FASHION

Vogue Culture: Uncruel Intentions

Vogue Culture: Uncruel Intentions

เรื่อง: สุภักดิภา พูลทรัพย์
     ตอกย้ำบทพิสูจน์ที่ว่าผู้หญิงพิชิตโลกได้ด้วยลิปสติกและรองเท้าส้นสูง จิตสตรองสุดยิ่งกว่าบุรุษเพศ เมทินี กิ่งโพยม ชาร์พเพิร์ล และ น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์ ผู้เป็นทุกอย่างของนิยามว่า "แม่ก็คือแม่" ชวนเหล่า "ลูกสาว" มาครองรันเวย์อีกครั้งใน The Face Thailand Season 3    

    “Concentrate! ค่ะ concentrate!”

    “ฉันเป็น mentor ไม่ใช่ monster”

    “มาอยู่ทีมพี่สิคะ แล้วพี่จะทำให้น้องไม่ต้องไปกราบใคร”

    ประโยคแรกเสียงแหลมสูงกราดเกรี้ยว ประโยคสองแฝงแววประชดประชัน ประโยคสามเย็นชาและเชือดเฉือน เสียงสามอารมณ์ที่ดังลอดออกมาจากสตูดิโอกันตนา มูฟวี่ทาวน์ เป็นหลักประกันว่าเรามาถูกที่ถูกเวลาแล้ว เมื่อภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือทีมงาน The Face Thailand เดินสวนกันง่วนเพื่อบันทึกเทป ถ่ายโปสเตอร์ สัมภาษณ์ เก็บภาพเบื้องหลัง เปลี่ยนหน้า เปลี่ยนผม เปลี่ยนชุด ฯลฯ เพื่อเตรียมนำซีซั่นที่ 3 ของรายการเรียลิตี้โชว์ตีแผ่วงการนางแบบไทยที่หรูวิ้งและเผ็ดจัดมากวาดคะแนนนิยมกันอีกหน 

    “เครียดนะ คิดมากด้วย เพราะเราอยู่มา 3 ซีซั่นแล้ว คราวนี้เราจะเล่นเกมแบบไหนดี เคยดุก็แล้ว บ้าบอคอแตกก็แล้ว เลยคิดว่าปีนี้จะมาแบบโรคจิตเล็กน้อยค่ะ” เมทินีหรือเมนเทอร์ลูกเกดกล่าวจบก็ตบท้ายด้วยรอยยิ้มหวานหยด ซึ่งวินาทีหนึ่งเราเห็นเป็นหน้า Harley Quinn แฟนสาวจิตแตกของ Joker ซ้อนทับใบหน้าของเธอ เราสะบัดหัวหนึ่งที เลยกลับมาเป็นหน้าเมทินีเหมือนเดิม 

    “คนชมว่าเกดแอ็กติ้งเก่งจัง แต่ขอบอกตรงนี้เลยว่าเกดเป็นคนเฟกไม่ค่อยเป็นนะคะ เป็นคนพูดอะไรตรงไปตรงมา เกดเป็นคนฮาๆ ชอบพูดตลก หยอกคนนั้นคนนี้เล่น นั่นคือตัวตนที่คนสนิทๆ จะรู้ แต่เวลาอยู่ในรายการเกดต้องเล่นหลายชั้น คนดูเลยไม่รู้ว่าตัวตนของเกดเป็นแบบไหนแน่ ตกลงว่าเมทินีเอะอะโวยวายตลอดเวลาจริงหรือเปล่า วันต่อมาทำไมตลกจัง วันถัดไป ‘พี่เกดคะ วันนี้ป้ามาก’ จะได้เดาทางไม่ถูกว่าเราจะมาไม้ไหนไงคะ” ถึงตรงนี้เธอเปลี่ยนยิ้มหวานเป็นมาดขรึมที่ดูจริงจัง “การที่เกดต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ไปเรื่อยๆ ทำให้เราสนุกกับงานมากขึ้น มาถึงกองถ่ายแล้วเกดยังไม่รู้เลยว่าจะเล่นอะไร จนกว่าจะได้มาเห็นสถานการณ์หรือฟีลลิ่งตรงหน้า แต่เกดทำการบ้านมาก่อนทุกครั้ง พยายามเดาทางคนอื่นว่าถ้าเขาพูดแบบนี้ เราควรจะตอบกลับไปแบบนี้นะ ในซีซั่นแรก เกดรู้ทางหมด คอนโทรลเกมได้ทุกอย่างเพราะเมนเทอร์อีกสองคน (เฌอมาลย์ บุณยศักดิ์ และรฐา โพธิ์งาม) ไม่กล้าเล่น ฉะนั้น ซีซั่น 1 เป็นเกมของเกด ส่วนซีซั่น 2 เกดป่วนทุกคนจนทำให้เขาทะเลาะกันไปหมด (หัวเราะ) ซีซั่นนี้เลยคิดว่าจะทำตามอารมณ์”

