FASHION

จับเข่าคุยกับ โอ-ธีรวัฒน์ นักวาดภาพประกอบระดับอินเตอร์ที่อยู่มาแล้วทุกวงการ

โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ คือหนึ่งในศิลปินไทยคนสำคัญจากทั้งสิ้น 14 คน ที่จะมาร่วมรังสรรค์ผลงานให้โว้กประเทศไทย ในโปรเจกต์ใหญ่ครั้งสำคัญ เพื่อมวลมนุษยชาติทั่วโลกในชื่อ “HOPE” เตรียมตัวรอชมผลงานของเขา และเซอร์ไพรส์จากศิลปินที่เหลือได้ที่ Vogue.co.th ตลอดเดือนสิงหาคม–กันยายน 2020 นี้

     หลายคนต่างรู้จัก โอ-ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ ในฐานะของศิลปินไทยนักวาดภาพประกอบชาวไทยที่มีชื่อเสียง ผู้ที่เคยร่วมงานกับแบรนด์แฟชั่นมาแล้วนับไม่ถ้วน ร้อยทั้งร้อยทุกคนที่กำลังจะเริ่มอ่านบทสัมภาษณ์นี้ต่างต้องเคยผ่านตากันมาแล้วทั้งนั้น อีกทั้งเขายังเคยโดดมาร่วมงานกับโว้กอยู่ก็หลายครั้ง เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่โอได้ตอบรับเข้ามาร่วมสร้างสรรค์ผลงานในโปรเจกต์ “HOPE” เพื่อโว้กประเทศไทย... ทว่าความสำเร็จสูงสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ยังเป็นสิ่งที่การันตีความสามารถของศิลปินคนนี้ได้อย่างดี กับการเข้าแข่งขันออกแบบลายผ้าพันคอของแบรนด์ HERMÈS ในโครงการ LE GRAND PRIX DU CARRÉ HERMÈS International scarf design competition ที่สุดท้ายเขาสามารถจบการแข่งขันในครั้งนี้ได้ด้วยรางวัลรองชนะเลิศ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของอุตสาหกรรมแฟชั่นศิลปะ และแฟชั่นของประเทศไทยไม่น้อย

     โอย้อนความหลังเรื่องการแข่งขันให้เราฟังคร่าวๆ ว่ากว่าที่จะผ่านเข้ารอบ 11 คนไปได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจุดเริ่มต้นนั้นมีคนทั่วโลกส่งใบสมัครกว่าหมี่นคน ต้องต่อสู้ฝ่าฟันสู่รอบ 100 คน ก่อนถูกสั่งให้ไปทำสเก็ตช์มาว่าผลงานจริงจะออกมาประมาณไหน ขับเขี้ยวอย่างหนักจนได้เหล่าหัวกะทิจากทุกมุมโลกมาเพียง 11 คนสุดท้ายเท่านั้น ที่ต้องถ่อบินไปถึงกรุงปารีส เพื่อฟังคอมเมนต์จากทีมงานแบรนด์โดยตรง ก่อนที่จะต้องกลับมาทำผลงานอีกครั้งให้เสร็จภายใน 1 เดือนที่เหลือ ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในความคิดของผู้เขียนที่นั่งฟังโอพูด เพราะไม่ใช่เพียงความสามารถเท่านั้นที่ศิลปินทุกคนต้องมี หากยังรวมไปถึงความอดทน และความมานะอุตสาหะอย่างถึงที่สุดในงานที่ตัวเองรักด้วยเช่นกัน โอเล่าถึงความประทับใจที่ได้ทำงานกับแบรนด์แฟชั่นระดับโลกต่อไปอีกว่า “สิ่งที่เรารู้สึกว่าชัดเจนมากคือความเป็น Confidential ทุกอย่างเป็นความลับได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้ทุกคนที่ร่วมแข่งขันในครั้งนี้เก็บทุกอย่างเป็นความลับได้อย่างเหลือเชื่อครับ แม้แต่คอนเซปต์ หรือชื่องานก็ยังพูดไม่ได้เลยครับ เนื่องจากเขาเป็นแบรนด์ระดับโลกด้วยครับ ทุกอย่างเป็นระบบระเบียบสมเป็นแบรนด์แฟชั่นที่อยู่มานานจริงๆ ครับ”

