LIFESTYLE

ลิสต์ 3 ร้านอาหารของแบรนด์แฟชั่นระดับโลกที่สายแฟต้องไปเยือนสักครั้ง

ร้านอาหารเหล่านี้ไม่ได้มีดีแค่รสชาติ แต่ยังรวมไปถึงการตกแต่งภายใน ที่จะทำให้สายแฟต้องหลง

     ในยุคที่ธุรกิจร้านอาหาร หรือร้านกาแฟกลายเป็นที่นิยมสำหรับผู้บริโภคมากขึ้น ลักชัวรีแบรนด์เองก็เริ่มปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภคเช่นกัน ทำให้หลายๆ แบรนด์เลือกใช้แฟล็กชิปสโตร์ตามหัวเมืองแฟชั่นเปิดร้านอาหารหรือร้านกาแฟควบคู่ไปกับธุรกิจแฟชั่น โมเดลธุกิจนี้ถือเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับสายแฟชั่นได้อย่างกลมกลืน โว้กชวนปักหมุดร้านอาหารของเหล่าลักชัวรีแบรนด์ที่ต้องไปสักครั้ง

 

Gucci Osteria , ฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี

     หลายคนอาจคุ้นชื่อของ Gucci Garden ตึกที่เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์และพื้นที่สำหรับจัดแสดงนิทรรศการศิลปะของแบรนด์กุชชี่ ด้วยความที่เป็นศูนย์รวมของผลงานศิลปะ อาจนึกไม่ถึงว่าที่ชั้นแรกของตึกนี้มีร้านอาหารซ่อนอยู่ Gucci Osteria da Massimo Bottura ร้านอาหารอิตาเลียนร่วมสมัยที่อยู่ภายใต้การดูแลของเชฟมิชิลิน 3 ดาว อย่างเชฟ Massimo Bottura เชฟได้สร้างสรรค์เมนูโดยหยิบยกแรงบันดาลใจจากประสบการณ์การท่องเที่ยวของเขา มาผสมผสานกับอาหารอิตาเลียนแบบดั้งเดิม จนกลายเป็นเมนูอิตาเลียนร่วมสมัยในราคาไม่เกิน 30 ยูโรต่อจาน

     ถึงแม้จะเป็นร้านอาหารที่ราคาเข้าถึงได้ แต่เซ็ตจานชามสำหรับมื้ออาหารนั้นก็ถูกคัดสรรมาอย่างดีตามแบบฉบับของลักชัวรีแบรนด์ อาหารทั้งหมดจะถูกเสิร์ฟบนจานกระเบื้องเคลือบลายดอกไม้ที่สร้างสรรค์โดย Richard Ginori ผ้าเช็ดปากเองก็ถูกเย็บปักแบบพิเศษตามสไตล์กุชชี่ ส่วนบรรยากาศภายในร้านควบคุมโดย Alessandro Michele ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแบรนด์ ที่เลือกใช้ทั้งสีเขียวโทนอุ่นและโทนเย็นเป็นสีหลัก เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดูมีชีวิตชีวา เก้าอี้สำหรับนั่งรับประทานอาหารก็ถูกตกแต่งด้วยผ้ากำมะหยี่สีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์เช่นกัน โดยรวมแล้วบรรยากาศภายในร้านจะให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในยุคเรเนอซองส์ หรือยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ผสมผสานกับความเป็นกุชชี่แบบดั้งเดิม หากใครต้องการนั่งรับประทานอาหารพร้อมกับชมบรรยากาศของเมืองฟลอเรนซ์ ก็สามารถเลือกนั่งโซนด้านนอกของตึก พื้นที่ที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ และบรรยากาศของเมืองที่แสนโรแมนติกนี้

     นอกจากนี้หากใครมีโอกาสได้แวะไปเยือนแคลิฟอร์เนีย อย่าลืมแวะไปที่ Gucci Osteria Beverly Hills สาขาใหม่ที่ตั้งอยู่ชั้นบนสุดของตึก Gucci Rodeo Drive ซึ่งเปิดเมื่อปี 2020 มีความคล้ายคลึงกันกับที่สาขาฟลอเรนซ์ แต่ดึงความเป็นเอกลักษณ์ของเมืองพักผ่อนแบบแคลิฟอร์เนียเข้ามาผสมผสานกัน ทั้งเรื่องของการตกแต่งร้านและวัตถุดิบที่ใช้ปรุงอาหาร

 

Sugalabo V , โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

     ดินแดนอาทิตย์อุทัยถือเป็นหัวเมืองแฟชั่นอันดับต้นๆ ในแถบเอเชีย ทำให้แบรนด์ Louis Vuitton เลือกเปิดร้านอาหาร Sugalabo V บนชั้น 4 ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของตึก Louis Vuitton Maison Osaka Midosuji ตึกรูปทรงฟาซาดที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากใบของเรือส่งสินค้า Higaki-kaizen ผลงานการออกแบบของ Jun Aoki ซึ่งถือว่าเป็นแฟล็กชิปสโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโอซาก้า

