FASHION

รวมลิสต์ 5 ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ (Non-English) จากยุค 2010s ที่ต้องดูสักครั้งในชีวิต

กรอบจำกัดเรื่องภาษาอาจไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป เมื่อคุณภาพของภาพยนตร์ต่างภาษาอยู่ในขั้นสุดยอด

     ถ้าพูดหนังชนะรางวัลลูกโลกทองคำหรือออสการ์ส่วนใหญ่มักนึกถึงหนังภาษาอังกฤษ ซึ่งถือเป็นภาษาสากลที่ได้รับความนิยมใช้เป็นภาษากลางในการสื่อสารกัน โดยเฉพาะในวงการบันเทิง แต่ยังมีภาพยนตร์คุณภาพอีกหลายต่อหลายต่อเรื่องที่สรรสร้างขึ้นมาด้วยภาษาที่แตกต่างออกไป ไม่ว่าจะเป็นสเปน เกาหลี จีน และอื่นๆ อีกมากมาย ในยุค 2010s ช่วงเวลาแห่งการเปิดกว้างรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมขึ้นอย่างก้าวกระโดดทำให้ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ (Non-English) ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น วันนี้โว้กจึงรวมสุดยอดภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ 5 เรื่องจากเวทีออสการ์ในระหว่างปี 2010 ถึง 2019 มาให้ทุกคนพิสูจน์ว่าภาษาไม่ได้เป็นปัญหาในการนำเสนอความยอดเยี่ยมของผลงานแม้แต่น้อย

 

1.Parasite (2019 – ภาษาเกาหลี)

     แน่นอนว่าภาพยนตร์ดีกรีผู้ชนะรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมต้องติดเข้ามาในลิสต์ของเราแน่นอน ความคาดหวังของ Bong Joon Ho ผู้กำกับมากความสามารถชาวเกาหลีต้องการสื่อความเหลื่อมล้ำในสังคมแบบฉบับที่ฝากให้คนดูคิดและวิพากษ์วิจารณ์ต่อ ปรสิตเกาะกินชีวิตคนรวยพวกเขา “เลว” หรือ “สังคมบีบบังคับ” ความต่างชั้น การหยามเหยียดศักดิ์ศรี อัตลักษณ์ของชนชั้นอันต่างกันราวฟ้ากับเหว ความใจดีเบื้องหน้ากับความรู้สึกเป็นอื่นในจิตใจคือสิ่งที่ขัดแย้งในตัวมนุษย์เสมอมา และ Parasite ก็พร้อมให้เราเปิดโลกทำความเข้าใจสังคมใหม่อีกครั้งด้วยสัญลักษณ์มากมายในเรื่องนี้ เป็นเรื่องแรกในยุค 2010s ที่เราบอกเลยว่าห้ามพลาด (อ่านบทวิเคราะห์เกี่ยวภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ ที่นี่)

__________

2.Amour (2012 – ภาษาฝรั่งเศส)

     ภาพยนตร์โรแมนติกดราม่าจากฝีมือผู้กำกับ Michael Haneke กำลังชวนเราตกอยู่ในภวังค์แห่งความอ่อนไหว เรื่องราวของ Georges และ Anne Laurent สามีภรรยานักเปียโนวัยเกษียณที่ต้องพบเจอกับภาวะโรคสโตรค เปิดหัวเรื่องด้วยการเสียชีวิตของหญิงสาววัยชรา เธอเป็นศพบนเตียงอย่างสงบนิ่ง และเรื่องราวก็พาเราย้อนกลับไปถึงความรักที่ทั้งคู่มีให้การเสมอ อยู่เคียงข้างกันแม้ต้องประสบพบเจอกับความลำบากขั้นสูงสุดในช่วงบั้นปลายชีวิต คำมั่นสัญญา ความหวังดี และ จิตวิญญาณที่สื่อถึงกันทำให้เรื่องราวคลุกเคล้าความเศร้าและโรแมนติกของคู่ชีวิต Amour นั้นไม่ใช่ภาพยนตร์ที่จะส่งรักหวานชื่นใจให้ทุกคนสดชื่นหัวใจพองโต แต่เรื่องนี้จะพาเราไปพบกับคำว่า “รัก” ในรูปแบบที่ยากจะหาสิ่งใดมาเปรียบ

__________

3.Ida (2013 – ภาษาโปแลนด์)