    หญิงสาวในชุดสีแดงพิมพ์ลายของ Dior ตามลงมานั่งคุยด้วยมาดนางพญา ผู้ชนะจากซีซั่นที่แล้ว บี น้ำทิพย์ทำท่าสะบัดผมที่ปาดไว้เรียบกริบ ไม่มีผมกระดิกกระเดิดสักเส้นก่อนพูดเสียงนิ่งแต่แววตาเอาเรื่องว่า “ซีซั่นนี้บีทำเต็มที่อยู่แล้ว จริงๆ ก็ทำเต็มที่มาตั้งแต่ซีซั่นที่แล้ว ที่เห็นว่าเมนเทอร์เหมือนจะทะเลาะกันก็เป็นไปตามคอนเซปต์รายการเรียลิตี้ค่ะ จะมีคนคอยยั่วอารมณ์ (จิกตามองเมนเทอร์ลูกเกดเบาๆ) เราก็เป็นไปตามฟีล แต่ทะเลาะกันจบก็คือจบในรายการ ส่วนเวลาสอนน้องๆ ในทุกแคมเปญ บีจะสอนจริงจัง ชนะหรือไม่ชนะไม่รู้ แต่ทำเต็มที่ไว้ก่อน พยายามมีสติตลอดเวลา เพราะการอยู่ในรายการเรียลิตี้ถ้าคุณทำพลาด ความผิดพลาดของคุณจะออกอากาศ คนที่เสียก็คือตัวคุณเอง แต่รายการมีสีสัน กลยุทธ์ของบีคือไม่ต้องชนะทุกครั้ง แต่ทำอย่างไรให้ลูกทีมได้สปอตไลต์ในรายการนานกว่าทีมอื่น บีเลยจะพูดตรงๆ บางทีพูดฟาดไปแรงๆ เลย เพราะอยากให้น้องดีขึ้น ซึ่งทั้งหมดที่เราพูดคือ fact เราไม่ fake ไม่ใช่ว่าน้องทำไม่ดีแล้วบอกว่าดี ถ้าไม่ดีก็คือไม่ดี แต่ถ้าดีแล้วจงพัฒนาต่อไป หลักพวกนี้บีใช้กับตัวเองด้วย” 

    นางแบบสาวผู้ผ่านร้อนหนาวในวงการแฟชั่นมาตั้งแต่อายุ 14 เห็นใครเป็นต้องยกมือไหว้เป็นฝักถั่ว ยิ้มทักทายอย่างสุภาพ และมีลูกอ้อนอย่าง “ขอน้ำตาลให้บีหน่อยได้ไหมคะ” ซึ่งทีมงานปราดไปสั่งชาไทยเย็นฉ่ำมาให้เธอทันทีคนนี้ดูช่างแตกต่างจากคนที่ฉะกลับมาช่า วัฒนพานิชและเมทินี กิ่งโพยม เมนเทอร์รุ่นพี่แบบไม่เกรงกลัวสักนิดว่า “ในส่วนของการสับสนเรื่องอายุ เมนเทอร์บีต้องขอโทษพี่ๆ ทั้งสองด้วย” “บีไม่สู้คนนะคะ” ควีนบีตอบเสียงอ้อน “แต่ถ้าใครทำบีปุ๊บ บีเอาคืนเจ็บด้วย บีราศีแมงป่องนะคะ เตือนไว้ก่อน”

