FASHION

คุยกับ 'กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา' ตัวตนและชีวิตงานแสดงของหนุ่มคนนี้คืออะไร?

ผู้คน-เพศหญิง พยายามเดินผ่านสตูดิโอโว้กอย่างขวักไขว่ แม้แต่ช่างแต่งหน้าก็ดูประณีตกับทุกตารางนิ้วบนผิวของนายแบบอย่างผิดวิสัย ถ้าเป็นที่อื่นคงมีเสียงกรีดร้องหรือโจนเข้าเซลฟี่ไปแล้ว นี่กระมัง อาการคลั่งดาราแบบโว้กๆ เมื่อหน้าที่ทำให้ต้องอยู่ในระยะประชิดกับชายในดวงใจของคนจำนวนหกแสนหน่วย เราถอนใจ หันไปสบตากรรณในคำถามแรก

V: ในที่สุดก็รับงานแสดงเรื่องใหม่กับช่องวัน

กรรณ: (สีหน้าเกรงใจ) เขายังไม่ให้บอกครับ

(ถอยกลับมาหารือกับตัวเองว่าเมื่อนักแสดงพูดถึงผลงานแสดงไม่ได้ แล้วจะคุยเรื่อง…)

V: ซีรี่ส์ก็ดี ไวรัลก็ดี คนตามดูเป็นล้านตลอด     

กรรณ: ผมไม่ได้อยากให้ทุกอย่างดีไปหมด เป็นคนที่เชื่อว่าทำแล้วแป้กบ้างน่าจะทำให้เราเข้าใจอะไรเยอะขึ้น กลัวว่าวันไหนเราทำไม่ดีแล้วจะไม่มีคนมอง แต่ถ้าเราแป้กตั้งแต่วันนี้ น่าจะมีคนบอกเราว่ามันแป้กนะ

V: เป็นเป้าหมายการทำงานที่...ไม่เหมือนใครดี

กรรณ: แต่ไม่ได้ตั้งใจทำให้มันแป้ก ตอนทำก็ตั้งใจทำให้ดีที่สุดในสายตาผม ความแป้กอาจมาจากส่วนอื่น แต่ตัวผมต้องรู้สึกว่างานนั้นโคตรสนุก ดีจังเลย ต่อให้งานออกมาไม่โอเคในสายตาคนอื่น แต่ผมรับได้ เลยเลือกงานที่ไม่ฉีกไปจากเดิมมาก เวลาเราทำสิ่งที่เราทำได้ดี เราก็อยากทำแต่สิ่งนั้นมั้ง ในความเป็นมนุษย์แล้วเราก็ไม่อยากเปลี่ยนแปลง เพราะกลัวทำได้ไม่ดี อย่างเวลามีคนถามว่าอยากเล่นหนังหรือเปล่า อยากสิครับ แต่ผมต้องมีเวลาทุ่มให้จริงๆ เพราะหนังไม่ใช่ซีรี่ส์หรือละครที่มีตอนใหม่ทุกอาทิตย์ให้พิสูจน์ตัวเอง ถ้าตอนแรกยังเล่นไม่ดี ไม่เป็นไร เดี๋ยวอาทิตย์หน้าตามดูกันใหม่ อาจดีขึ้น แต่หนังวัดกันตั้งแต่ 5 นาทีแรกที่คนดูนั่งในโรง เล่นไม่ดีมีสิทธิ์โดนชี้หน้าว่าเสียตังค์ 160 เพราะผม

V: ตอนนี้เลยไม่อยากหลากหลายมาก อยากปั้นสิ่งที่ทำได้ดีให้ดีขึ้นก่อน

กรรณ: ประมาณนั้น ผมเคยดูสารคดีเรื่อง Jiro Dreams of Sushi เขาเป็นเชฟซูชิที่เก่งที่สุดในโลก เพราะทำแต่ซูชิมาทั้งชีวิต ผมอยากเป็นคนที่เชื่ออะไรมากๆ แบบนั้นมากเลยนะ ผมมีคนรู้จักอยู่คนหนึ่ง เขาเลี้ยงเหยี่ยว นกฮูก ปลากระเบน หรือปลาจากป่าแอมะซอนจนเชื่องและมีคนจากเมืองนอกส่งสัตว์มาให้เขาฝึก ผมถามว่าคุยกับสัตว์รู้เรื่องได้อย่างไร เขาบอกไม่รู้ แต่เขาอยู่กับมันทั้งวัน หลับไปแล้วตื่นมาเหยี่ยวยังเกาะแขนอยู่เลย ผมเคยอ่านเจอว่า Michael Fassbender ตอนเล่นเป็น Steve Jobs ท่องบทหลายร้อยหน้าจนจำได้และไม่ต้องดูบทอีกเลย เป้าหมายคือไม่ได้อยากเล่นให้เหมือน แต่อยากแสดงให้เป็นธรรมชาติที่สุด แม้แต่ Roger Federer ผมก็คิดว่าเขาคือศิลปินที่เล่นเทนนิสได้ ซ้อมมาเยอะจนรู้ว่าถ้าตีแบบนี้ลูกจะไปลงตรงไหน ไม่ต้องเหลือบดูเลย ผมศรัทธาคนที่ยอมทำอะไรซ้ำๆ อยู่กับสิ่งนั้นโดยไม่ว่อกแว่กและหนักแน่น

