุ Raffia ทำกระเป๋าเจ้าแรกในประเทศ!

     ในวันที่วัสดุเป็นสิบเป็นร้อยแบบถูกนำมาพัฒนาต่อยอดหรือแม้กระทั่งผสมผสานให้การผลงานใหม่ๆ ในโลกแฟชั่น เสื้อผ้ากลับถูกผลิตจากหนัง กระเป๋าหมุนถูกเวียนผลิตจากเส้นใยแปลกประหลาดมากขึ้นเพื่อเสาะหาข้อแตกต่างอยู่เสมอ ไม่ว่าจะที่นิวยอร์ก ลอนดอน มิลาน ปารีสหรือแม้แต่ที่ีไหนในโลก แฟชั่นย่อมก้าวไปสู่จุดใหม่ตลอด บางครั้งคนเราย่ำซ้ำทางคนอื่นแต่เปลี่ยนรอยเท้าไป บางคนเลือกเดินทางใหม่โดยไม่กลัวจะต้องเผชิญอุปสรรคเป็นคนแรก วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับผู้เปิดประตูบานใหม่ในโลกแห่งกระเป๋า “นิว-เมธ เฮ้งตระกูล” กับแบรนด์กระเป๋าสานรัฟเฟียเจ้าแรกในประเทศไทย “Quillberry”

คุณนิว-เมธ เฮ้งตระกูลเจ้าของแบรนด์ Quillberry และ Mettiique / ภาพ: Courtesy of Mettique

     คุณนิวเริ่มเส้นทางนี้เพราะบ้านเป็นโรงงานตัดเย็บกระเป๋าตั้งแต่รุ่นคุณแม่ จึงมีความรู้ด้านวิธีการตัดเย็บกระเป๋ามา จึงใช้ทักษะประจำครอบครัวนี้ริเริ่มธุรกิจอย่างแบรนด์ Mettique เมื่อ 7 ปีก่อน โดยเน้นไปที่กระเป๋าหนังและเน้นเรื่องคุณภาพการตัดเย็บ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคนิคการเย็บมือซึ่งนับว่าเป็นแบรนด์แรกๆ ในไทยที่ใช้ความประณีตกับกระเป๋าหนังขนาดนี้ พอแบรนด์เริ่มทำมาสักพักเริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่ชูโรงมาตลอดบางครั้งอาจจะไม่ได้รับความเข้าใจจากคนในวงกว้างมากนัก ทั้งเรื่องคุณภาพหนัง การตัดเย็บและเรื่องละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จึงเกิดเป็นบทเรียนสำคัญให้กับแบรนด์โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงจากกลุ่มลูกค้า

ตัวอย่างภาพชัดๆ ของเส้นใยรัฟเฟีย / ภาพ: IS Sundries Wholesale

     จากประสบากรณ์ดังกล่าวคุณนิวจึงเกิดไอเดียเมื่อ 2-3 ปีก่อนว่าจะทำอีกแบรนด์เพราะวิเคราะห์และเล็งเห็นตลาดว่ามีช่องไหนที่ยังไม่มีคนทำ จนกระทั่งไปเจอวัสดุใหม่ที่เรียกว่า รัฟเฟีย (Raffia) ซึ่งเป็นใยของต้มปาล์มชนิดหนึ่ง มีต้นกำเนิดมาจากมาดากัสการ์ โดยวัสดุนี้ต้องนำเข้าเท่านั้น การนำเข้ามาจะมาในรูปแบบม้วนใหญ่และต้องมาถักเองเพื่อรูปแบบที่ต้องการเฉพาะ มีหลายสีสั่งลายได้ ออกแบบเอง และนำมาประกอบกับวัสดุอื่นๆ เพื่อความลงตัวและแตกต่างมากขึ้น

กระเป๋าสานรัฟเฟียสีเข้มจากแบรนด์ Quillberry / ภาพ: Courtesy of Brand

     แบรนด์นี้ถือเป็นแบรนด์ไทยแรกที่ใช้วัสดุใยรัฟเฟีย ซึ่งถือว่าเป็นวัสดุที่ใหม่มากในตลาด เพราะแบรนด์ระดับอินเตอร์ก็หยิบนำรัฟเฟียมาใช้เหมือนกันและมีมูลค่าความแตกต่างที่สูงมาก แต่แบรนด์นอกสามารถขายได้แพงมากเมื่อมีไอเดียใหม่ๆ เราก็มุ่งเน้นในความใหม่แต่ไม่จำเป็นต้องราคาสูงเช่นนั้น ประกอบกับต้องไม่เฉพาะกลุ่มจนเกินไป สามารถให้คนเข้าถึงได้ง่าย “ทุกอย่างมันแพงหมด ราคามันเลยสูงเราเลยรู้ว่ามันเฉพาะกลุ่มเกินไป” คุณนิวสะท้อนประสบการณ์จากการทำธุรกิจกระเป๋ามาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่