     ทีมงานแทบทุกคนไม่มีใครอยากนั่งขณะรอเมนเทอร์ทั้งสองถ่ายแบบกับโว้ก เพราะนั่งแล้วโดนเก้าอี้ดูดวิญญาณพานจะวูบหลับทันที แม้แต่ตัวเมนเทอร์เองก็โดนไฟทีวีบ้าง ไฟแฟชั่นบ้าง แฟลชมือถือบ้าง สาดส่องมาที่ตัวตลอดเวลา ระบบปลุกปั้นดาวผ่านรายการเรียลิตี้โชว์ที่ทุกคนลงแรงกายใจเหนื่อยยาก มองอีกมุมก็น่าอิจฉานางแบบยุคนี้ที่มีทีมงาน เมนเทอร์ และแพลตฟอร์มผลักดันเป็นองคาพยพมหาศาล “ยุคที่เกดเป็นนางแบบคือยุค 1990 จนถึงต้นๆ ปี 2000 นางแบบมีอยู่แค่กลุ่มเดียว ไปทำงานกันเป็นแพ็ก นานๆ ทีจะมีเด็กใหม่เข้ามา เลยไม่รู้สึกว่าต้องแอ็กทีฟอะไรมาก เพราะสมัยก่อนด้วยเนื้องานต้องแอ็กทีฟอยู่แล้ว วันหนึ่งมีแฟชั่นโชว์ 2-3 งาน วิ่งกันแทบไม่ทัน ต้องนั่งมอเตอร์ไซค์ไปอีกโรงแรมหนึ่ง ถ่ายแบบเสร็จต้องวิ่งมาแฟชั่นโชว์ต่อ นางแบบทุกคนมีงานเยอะมาก แต่พอมายุคนี้ที่วงการแฟชั่นเปิดกว้างมากขึ้น มีนิตยสารหัวนอก มีแบรนด์อินเตอร์ มีนางแบบฝรั่งและนางแบบใหม่เข้ามาเยอะ ลู่ทางที่จะเข้าวงการนี้ก็มีหลายทางมากขึ้นด้วย กลายเป็นว่ามีการแข่งขันกันสูง เลี่ยงไม่ได้ที่นางแบบยุคนี้ต้องแอ็กทีฟมากๆ จะทำอย่างไรให้ดัง ให้คนเห็น ให้คนจำได้

    “ถ้าทำไม่ได้ ยูก็อยู่ที่นี่ไม่ได้” ประโยคสุดท้ายเธอพูดด้วยน้ำเสียงห่วงใย ไม่ใช่การขู่ “เกดโชคดีที่ได้เดินแบบ เล่นละคร และเป็นพิธีกรด้วย ในขณะที่ตอนนั้นเพื่อนๆ ยังแฮปปี้กับการเดินแบบอยู่ แต่เกดจำเป็นต้องทำงานทุกอย่าง เพราะต้องดูแลแม่และน้องชาย งานอะไรเข้ามาเราคว้าไว้หมด คนอื่นยังชิลๆ เฉยๆ แต่ตอนนี้นางแบบมีโอกาสให้เลือกทำงานเยอะ นางแบบไปเป็นนักแสดง พิธีกร เล่นหนัง เล่นละคร ทำธุรกิจกันแทบทุกคน เมื่อก่อนนางแบบจะลังเลว่าจะทำอย่างอื่นดีไหม แต่ตอนนี้ทุกคนคว้าโอกาสของตัวเอง 