     แม้ว่าผลงานในการประกวดครั้งนี้จะไม่สามารถเปิดเผยได้ในตอนนี้ แต่โอก็ยังใจดีแง้มให้โว้กประเทศไทยฟังว่า เขาได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งของที่สำคัญกับเขามากในความทรงจำวัยเด็ก ที่ดูเป็น HERMÈS  มากๆ ที่หลายคนอาจมองข้ามไป... กระนั้นชีวิตวัยเด็กของโอ ก็เหมือนถูกวาดกระหวัดไว้อย่างศิลปินก็ไม่ปาน โอเป็นคนที่ชอบการวาดรูปมาแต่ไหนแต่ไร กระทั่งตอนโตที่มีโอกาสได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย โลกที่กว้างขึ้นก็ทำให้ศิลปินหนุ่มคนนี้มองอะไรได้กว้างขึ้นกว่าเดิม

     โออธิบายว่า “จุดเปลี่ยนคือตอนที่เรารู้ว่า การวาดรูปมันสามารถใช้หาเลี้ยงชีพได้ ซึ่งต่างออกไปจากศิลปินแขนงอื่นๆ ที่เป็นที่นิยมในยุคสมัยนั้น” โออธิบายต่อไปว่า “ในยุคของเราจะมีศิลปินในแขนงของประติมากรรม จิตรกรรม สถาปัตยกรรมต่างๆ ซึ่งเรามีความคิดว่าเราอยากที่จะเป็นนักวาดการ์ตูนมากกว่า พอได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยเราก็ได้พบว่า มันมีพื้นที่ระหว่าง การวาดการ์ตูน และงานจิตรกรรม เราเลยเลือกที่จะทำตรงกลางระหว่างนั้นครับ”

     เส้นทางการเป็นนักวาดภาพประกอบของศิลปินที่ชื่อ โอ-ธีรวัฒน์ นั้นฉวัดเฉวียนเสียยิ่งกว่าอะไร โอผ่านงานมาหลากหลายอุตสาหกรรม แต่ละอุตสาหกรรมก็ช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โอยอมรับว่าเมื่อครั้งที่ต้องมาทำงานสายแฟชั่นอย่างแบรนด์ Painkiller นั้น เขาต้องลดทอนรายละเอียดการวาดลงมาไม่ให้ดูรก จนไม่น่าสวมใส่ จากที่เคยวาดภาพประกอบแบบจัดเต็มให้กับหนังสือ หรือนิตยสาร อีกทั้งอุตสาหกรรมเสื้อผ้ายังต้องมีองค์ประกอบที่ต้องคำนึงถึงอีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเพศ หรือเทรนด์ ซึ่งทำให้การทำงานยากขึ้นพอสมควร แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าโอจะบ่นอุบว่าการทำงานในหลากหลายอุตสาหกรรมนั้นต้องปรับตัว และมีความยากง่ายแตกต่างกันมาเพียงใด ทว่าสุดท้ายแล้วผลงานของเขาจะยังออกมาน่าสนใจ และสวยสะกดทุกสายตาเสมอ เฉกเช่นหน้าปกอัลบั้มหนึ่งของวงโมเดิร์นด็อกที่โอยกให้เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่อยากจะอวดให้โว้กประเทศไทยฟัง ทว่าเขากลับสารภาพบาปให้เราฟังเสียอย่างนั้น...

     “จริงๆ แล้วมีหน้าปกอัลบั้มของวงโมเดิร์นด็อกครับ ที่กลายเป็นงานชิ้นสำคัญเลย เพราะเราถือว่ามันเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของเราเลยก็ว่าได้ ‘มันคือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า’ เนื่องจากปกอัลบั้มนั้น อาร์ตไดเร็กเตอร์อยากได้เป็นภาพสีน้ำมัน แล้วเราไม่เคยใช้สีน้ำมันมาก่อน กอปรกับข้อจำกัดเรื่องเวลา เราก็เลยต้องค้นหาวิธีการทำภาพถ่ายนั้นให้กลายเป็นภาพสีน้ำมันให้ได้ งานนี้จึงกลายเป็นผลมาจากการแก้ไขเฉพาะหน้าของเรา ซึ่งท้ายที่สุดมันออกมาได้ด้วยดีมากๆ แล้วปกอัลบั้มนั้นก็ยังกลายเป็นที่พูดถึงอีกด้วย ซึ่งต้องยอมรับเลยว่าเราได้ทดลองอะไรมากมายจริงๆ ในงานนี้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานประเภทคอลลาจ ที่สมัยนั้นยังไม่เป็นที่นิยมในวงกว้าง เป็นต้น” ใครก็ตามที่อ่านมาถึงตรงนี้ก็คงจะประจักษ์แล้วว่าศิลปินคนนี้ทำมาแล้วทุกอย่างจริงๆ ตั้งแต่ผ้าพันคอ เสื้อผ้า กระทั่งปกอัลบั้มเพลง แล้วมีอะไรอีกไหมที่คนอย่าง โอ-ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ ไม่เคยทำ...