V: เราก็ดูจะหนักแน่นกับการเสพความหนักแน่นของคนอื่น

กรรณ: มีความเนิร์ดครับ ผมเคยอ่านสัมภาษณ์และคุยกับหลายๆ คน สุดท้ายแล้วต่อให้เป็นศิลปินติสต์แค่ไหนก็ต้องมีจุดโฟกัสว่านี่แหละคือสิ่งที่เราตามล่า ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมตามล่าคืออะไร ยิ่งหายิ่งเบลอ เดี๋ยวคงหาเจอมั้ง

V: ลุ่มหลงกับการหาจุดโฟกัส

กรรณ: ใช่ เอาเข้าจริงเรื่องที่ผมเล่าให้ฟัง ผมสนใจมันเพราะเวลาเอาไปพูดต่อแล้วมันเท่หรือเปล่า 

V: ลุ่มหลงกับการคิดมาก

กรรณ: อาจจะ...จริงๆ ผมไม่ใช่คนคิดมากแต่ผมคิดเยอะและไม่เครียดกับความคิดตัวเองเลย ชอบถามตัวเองจนเหลือคำตอบแค่ใช่/ไม่ใช่ อยาก/ไม่อยาก อยากทำก็ลองดูแค่นั้น เอาเข้าจริงผมจะคิดเยอะไปทำไมไม่รู้ เพราะสุดท้ายก็เชื่อ Gut feeling และหลายๆ คำถามสุดท้ายก็ไม่ได้คำตอบหรอก แต่ได้คิด ชอบคิดกับตัวเองคนเดียว เป็นคนไม่ถามอะไรใคร ไม่บอกด้วยซ้ำ ตอนตัดสินใจเล่น ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ แม่ผมไม่รู้จนกระทั่งถึงวันออกอากาศ ปืน เล่นอะไรลู ติดนิสัยเป็นโรคไม่ค่อยแชร์จนแม่มีงอนบ้าง แต่ด้วยความเป็นแม่ สุดท้ายแล้วก็เข้าใจและรักเรา แม่เชื่อว่าผมไม่ได้ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ผมไม่คิดด้วยซ้ำว่าต้องแชร์เพราะคิดว่าไม่จำเป็น อย่างในการทำงาน เราทำในสิ่งที่ต้องทำและทำให้ดี คุณไปดูผลลัพธ์เอา แม่สอนผมมาแบบนี้

V: บวกกับนิสัยของคนที่โตที่เมืองนอกและเรียนโรงเรียนประจำด้วย

กรรณ: มีส่วน เพราะต้องตัดสินใจด้วยตัวเองเยอะตั้งแต่อายุ 12 บินไปเรียนเมืองนอกเอง พ่อแม่บ๊ายบายที่สนามบินแล้วกลับบ้านไป จำได้ว่าพอขึ้นเครื่องไปก็กลัวมาก ร้องไห้จนหลับ ตื่นมาแล้วทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม ร้องไห้ไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร สุดท้ายเราเลยเชื่อว่าต้องพึ่งตัวเองให้มากที่สุด ผมไม่ใช่คนที่ถ้ามีอะไรผิดพลาดแล้วโทษคนอื่น บอกแล้วให้ระวัง ไม่น่าเชื่อใจเขาเลย ผมจะโทษตัวเองที่ไปหลงเชื่อคนอื่น

V: เป็นคนเชื่อมั่นในตัวเองสูงหรือเชื่อใจคนอื่นน้อย

กรรณ: เป็นคนที่ไม่เชื่อมั่นในตัวเองระดับหนึ่ง ด้วยความเป็นเด็กขี้อาย ตอนเด็กๆ ไม่ค่อยกล้าแสดงออกเลยไม่มั่นใจ ผมมีอะไรขัดแย้งในตัวเองเยอะ อย่างเรื่องงานแสดงก็คิดเยอะ แต่ไม่ได้ทำเยอะ เวลานักแสดงฮอลลีวู้ดให้สัมภาษณ์ว่าเขาเลือกงาน ผมมองว่าการเลือกของเขามาจากการทำมาเยอะจนเข้าใจว่างานแต่ละอย่างเป็นอย่างไร อธิบายกับตัวเองและบอกคนอื่นได้ว่าเขาอยากรับบทแบบไหน แต่ผมยังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำได้กี่แบบที่ผมรู้สึกว่ามันจะดีกับงานและเหมาะกับความสามารถที่มีอยู่ ถ้าผมมั่นใจว่างานไหนทำได้ดีก็จะฉีกบทให้ แต่ถ้าฉีกไปเพื่อเอาความเท่ก็ไม่ทำดีกว่า (ยิ้มเท่) อยากเดินช้าๆ แต่มั่นคงครับ