    “ทุกอย่างหล่อหลอมให้เกดเป็นคนที่ชอบวางเป้าหมายล่วงหน้า แต่จะทำวันนี้ให้ดีที่สุดด้วย ทำให้เหมือนวันสุดท้ายของเราเพราะไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น เกดต้องวางแผนไว้จะได้มีสิ่งที่เรารอคอย มีเป้าหมายให้เราก้าวไปหา งานในวงการไม่มีเวลาแน่นอน ไม่รู้ว่าอะไรจะเข้ามาตอนไหน เกดต้องล็อกไว้เลยว่าช่วงนี้จะไปเที่ยวกับครอบครัว งดรับงาน นี่วางแผนไปถึงคริสต์มาส 2018 แล้ว เพราะถ้าอยู่ดีๆ ปุบปับค่อยมาวางแผนจะได้ไปเหรอคะ ถ้าเราไม่วางแผนชีวิต มีงานอะไรเข้ามาก็เลือกงานไว้ก่อน แล้วครอบครัวล่ะ จะมีเวลาให้ตอนไหน ถ้าแพลนที่วางไว้เกิดมีอุปสรรค เกดจะสู้สุดชีวิตที่จะก้าวข้ามมันไปให้ได้ มีกำแพงมาขวางเหรอ เดี๋ยวจะทะลุกำแพงให้ดู” 

    เมนเทอร์บีฟังบทเรียนจากยุค 1990 ของเมนเทอร์ลูกเกดแล้ว เลยแชร์บทเรียนจากยุค 2000 ของเธอให้ฟังบ้างว่า “บีก็คิดว่าน้องๆ ในรายการโชคดีที่มีคนช่วยเหลือเยอะให้เขาได้เดินตามความฝัน ตอนเด็กๆ อาชีพที่ใฝ่ฝันของบีคือแอร์โฮสเตส วงการแฟชั่น-นางแบบ-ดาราคืออะไร ไม่เคยฝันว่าจะเป็น จำได้ว่าถ่ายแบบครั้งแรกโพสไม่เป็นเลย เขาจับให้นั่งท่าไหนก็นั่งทื่ออยู่ท่าเดิม ตาแข็งมาก ยิ่งตอนเดินแบบครั้งแรกนี่เดินขาสั่น เจอพี่อุ๋ม (อาภาศิริ จันทรัศมี) พี่เกด นางแบบรุ่นพี่ทั้งนั้น เราเป็นแค่เด็กใหม่อายุ 14 กลับไปบ้านก็ฝึกเดินใหญ่เลย หาวิธีไดเอต กลัวอ้วน เสียเซลฟ์ทุกอย่าง 

     “วันที่เริ่มอินกับวงการบันเทิงคือตอนได้เล่นละครเรื่องแรก เลือดหงส์ แสดงอยู่รู้ตัวเลยว่าชอบการแสดงเพราะได้เล่นเป็นคาแร็กเตอร์ที่ไม่ใช่ตัวเรา ต้องร้องไห้ เสียใจ มีความรัก ตอนนั้นก็คิดว่าตัวเองเล่นไม่ดีนะ แต่พอละครเริ่มออนแอร์มีกระแสตอบรับ เริ่มชอบอาชีพนักแสดง หลังจากนั้นก็เป็นอาชีพที่รักและทำได้ดีที่สุดอย่างหนึ่ง แต่บีไม่มีคำนิยามให้ตัวเอง จะเรียกบีเป็นอะไรก็ได้ นักร้องก็ทำมาแล้ว เป็นนักแสดงหรือนางแบบเราก็ทำได้ บีรักงานทุกอย่างในวงการนี้ สิ่งที่เราได้มาจากการเรียนรู้แบบครูพักลักจำ ความรู้สึกตื่นเต้น ความรู้สึกของการที่รู้ว่าในที่สุดฉันก็ทำได้ บีจะถ่ายทอดให้ลูกทีม เพราะบีเข้าใจและเห็นใจที่น้องๆ ต้องทำทุกอย่างให้ได้ภายใน 3 เดือน แต่ถ้าคุณอยากตามฝัน อยากชนะก็ต้องฝึก

    “แค่สวยอย่างเดียว อยู่รายการนี้ไม่ได้นะคะ” ประโยคนี้เมนเทอร์บีไม่ได้ขู่เช่นกัน หากแต่เป็นคำเตือนด้วยความหวังดี

