LIFESTYLE

กระชากปม #คลับเฮ้าส์toxic การเหยียดหยามคนอีสานที่เคยถูกเมินเฉยจนกระทั่งเลยเถิดเกินลิมิต

แรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในการสร้างความตระหนักรู้อาจกำลังทำให้สังคมเริ่มพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

     เพราะตอนนี้เทรนด์โลกสำคัญคือเรื่องการเปิดกว้างรับความหลากหลายและละเว้นการเลือกปฏิบัติทุกประการ #คลับเฮ้าส์toxic จึงกลายเป็นประเด็นใหญ่ เพราะผู้เกี่ยวข้องเลือกนำเสนอคอนเทนต์การเหยียดคนอีสานจนเกิดเป็นประเด็นที่ถูกรุมถล่มอย่างต่อเนื่อง เรื่องนี้เป็นกระแสมากขึ้นเมื่อมีการพาดพิงถึงคนดังระดับประเทศมากมาย ตอนนี้ทุกคนให้ความสำคัญและสร้างความตระหนักรู้เรื่องความเท่าเทียมของมนุษย์ด้วยกัน แต่สุดท้ายมันกลับกลายเป็นการตั้งคำถามว่าถ้าประเด็นไม่บานปลายไปถึงบุคคลสำคัญความสนใจจะเทมาที่เรื่องนี้มากเท่านี้หรือไม่

การปกครองจากอำนาจศูนย์กลางที่เป็นหนึ่งในต้นตอการเหยียดคนต่างพื้นที่ / ภาพ: ศิลปวัฒนธรรม

      ตลอดชีวิตหลายคนน่าจะเคยได้ยินคำพูดที่เต็มไปด้วยการเหยียดคนอีสานหลากหลายรูปแบบ ทั้ง อยากจะเฟี้ยวแต่ข้าวเหนียวติดฟัน, ลาบ, ลาว, บ้านนอกคอกนา และอีกหลายวลีที่ดูเหมือนจะปกติ แต่แท้จริงแล้วมันไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องปกติ หลายครั้งคำเหล่านี้ถูกนิยามให้มีความหมายเชิงลบ ทั้งๆ  ที่เป็นเรื่องธรรมดาของบางสังคม ข้าวเหนียวก็เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตหลักของชาวอีสาน ลาบเองก็เป็นอาหารท้องถิ่น ลาวก็เป็นชาติพันธุ์ที่เป็นปูมหลังของหลายครอบครัวในภูมิภาคนี้ ส่วนบ้านนอกก็หมายถึงชนบท ซึ่งไม่ได้มีความหมายเชิงลบในตัวมันเอง แต่หลายคนกลับใช้คำเหล่านี้สอดแทรกนัยยะเชิงลบและใช้มันเป็นคำด่ากึ่งเหยียดแบบหน้าตาเฉย และต้องบอกว่ามันเป็นคำที่เราได้ยินกันจนชินหู ราวกับเป็นคำยอดนิยมที่ไม่ได้มีแง่มุมการเหยียดแต่อย่างใด

ภาพวาดแสดงวิถีชีวิตอันเต็มไปด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรมท้องถิ่นของคนอีสาน / ภาพ: IsanGate

     ‘Normalizing Negative Words’ เมื่อคนในเมืองหลวงถูกนิยามให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาความเจริญก้าวหน้า ดังนั้นคำเหยียดต่างๆ จะมุ่งเป้าไปถึงความแตกต่างทางชาติพันธุ์อันผูกโยงกับพื้นที่ ซึ่งเราไม่ได้หมายถึงแค่ภาคอีสาน แต่หมายถึงคนต่างจังหวัดจากทั่วทุกพื้นที่ คำบางคำถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติถึงขนาดปรากฏในสื่อบันเทิงระดับประเทศ การที่สังคมรู้สึกว่าการเหยียดโดยธรรมชาติแบบนี้เป็นเรื่องปกติ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสังคมไม่ปกติอย่างแน่นอน เรื่องนี้สอดคล้องไปถึงการเล่นตลกโปกฮาโดยใช้อัตลักษณ์ของคนท้องถิ่นมาเล่นด้วย

ภาพลิซ่ากับคุณตาซึ่งมีพื้นเพเป็นคนบุรีรัมย์แต่กำเนิด / ภาพ: MGR

     ความ(เคย)ปกติที่กว่าจะรู้สึกผิดแปลกไปก็ต่อเมื่อดาราคนดังถูกนำมาเป็นเป้าประเด็นใหญ่ ต้องยอมรับว่าการพูดถึง #คลับเฮ้าส์toxic มากขึ้นเป็นเพราะมีการพาดพิงถึงคนดังมากมาย รวมถึง ลิซ่าจากวง Blackpink ที่พื้นเพเป็นคนบุรีรัมย์ แรงต้านทั้งหมดจากเหล่าแฟนคลับจึงเกิดขึ้น การสร้างแรงกระเพื่อมตีกลับความไม่เหมาะสมตรงนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเธอมีอิทธิพลอย่างมากในการปรับโครงสร้างทางความคิดของคนในสังคม โดยเฉพาะเหล่าแฟนคลับที่ติดตามปกป้องลิซ่ามาเสมอ ลองเปรียบเทียบระหว่างการตระหนักรู้ยามพูดเหยียดคำอีสานกับคนทั่วไป ทำไมมันช่างดูปกติเสียเหลือเกิน แต่กลับกันเมื่อคำดังกล่าวพาดพิงลิซ่ามันกลับสร้างความรู้สึกผิดแปลกและอึดอัดใจ ดังนั้นเราจึงควรใช้แรงกระเพื่อมตีกลับจากการยกลิซ่ามาโจมตีเพื่อสร้างความตระหนักและใส่ใจกับความรู้สึกของคนในสังคมแบบองค์รวมมากกว่านี้