โลโก้ประจำแบรนด์ และ ตัวอย่างปากกขนนก / ภาพ: Courtesy of Brand และ Wings + Tails

     โดยที่มาของชื่อแบรนด์นั้นมาจากคำว่า “Quill” ปากกขนนก เหมือนธรรมชาติ ปลิว เบาและพลิ้วไหว ในส่วนของ “Berry” เปรียบกับผลเบอร์รี่ซึ่งมีประโยชน์ให้คุณค่ากับร่างกายหลายอย่าง แถมยังมีความสวยงามผ่านสีสันของการวาดละเลงโลกของธรรมชาติ เพราะฉะนั้นแบรนด์จึงยึดถือว่าต้องเบา ทำมาจากธรรมชาติและที่สำคัญคนต้องใช้ได้จริงจึงเกิดเป็น “Quillberry”

ตัวอย่างร้านป๊อปอัพของแบรนด์ Quillberry / ภาพ: Courtesy of Brand

     ซึ่งนิยามของแบรนด์ในตอนนี้คงจะเป็นความไม่เหมือนใคร เบา ใช้งานได้จริง และเป็นธรรมชาติโดยยึดถือความแตกต่าง เพราะคนมีไลฟ์สไตล์การเดินทางไม่ว่าจะเดินทางในชีวิตประจำวันไปจนถึงการเดินทางระยะไกล คนส่วนใหญ่จึงใช้ชีวิตแบบวิถีคนเมืองมากขึ้น “ยิ่งของหนัก กระเป๋ายิ่งหนักก็ไม่อยากจะซื้อแล้ว” คำสำคัญของคุณนิวเมื่อกล่าวถึงกระเป๋าสานใยรัฟเฟียของตนเอง

กระเป๋าสานรัฟเฟียรุ่น MoMayTote ที่มีเอกลักษณ์ตรงการตัดต่อหนังเข้ากับใยพิเศษ / ภาพ: Courtesy of Brand

     เมื่อเราถามถึงความโดดเด่นด้านอื่นๆ นอกจากวัสดุ คุณนิวได้เน้นย้ำกับเราว่าความโดดเด่นของแบรนด์คือตัววัสดุเลย อีกอย่างที่ไม่เหมือนใครคือการผสมผสานกับหนังแท้พร้อมเล่นเฉดสี ทำให้เกิดความหลากหลายและมีมิติมากขึ้น สามารถมิกซ์แอนด์แมตช์ได้อย่างดี การจับคู่สีที่รัฟเฟียเองก็มีหลายสีซึ่งมาจากการย้อมตั้งแต่บานเย็น เทอร์ควอยซ์ และอื่นๆ แต่ก็ยังเป็นสีตามดีไซน์ของดีไซเนอร์ ในอนาคตจะมีสีตามโปรโมชั่น โปรเจกต์พิเศษ เพราะฉะนั้นจุดเด่นที่ทำให้แบรนด์แข็งแรงก็คือความแตกต่างทางด้านวัสดุผนวกกับการดีไซน์เพื่อดึงความโดดเด่นของเส้นใยออกมาให้งดงามที่สุด

กระเป๋ายอดฮิตของแบรนด์รุ่น City Handbag ที่แทบจะกลายเป็นซิกเนเจอร์เพราะความสะดวกสบายในการใช้ประกอบกับดีไซน์สอดคล้องเหมาะกับตัววัสดุ / ภาพ: Courtesy of Brand

     ตอนนี้แบรนด์มีกระเป๋าทั้งหมดประมาณ 20 รุ่น มีรุ่นฮิตที่สุดคือ City Handbag ขายดีมากที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ ส่วนใหญ่เป็นคนไทยจากไลฟ์สไตล์คนเมืองส่งผลให้รุปทรงของกระเป๋าถูกใจสาวๆ เมืองหลวงอย่างมาก ในส่วนเกษรก็จะเป็นอีกรุ่นหนึ่งเพราะความนิยมและฟังก์ชั่นการใช้งานนั้นไม่เหมือนกัน อย่าง Around The World เหมือนการพกของเดินทางรอบโลกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

