LIFESTYLE

ความสนุกและเยาว์วัย Coachella เทศกาลดนตรีแห่งยุคที่พลิกโฉมการเสพดนตรีไปตลอดกาล

แม้จะเบียดอยู่ในคลื่นคนจำนวนมากที่มาพร้อมกลิ่นเหงื่อ หากรสชาติของความเป็นอิสระและเสียงเพลงแห่งความเยาว์วัยทำให้ Coachella กลายเป็นหมุดหมายที่ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องไปให้ได้

ท่ามกลางแสงแดดร้อนจัดในเดือนเมษายน ฝูงคนในชุดแฟชั่นหลากสีหลากสไตล์กำลังโลดแล่นไปกับเสียงดนตรีที่กระหน่ำผ่านลานกว้างหลายร้อยเอเคอร์ พร้อมด้วยชิ้นงานศิลปะมากมายที่กระจายตัวอยู่ตามลานต่างๆ นี่คือสิ่งที่เหล่าวัยรุ่นในยุคนี้ต่างตั้งตารอมากที่สุดนั่นคือ Coachella เทศกาลดนตรีที่เปลี่ยนการเสพดนตรีของคนยุคใหม่ไปตลอดกาล 

Coachella คืองานเทศกาลดนตรีที่จัดขึ้นทุกปีประมาณช่วงสัปดาห์ที่ 2 และ 3 ของเดือนเมษายน (ยกเว้นปี 2020 และ 2021 ที่ถูกยกเลิกไปเนื่องจากโลกเกิดป่วยจากโควิด-19) นับว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่ที่คนรักเสียงเพลงและศิลปะมาบรรจบกับอย่างลงตัว Coachella ต้อนรับแนวเพลงที่หลากหลาย โดยมีเวทีหลักๆ รวมทั้งสิ้น 5 เวที Coachella Stage, Outdoor Theatre, Mojave, Gobi และ Sahara รวมไปถึงเวทีพิเศษที่จะเพิ่มขึ้นมาในแต่ละปี ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นขาแดนซ์เพลง EDM ชอบนั่งฟังเพลงอินดี้สบายๆ จิบเบียร์ หรือโยกตัวเบาๆ ในชุดรุ่มร่ามแบบพวกฮิปปี้กับเพลง Reggae และร้องตามทุกเพลง Pop ได้อย่างจุใจก็สามารถมารวมตัวกันที่งานนี้ได้อย่างไม่ต้องสงสัย 

เทศกาลดนตรี Coachella / Hotcourse Thailand

จุดเริ่มต้นของ Coachella

เทศกาลเพลงระดับโลกที่คนจากทั่วสารทิศต่างบินลัดฟ้ามาเพื่อครั้งหนึ่งขอให้ได้มีโอกาสลิ้มลองประสบการณ์นี้นั้น ก็ไม่ได้เปิดตัวกันอย่างง่ายๆ แรกเริ่มเดิมที Coachella เกิดขึ้นจากคอนเสิร์ตขาร็อกชื่อดังของวง Pearl Jam สัญชาติอเมริกันที่จัดขึ้นที่ Empire Polo Club เมือง Indio รัฐ California นั้นประสบความสำเร็จได้รับเสียงต้อนรับที่ดีมาก อาจไม่เพียงแค่เพลงมันส์ติดหูที่เล่นสดของวงเท่านั้น แต่ด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่ที่เหมาะกับการแสดงคอนเสิร์ตหรือจัดเทศกาลให้คนได้กระโดดโลดเต้นยังเป็นผลพวงให้ Paul Tollett กับ Rick Santen เคียงบ่าเคียงไหล่กันก่อตั้งเทศกาลดนตรีชื่อ Coachella ในปี 1999 ขึ้น 

หากว่ากระแสตอบรับของงานก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักในช่วงหลายปีแรก แม้จะมีการจำหน่ายราคาบัตรขาเข้าเพียงแค่ 50 เหรียญสหรัฐ พร้อมแจกน้ำดื่มฟรีก็ตาม แต่งานนี้ก็ยังมีอุปสรรคมากมายทั้งเรื่องอากาศที่ร้อนจัดในช่วงเดือนเมษายน รวมไปถึงปัญหาด้านมาร์เกตติ้งและการจัดการจนถึงขั้นถูกยกเลิกงานมาแล้วด้วยซ้ำ หากไวน์จะรสชาติจะดีได้ก็ย่อมต้องใช้เวลาในการบ่มที่ยาวนาน ไม่ต่างกันกับเทศกาลนี้ที่ค่อยๆ ถูกเคี่ยวไปมา ปรับปรุงรสชาติ และการจัดการให้ดีมากขึ้นกว่าเก่าจนกลายมาเป็นเทศกาลดนตรีแนวหน้าที่ใครๆ ก็ต้องรู้จักในวันนี้