     “เราอยากทำงาน 3 มิติครับ จริงๆ เรามีความคิดอะไรที่เป็น 3 มิติมานานแล้วล่ะ ตั้งแต่เมื่อช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ที่เริ่มมีเครื่อง 3D ที่ปรินต์ออกมา แต่ด้วยข้อจำกัดที่ว่า เราไม่สามารถที่จะขึ้นงานแบบ 3D เองได้ เราเคยให้คนอื่นขึ้นให้ซึ่งมันก็ไม่เวิร์ก ไม่เป็นไปอย่างที่เราคาดหวัง เพราะเขาไม่ใช่เจ้าของผลงาน ซึ่งถ้าเป็นไปได้เราก็อยากที่จะขึ้นงาน 3 มิติได้ด้วยตัวเอง เพราะเรารู้สึกว่า งานของเรามันจะพัฒนาไปได้อีกขั้น ถ้าเราสามารถจัดการกับทักษะตรงนี้ได้”

     ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์โอบอกบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกแตกต่างจากการสัมภาษณ์ศิลปินคนอื่นไม่น้อย โอยอมรับตรงๆ กับเราว่า แรงบันดาลใจของเขาไม่ใช่อะไรอื่นไกล แต่เป็น “ลูกค้า” โอเผยไว้ว่า เขานั้นไม่ใช่ศิลปินที่มีไลฟ์สไตล์แบบศิลปินเสียเท่าไหร่ เขาใช้ชีวิตปกติ กิน อยู่ หลับ นอน ในบ้านที่ถูกตกแต่งปกติ ห้องทำงานไม่ได้สวยหรูหราเหมือนศิลปินส่วนมากคนอื่นๆ  ดังนั้นแล้วผลงานส่วนใหญ่ของเขานั้นจะถูกขับเคลื่อนด้วยพลังจากลูกค้ามากว่า โอยกตัวอย่างว่า “ครั้งหนึ่งที่เราได้คุยกับแบรนด์ Sretsis เราก็ได้แรงบันดาลใจมาจากเขา ทั้งที่เราไม่ได้มีไลฟ์สไตล์แบบนั้นเลยด้วยซ้ำ เราห่างไกลจากเขามากเลยนะ แต่เราก็พยายามที่จะเข้าใจลูกค้า เราจะได้รับพลังจากเขาเป็นส่วนมากว่า เราควรจะทำงานออกมาแบบนี้นะ เพราะมันเหมาะกับแบรนด์ของเขา” การทำงานแบบมีโจทย์นั่นล่ะคือสิ่งสำคัญในการทำงานของโอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์

 

     ก่อนที่จะจบบทสัมภาษณ์นี้ เราถามโอกลับไปด้วยคำถามง่ายๆ ว่า “คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จในสายอาชีพนี้หรือยัง...” ซึ่งโอก็ตอบกลับมาในทันทีว่า “ในฐานะของศิลปินไทยคนหนึ่ง หากนับเรื่องของการเข้าแข่งขันรายการประกวดลายผ้าพันคอของ HERMÈS  ด้วย ก็ถือว่าสุดยอดของเรื่องผ้าพันคอแล้วนะ ในทางนี้ก็คงสุดแล้วครับ แต่เราก็หวังว่ามันจะสามารถเดินต่อเนื่องไปได้เรื่อยๆ หวังว่าดีไซน์ของเราจะถูกใจเขานะ หวังว่านะ...”

     โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ คือหนึ่งในศิลปินไทยคนสำคัญจากทั้งสิ้น 14 คน ที่จะมาร่วมรังสรรค์ผลงานให้โว้กประเทศไทย ในโปรเจกต์ใหญ่ครั้งสำคัญ เพื่อมวลมนุษยชาติทั่วโลกในชื่อ “HOPE” เตรียมตัวรอชมผลงานของเขา และเซอร์ไพรส์จากศิลปินที่เหลือได้ที่ Vogue.co.th ตลอดเดือนสิงหาคม–กันยายน 2020 นี้

 

 

 

คีย์เวิร์ด: #VoguePortfolio #VogueHope