    “The Face ไม่ได้ค้นหาแค่นางแบบ แต่คนคนนั้นต้องเป็นดารา เป็นพรีเซนเตอร์ เป็นนักแสดงที่ครบเครื่อง สวยด้วย และมีคาแร็กเตอร์ ทำได้หลายๆ อย่าง ถ้าจะมาเก๋อย่างเดียวแต่ไม่เก่งก็ต้องไปคิดนิดหนึ่งก่อนว่าใช่ The Face หรือเปล่า อย่างติช่า (กันติมา ชุมมะ ผู้ชนะซีซั่น 2) คนดูถูกไว้เยอะว่าไม่มีทางชนะ แต่ในสายตาบี บีเชื่อมั่นในตัวน้อง เขามีความเก๋ มีความพยายาม ไม่เคยหยุดอยู่กับที่เลย ฉะนั้นติช่าควรจะได้เป็น The Face” 

    เห็นคอมเมนต์ฟาดลูกทีมแรงๆ โต้ตอบเมนเทอร์กันเองแบบเผ็ดๆ จนคนดูโควตคำพูดแชร์กันว่อนโลกโซเชียลกันแทบไม่ทัน แต่เปลือกนอกสุดสตรองนี้มีบางส่วนที่สวนทางกับชีวิตจริงนอกจอ ซึ่งพวกเธอก็มีเมนเทอร์ส่วนตัวคอยให้คำปรึกษามานานหลายสิบปี “แม่กับสามีคือเมนเทอร์ของเกด ไม่ว่าเกดจะทำอะไรจะต้องปรึกษาสองคนนี้ เกดจะเล่าให้แม่ฟังก่อน ขอคำแนะนำว่าควรจะทำอย่างไรดี แล้วก็ไปเช็กกับสามีว่าเป็นอย่างนี้ดีไหม แล้วเอามาชั่งน้ำหนักดูอีกทีว่าควรจะทำอย่างไร” เธอกระซิบกับเราว่ามีอะไรจะบอก “บางครั้งเกดก็ได้ยินความจริงไม่ได้เหมือนกันนะ ความจริงเกี่ยวกับตัวเกดเองนี่แหละค่ะ เกดเลยสร้างเกราะให้ตัวเองว่าฉันแกร่ง ฉันสตรอง เพื่อจะได้ไม่รู้สึกว่าตัวเองผิด I can’t do any wrong เกดเป็นคนเซนซิทีฟ นิดหน่อยก็ร้องไห้ ผิดหวังก็โวยวาย เกดต้องมา I’m sorry กับแม่บ่อยมาก เพราะส่วนใหญ่แม่เกดจะถูก (ยิ้ม) 

    “แต่ถ้าเป็นในรายการ เวลาที่เราคิดมาแล้วว่าน่าจะเป็นแบบนี้ๆ แล้วมีคนมาพลิกเกม บางทีเกดควบคุมตัวเองไม่ได้ มีหลุดเหมือนกัน งง ช็อก แต่โกรธตัวเองที่สุด จะโวยวาย ซึ่งทุกคนในกองจะปล่อยให้เกดเป็นบ้าอยู่คนเดียวไปก่อน เดี๋ยวเกดก็ดึงตัวเองกลับมาได้เอง” 

    ส่วนเมนเทอร์บีมีคุณแม่เป็นเมนเทอร์ส่วนตัวที่เธอจะหันไปหาได้เสมอในทุกๆ เรื่อง “คุณแม่ให้คำปรึกษาเรื่องงาน ความรัก เลี้ยงดูสั่งสอนเราให้เป็นคนแบบนี้ บีอาจเป็นคนที่ดูแข็งนะคะ แต่บีไม่เดินไปทำร้ายใครก่อนแน่ๆ แม่สอนให้เราเป็นคนดี คิดดี ทำดี ให้เราจริงใจ ถึงแม้ว่าการที่เราจริงใจอาจไม่ได้สิ่งที่ดีตอบกลับมา ก็ถือว่าเขาได้ใจเรา แต่ถ้าเขาไม่รักษาใจเรา เขาก็ได้แค่นั้นแล้วจะไม่ได้อีกเลย แต่พอผ่านประสบการณ์มามากขึ้น ชีวิตก็สอนให้เราหาสมดุลตรงกลางบ้าง” บีทิ้งท้าย

    “แต่ใน The Face ไม่มีตรงกลาง จัดเต็มตลอดค่ะ”