     ร้านอาหาร Sugalabo V เป็นร้านอาหารแบบครัวเปิด หรือที่เรียกว่า Chef’s Table เปิดให้บริการเฉพาะมื้อค่ำ เมนูอาหารทั้งหมดได้รับการดูแลโดยเชฟ Yosuke Suga เชฟชาวญี่ปุ่นชื่อดังที่ผ่านประสบการณ์ร้านอาหารระดับโลกมาหลายประเทศ และเคยร่วมงานกับเชฟชื่อดังระดับโลกอย่าง Joël Robuchon เชฟชาวฝรั่งเศสนานถึง 17 ปี เมนูในร้านนี้จึงเป็นการรวมเอาความเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นและศิลปะการทำอาหารแบบฝรั่งเศสมาผสมผสานกัน บรรยากาศภายในร้านค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวสูง เน้นการตกแต่งด้วยไม้ และแทรกขอบทองตามวัสดุต่างๆ เพิ่มความหรูหรา เซ็ตจานชามสำหรับมื้ออาหารและเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดในร้านก็ออกแบบโดยดีไซเนอร์ Tokunjin Yoshioka ผู้ออกแบบเฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นให้กับหลุยส์ วิตตอง ส่วนความเก๋ของร้านนี้อยู่ตรงที่ตัวร้านถูกซ่อนอยู่หลังประตูลับของ Café V มันถูกสร้างให้ดูลึกลับและเข้าถึงยาก เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงความเป็นส่วนตัวเสมือนนั่งทานอาหารอยู่ในภัตตาคารบนเรือสำราญ

     ในชั้นเดียวกันกับร้านอาหาร Sugalabo V มี Café V ตั้งอยู่ด้วย คาเฟ่นี้เหมาะสำหรับมานั่งพักผ่อนหลังช็อปปิ้งเสร็จ เพราะมีทั้งอาหารว่าง และเครื่องดื่มคอยให้บริหาร อีกทั้งยังมีบาร์ตั้งอยู่ที่ระเบียงโซนด้านนอกสำหรับใครที่อยากจิบค็อกเทล ทั้งโซนด้านในและด้านนอกถูกตกแต่งด้วยโทนสีครีมเป็นหลัก ตามด้วยสีทอง และสีฟ้า ชวนให้นึกถึงทริปชายทะเลที่โอซาก้าทีเดียว

 

The Blue Box Café , ลอนดอน ประเทศอังกฤษ

 

     เมื่อพูดถึงกล่องจิวเวลรีสีฟ้าจางประกายเขียว หลายๆ คนคงรู้ได้ทันทีว่ากำลังหมายถึงกล่องของแบรนด์ Tiffany & Co. แบรนด์จิวเวลรีสัญชาติอเมริกันในตำนาน นอกจาก Tiffany & Co. จะประสบความสำเร็จในการสร้างอัตลักษณ์และภาพจำให้กับแบรนด์แล้ว ยังประสบความสำเร็จในการสร้างร้านอาหารที่ใครๆ ก็อยากมาทานมื้อเช้า เช่นเดียวกับนักแสดงสาว Audrey Hupburn ในภาพยนต์ยุค ‘60s เรื่อง Breakfast at Tiffany’s ทำให้ตอนนี้ The Blue Box Café ได้ขยายสาขาไปตามหัวเมืองต่างๆ มากมาย

     The Blue Box Café สาขาที่เปิดใหม่ล่าสุดในปี 2020 ตั้งอยู่ใจกลางเมืองลอนดอน บนห้าง Harrods ที่คาเฟ่นี้มีบริการอาหารเช้า ที่เสิร์ฟตั้งแต่ 10 โมงจนถึงประมาณบ่ายโมง ซึ่งจะมีทั้งอาหารเช้าทั้งสไตล์อเมริกันอย่าง “Fifth Avenue Bagel”  หรืออาหารเช้าสไตล์ยุโรปอย่าง “Croissant Box” ครัวซองต์ที่เสิร์ฟพร้อมแยมหรือครีม เติมเต็มความเป็นผู้ดีอังกฤษด้วยเซ็ตชายามบ่ายและของว่าง ซึ่งที่นี่มีชาให้เลือกมากกว่า 20 ชนิด แนะนำให้ลองชาเขียว “Tiffany Signature Tea blend” สูตรเฉพาะของแบรนด์ ดื่มคู่กับของว่างที่รังสรรค์โดยเชฟทำขนมของ Harrods อย่างเมนู “Tiffany Blue Egg” ของหวานที่มีรูปร่างคล้ายไข่ของสีฟ้าของนกโรบินส์ ซึ่งเป็นเฉดสีที่คล้ายกับสีฟ้าทิฟฟานี่ “The Blue Box Celebration Cake” เค้กสีฟ้าทิฟฟานี่รูปทรงคล้ายกล่องจิวเวลรีที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ เมนูนี้ต้องมีการสั่งจองล่วงหน้าเท่านั้น จากเมนูที่กล่าวไป จะเห็นได้ว่า Tiffany & Co. พยายามเน้นการนำเรื่องราวของแบรนด์มาผสมผสานกัน จนเกิดเป็นเมนูใหม่ๆ ที่ดูสนุกและดึงดูดความสนใจของลูกค้าได้ดี

     การตกแต่งภายในร้านรวมถึงภาชนะต่างๆ สำหรับมื้ออาหาร เน้นการใช้โทนสีฟ้าจางประกายเขียว หรือสีฟ้าทิฟฟานี่เป็นหลัก ตัดด้วยสีเงินและสีขาว เพื่อลดทอนไม่ให้เลี่ยนจนเกินไป เพิ่มความหรูหราด้วยหินอ่อนแอมะซอไนต์สีเขียวที่หลังบาร์ และหินอ่อนสีขาว Bianco Batola สำหรับโต๊ะอาหาร ด้วยเมนูและการตกแต่งร้านที่เป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจน จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไม The Blue Box Café จึงประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของการขยายสาขา และเป็นหนึ่งในร้านที่สาวๆ ฝันอยากไปทานมื้อเช้ากัน

 

     เรื่อง: ธนพร สมบูรณ์สิทธิ์

     Edited by ปภัสรา นัฏสถาพร

คีย์เวิร์ด: #FashionRestaurent #VogueFoodGuide