ศิลปิลอินดี้วง Wallows ขึ้นแสดงในงาน Coachella ปี 2019 / Pinerest

ทัพศิลปินแนวหน้าเป็นดั่งแม่เหล็กของงาน

ไลน์อัพศิลปินของ Coachella ถือว่าไล่ตั้งแต่ตัวแม่และตัวพ่อแห่งวงการเพลงที่เป็นแรงดึงดูดคนอย่างมหาศาล นับตั้งแต่วง Oasis, Radiohead, Kings of Leon, Coldplay, Frank Ocean, Lady Gaga, Beyonce, Ariana Grande หรือจะเป็นเหล่าศิลปินอินดี้ที่มีฐานแฟนคลับเยอะพอสมควรอย่าง The 1975, Wallows, Beach Fossils ไปจนถึงศิลปินไฟแรงรุ่นเล็กรุ่นน้อยเองก็ได้โอกาสโชว์ฝีไม้ลายมือพร้อมกวาดแฟนคลับจำนวนมากกลับบ้านอย่าง Angel Olsen, Big Thief, Japanese Breakfast เป็นต้น เห็นได้ชัดว่า Coachella เป็นพื้นที่หลอมรวมความหลากหลายและอิสระ ทำให้ใครหลายคนได้เปิดรับและรู้จักทั้งดนตรีและศิลปินหน้าใหม่ เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ที่โลกต้องจารึกเมื่อวงเกิร์ลกรุ๊ปสาขาเคป๊อปอย่าง Blackpink ได้มีรายชื่อในไลน์อัพศิลปินที่จะขึ้นแสดงเมื่อปี 2019 เรียกว่าเป็นการนำร่องเบิกทางให้ศิลปินเคป๊อปรุ่นอื่นๆ ได้ตามรอยกันในภายหลังอย่างแน่นอน รวมถึงเป็นการเปิดโลกของชาวตะวันตกให้ได้มีโอกาสเข้าใจถึงวัฒนธรรมทางดนตรีที่แตกต่างกันอีกด้วย

Escape Velocity หรือนักบินอวกาศของศิลปิน Poetic Kinetics / The Desert Sun

พื้นที่หลอมรวมวัฒนธรรม

จากเพียงแค่คอนเสิร์ตที่แสดงเพลงจากเหล่าศิลปินบนเวที แปรเปลี่ยนเป็นเทศกาลดนตรีที่หลอมรวมวัฒนธรรม ศิลปะ แฟชั่น อาหาร และผู้คนเข้าไว้ด้วยกันเป็นหนึ่ง ความหลากหลายของงานศิลปะทั้งอาร์ตอินสตอลเรชั่น ประติมากรรมต่างๆ ที่มาให้เหล่าคนอิสระได้เสพกันอย่างถึงใจ ทั้ง Escape Velocity หรือนักบินอวกาศตัวบิ๊กเบิ้มของศิลปิน Poetic Kinetics รวมไปถึงเจ้าหุ่นยนต์ตัวยักษ์ EarthMover ที่ผสมผสานระหว่างรถขุดดินกับแมลง 6 ขาของศิลปิน Christian Ristow ไปจนถึงการมีเต้นท์และที่พักให้ทุกคนได้สนุกสนานกันอย่างข้ามคืนโดยไม่ต้องห่วงเรื่องที่หลับนอน ราวกับประโยคที่ว่า Welcome to the new rich, we don't care a house you live in, what kind of a car you drive, what we care the most is time and experience. เราไม่สนว่าคุณมาจากครอบครัวไหน มีเงินเท่าไหร่ เพราะที่นี่เราคุยกันเป็นภาษาเดียว นั่นคือภาษาแห่งความเป็นอิสระนั่นเอง 

(จากซ้ายไปขวา) Gigi Hadid, Alessandra Ambrosio และ Vanessa Hudgen

แฟชั่นจัดเต็มไม่มีใครยอมใคร

จวบจนถึงแฟชั่นสุดเด็ดอีกหนึ่งจุดสำคัญที่ทุกคนแต่งมาเพื่อปลดปล่อยตัวตนกันอย่างเต็มที่ โดยแฟชั่นภายในงาน Coachella ส่วนมากจะมีสไตล์ในแบบอินดี้ โบฮีเมียน เหล่าหนุ่มสาวมักนุ่งห่มด้วยกางเกงขาสั้น เสื้อถัก แจกเก็ตหนัง ผ้ามัดย้อม การแต่งลวดลายลูกไม้หรือมีฟริ้นจ์เป็นเอกลักษณ์ พร้อมด้วยหมวกปีกกว้าง รองเท้าสาน หรือรองเท้าบู๊ตที่เรียกว่าเป็นไอเท็มสุดฮอตเลยก็ว่าได้ งานนี้จึงได้มีโอกาสเห็นเหล่าเซเลบฯ แถวหน้าของโลกตบเท้าเข้าร่วมความสนุกกันยกใหญ่ทั้งแก๊งค์นางแบบอย่าง Kendall Jenner, Gigi Hadid, Alessandra Ambrosio และเหล่านักแสดงอย่าง Shay Mitchell และเจ้าแม่ Coachella อย่าง Vanessa Hudgen ไปจนถึงเซเลบฯ ชาวไทยเองที่ก็บินลัดฟ้าไปร่วมเปิดโลกกว้างเช่นกันทั้งเจมส์-ธีรดนย์, สองพี่น้องคริสและพลอย หอวัง

การไปเทศกาล Coachella จึงไม่ใช่แค่การไปฟังดนตรีสดเท่านั้น แต่คุณจะได้โอกาสไปเสพศิลป์ เสพแฟชั่น เสพวัฒนธรรมที่แตกต่าง และดื่มด่ำไปกับช่วงเวลาแห่งความสุขและเสรีภาพ และแม้ว่าจะต้องไปยืนเบียดอยู่ในคลื่นมนุษย์จำนวนมหาศาลที่มาพร้อมกลิ่นเหงื่อและไอร้อนจากแสงแดด หากรสชาติของความเป็นอิสระและเสียงเพลงแห่งความเยาว์วัยนี่แหละ ที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้ Coachella ก้าวขึ้นมาเป็นหมุดหมายสำคัญและเป็นหนึ่งใน Bucket List ของใครหลายคนได้อย่างงดงาม