กระเป๋าดัฟเฟิลก็ดูดีไม่น้อยเมื่อทำจากเส้นใยรัฟเฟิลในชื่อรุ่นว่า Pienza Duffle / ภาพ: Courtesy of Brand

     แรงบันดาลเบื้องหลังกระเป๋ากว่าหลายสิบรุ่นของคุณนิวคือดการเน้นชูโรงวัสดุรัฟเฟีย แต่ก็ต้องมีอะไรอย่างอื่นสอดแทรกด้วย เช่นผ้าใบหรือหนัง เน้นเจาะกลุ่มผู้หญิง เพราะตามธรรมชาติแล้วมีพฤติกรรมซื้อของบ่อยกว่าผู้ชาย และด้วยระดับราคามันสามารถเข้าถึงได้ไม่ยากนัก ยิ่งสามารถทำให้เกิดหลายรุ่นตามฟังก์ชั่นการใช้งานที่ต่างกันไป มีตั้งแต่กระเป๋าโท้ต แมสเซนเจอร์ กระเป๋าถือ ไปจนถึงกระเป๋าเป้

กระเป๋าโท้ตรุ่น Around The World กับฟังก์ชั่นการใช้งานเหมาะสำหรับการใส่ของจำนวนมากราวกับนักเดินทาง / ภาพ: Courtesy of Brand

     เมื่อเราถามถึงเหตุผลที่แต่ละรุ่นมีจุดเด่นไม่เหมือนกันทำให้คนไทยและต่างชาติก็มีกระเป๋าใบโปรดต่างกัน ส่วนตัวคุณนิวคิดว่า City Handbag กล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ มีหูจับเหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมืองเพราะขายใจกลางเมือง ส่วนของ Around The Round เหมือนสามารถจุของได้เยอะ ดูเป็นเอกลักษณ์สำหรับจะซื้อของจากไทยและเดินทางได้รอบโลกตามชื่อรุ่น

ก้าวความสำเร็จของแบรนด์ในการส่งผลิตภัณฑ์ออกไปสู่ดินแดนอาทิตย์อุทัย / ภาพ: Courtesy of Brand

     หากมองถึงสัดส่วนลูกค้าของแบรนด์ ตามสถิติและประเมินคร่าวๆ จะแบ่งสัดส่วนออกเป็นเกสร 50-50 คือไทยและต่างชาติ เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่ 90-10 ส่วนใหญ่เป็นคนไทยอีก 10 เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นตะวันออกกลางและจีนประปราย และตอนนี้ก้าวสำคัญของแบรนด์คือการเจาะตลาดขายที่ญี่ปุ่น โดยมีร้าน Quadro เป็น Selected Shop ที่สนใจเพราะรู้จักกับโรงงานและมีลูกค้าญี่ปุ่นในมืออยู่แล้ว จนติดต่อมาเอง สะท้อนถึงคุณภาพและช่องทางในการเติบโตของแบรนด์ในอนาคตที่สดใส

ป๊อปอัพสโตร์ของแบรนด์ ณ เกสร วิลเลจ / ภาพ: Courtesy of Brand

     ความตั้งใจในอนาคตของหนุ่มวัย 35 ปีอย่างคุณนิวเห็นว่าแบรนด์นี้สามารถขยายได้เยอะ เพิ่งเปิดเว็บไซต์เมื่อปีก่อน ในส่วนของหน้าร้านก็มีป๊อปอัพสโตร์ที่ทั้งเกสรและเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ผลตอบรับก็ดีเพราะ ระดับราคาก็อยู่ที่ประมาณ 5,000 บาท คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้จึงชอบ เพราะฉะนั้นแบรนด์จะมีแพลนจะกระจายสาขาร้านไปเรื่อยๆ เริ่มจากป๊อปอัพและค่อยๆ ปรับขนาดและวิธีการต่อยอดไปเรื่อยๆ ตามความเหมาะสมพร้อมยังคงคุณภาพและเอกลักษณ์ไว้ไม่มีเปลี่ยน เพราะต่อไปใครก็จำได้ว่าถือ “Quillberry”