     ภาพยนตร์เนื้อหนักเรื่องนี้เราแนะนำว่าห้ามพลาดด้วยดีกรีผู้ชนะรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมในปี 2013 เนื้อเรื่องเล่าถึง Anna Gruz เด็กสาวกำพร้าพ่อแม่ผู้ต้องระหกระเหินไปหา Wanda Gruz ญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ เธอรู้ความจริงว่าแท้จริงแล้วเธอชื่อ Ida เป็นลูกสาวของ Róża และ Haim Lebenstein ซึ่งเป็นชาวยิวผู้โดนกวาดล้างในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากรู้ความจริงเธอต้องการหาหลุมศพของท่านทั้ง 2 คนแต่ญาติคนนี้กลับไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน เธอจึงค่อยๆ สืบเสาะเรื่องราว ระหว่างทางมันทำให้ความสัมพันธ์ของเธอและวานด้าผูกพันขึ้น จนสุดท้ายทั้งคู่ก็ได้รู้ความจริงอันโหดร้ายในชีวิตเรียบเฉยไม่หวือหวา ภาพยนตร์เรื่องนี้ดำเนินเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเฉลยเรื่องราวดั่งเราอยู่ในเหตุการณ์จริง ไม่ได้เร้าอารมณ์จากฉากหรือดนตรี แต่เป็นไดอาล็อกที่สร้างความประทับใจอย่างไม่มีวันลืม และเรื่องนี้ก็เป็นภาพยนตร์โปแลนด์เรื่องแรกที่คว้ารางวัลนี้ด้วย ประเด็นศาสนา ความต้องการถวิลหา ความรัก ความสงสัย ทุกอารมณ์ผสมคลุกเคล้ากันอย่างมีรสมีชาติภายในเวลาไม่เกิน 90 นาที เรารับประกันว่าห้ามพลาด

__________

4.Son of Saul (2015 – ภาษาฮังการี)

     อีกหนึ่งเรื่องที่นำเสนอถึงเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 กับเรื่องราวความโหดร้ายของการสังหารหมู่ชาวยิว โดย Son of Saul เล่าเรื่องราวของ Saul Ausländer ชายผู้ทำงานในหน่วย Sonderkommando กับฐานะเชลยในค่ายกักกันเอาช์วิตซ์ หน้าที่ของเขาต้องคอยจัดการเสื้อผ้าและศพจากห้องรมแก๊ซของเหล่าเชลยชาวยิวด้วยกันในค่าย จนกระทั่งได้เจอศพเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นศพของลูกชายเขา เขาอยากจะระบุตัวตนให้ถูกต้อง ทำพิธีศพอย่างถูกต้องสมบูรณ์ตามวิถีชาวยิว ชีวิตอันไร้คุณค่ากลับมามีคุณค่าอีกครั้งภายใต้สถานการณ์อันมืดมน เรื่องราวความพยายาม การถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก และปลายทางของชีวิตซาอูลคืออะไรกันแน่ ทั้งหมดสามารถร่วมพาตัวเองสอดแทรกเข้าไปในช่วงเวลาแห่งชีวิตตัวละครนี้อย่างลึกซึ้งผ่านภาษาฮังการีกับภาพยนตร์เรื่องนี้ เราแนะนำว่าหากไม่เคยชมเรื่องนี้ ต้องหาโอกาสชมให้ได้สักครั้งในชีวิต

 

__________

5.Roma (2018 – ภาษาเม็กซิกันท้องถิ่น)

     ผลงานของ Alfonso Cuarón เรื่อง Roma นี้สร้างชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการคาดการณ์ว่าอาจไปไกลถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์ เรื่องราวของ Cleodegaria “Cleo” Gutiérrez สาวรับใช้ในถิ่นโรม่า ประเทศเม็กซิโก ผู้ต้องตรากตำกับชีวิตแห่งความยากลำบาก สาวรับใช้ตั้งท้องกับหนุ่มเม็กซิกันผู้ไม่รับผิดชอบ ปัญหาครอบครัวของเจ้าบ้าน การเอาชีวิตรอดและแนวคิดความขัดแย้งทางสังคมของกลุ่มคน 2 ขั้ว การส่งทอดอารมณ์ระหว่างบุคคลต่างช่วงอายุ ต่างมุมมอง ต่างช่วงวัย การสร้างความเข้าใจ และปูรากฐานความเป็นมนุษย์ เรื่องราวตลอด 135 นาทีเต็มไปด้วยความเข้มข้นชวนผู้ชมรู้สึกร่วมตลอดเวลา ว่ากันว่าถ้า Green Book ไม่ท็อปฟอร์มสอดคล้องไปกับเทรนด์ภาพยนตร์ปี 2018 พอดี เรื่องนี้จะต้องก้าวขึ้นมาเป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี และจะเป็นภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศเรื่องแรกที่คว้ารางวัลนี้ก่อน Parasite เสียอีก การได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้อาจทำให้เราเข้าใจความเป็นมนุษย์และความเจ็บปวดในโลกความเป็นจริงมากขึ้น คอภาพยนตร์ต้องไม่พลาด!