วิถีชีวิตของคนอีสานตั้งแต่สมัยโบราณ / ภาพ: Pantip

     วัฒนธรรมเฉพาะกับการถูกปิดกั้นและสร้างมลทินคือรากฐานที่ฝังลึกในการแบ่งแยกคนออกจากกัน คำว่าวัฒนธรรมหรือวิถีปฏิบัติอันดีงามเป็นเรื่องนามธรรมที่ถูกนิยามกำหนดขึ้นจากคนบางกลุ่มที่มีอำนาจทางสังคมมานานหลายยุค และพวกเขาก็ใช้ตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางในการวัดมาตรฐานความดีหรือความปกติในสังคม หากผิดแปลกออกไปก็จะกลายเป็นเอเลี่ยนทันที หรือถ้าไม่ถูกแบ่งเป็นเอเลี่ยนก็จะเป็นคนชนชั้นรองในสังคมที่ถูกตีตราว่าด้อยกว่าเชิงวัฒนธรรม ยกตัวอย่างเช่นการกินสุนัข หลายคนอาจมีอคติในใจว่าเป็นเรื่องผิดปกติ แต่ถ้ามองลึกไปถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น มันอาจจะมีเหตุผลลึกซึ้งที่ยากจะด่วนตัดสิน ลองจินตนาการว่าถ้าสมัยก่อนเรากินสุนัขเป็นเนื้อสัตว์หลัก และเลือกเลี้ยงไก่เป็นสัตว์เลี้ยงในบ้าน คนที่กินไก่ก็ต้องเป็นคนประหลาดหากเปรียบเทียบตามหลักการนี้ ดังนั้นการกล่าวหากลุ่มคนด้วยการเหยียดเชิงวัฒนธรรมคือผลผลิตของการรวมอำนาจ อีกทั้งยังสร้างบรรทัดฐานตีกรอบจนกวาดต้อนคนนอกเหนือธรรมเนียมปฏิบัติให้กลายเป็นคนชนชั้นต่ำกว่าโดยปริยาย

ประเพณีผูกเสี่ยวที่มีชื่อคล้องกับคำว่าเสี่ยวที่ถูกนำมาใช้ด่าทอเหยียดกันอย่างแพร่หลายในสังคม / ภาพ: Prapayneethai

     ดาราสร้างแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง แต่เราก็ไม่ควรเฝ้ามองมันเป็นเพียงพลุที่ส่องแสงสว่างจ้าในเวลาอันสั้นและดับไป ทุกคำเหยียดถูกนำเสนอและชี้ให้เห็นว่ามันผิดปกติและควรถูกแก้ไขแล้ว คนในสังคมก็ควรเริ่มตระหนักและช่วยกันพัฒนาสังคมในทิศทางที่ดีขึ้นต่อไป หากเรื่องนี้ถูกปล่อยผ่านไป กรอบความคิดการเหยียดแบบเดิมๆ จะกลายเป็นชุดความคิดปกติ คำว่า ลาบ, ลาว, เสี่ยวแดก, ข้าวเหนียวติดฟัน และอีกมากมายที่สร้างมลทินให้ผู้รับฟังและผู้ถูกอ้างอิง(คนท้องถิ่นหรือคนต่างจังหวัดที่ย้ายเข้ามาในเมืองหลวง) จะยังคงถูกผลิตซ้ำและเป็นปกติต่อไป การกินสุนัขยังจะถูกนำมาล้อเลียนและสร้างภาพจำผิดๆ การเหยียดเชิงวัฒนธรรมโดยใช้เครื่องมือเป็นคำพูดเหล่านี้จะกลายเป็นของคู่ประเทศไทย สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือยิ่งชุดความคิดการเหยียดด้วยคำเหล่านี้ปรากฏขึ้นยาวนานเท่าไหร่ก็จะยิ่งฝังรากลึกจนยากจะแก้ไขมากไปเท่านั้น เมื่อมีช่วงเวลาทองเปิดโอกาสให้เราได้ช่วยกันปรับแนวคิดร่วมของสังคมกันใหม่ ให้ความรู้กันใหม่ การต่อต้าน #คลับเฮ้าส์toxic อาจจะเป็นบทเรียนด้านมืดที่เร่งพัฒนาสังคมที่ดีกว่าเดิมได้ไวขึ้นตา โจทย์ปัญหาสุดท้ายคือ “ถ้าเราเปลี่ยนแปลงได้จริงจากจุดนี้ เราจะรักษามาตรฐานสังคมไร้การเหยียดแบบนี้ไว้ได้อย่างไร”

คีย์เวิร์ด: #คลับเฮ้าส์toxic