FASHION

Q : ทำไมคนไทยถึง 'บ้า' นางงาม

  • ประวัติและความเป็นมาของการประกวด "นางสาวไทย"
  • การประกวดนางงาม และ "วาระของชาติ"
  • ความสำคัญของตำแหน่งมิสยูนิเวิร์ส
  • การเชียร์นางงามคือ "รสนิยมส่วนบุคคล"

____________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________

     “ขอบคุณสำหรับคำถามค่ะ”... ย้อนกลับไปในปี 2477 กระทรวงมหาดไทยได้จัดงานฉลองรัฐธรรมนูญขึ้น กิจกรรมหนึ่งในงานฉลองก็คือการประกวด “นางสาวสยาม” (ที่ต่อมาในปี 2482 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "นางสาวไทย") เพื่อคัดสาวงามมาเป็นศรีสง่าแก่รัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งเป็นการเผยแพร่การปกครองระบอบใหม่ “ประชาธิปไตย” และเฟ้นหานางสาวไทย เพื่อทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์งานให้รัฐบาล ก่อนที่ต่อมาในช่วงสงครามเย็น ที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทย และสหรัฐอเมริกานั้นมีความแน่นแฟ้นมากขึ้น องค์กรที่จัดประกวด Miss Universe ของสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น จึงได้ติดต่อผ่านองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทาบทามให้ประเทศไทยที่เป็นประเทศในกลุ่มเสรีนิยมด้วยกัน ส่งตัวแทนหญิงสาวเข้าประกวด จนกระทั่งปัจจุบันไทยได้นางงามจักรวาลมาถึง 2 คน นั่นคือ อาภัสรา หงสกุล ในปี 1965 และ ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก ในปี 1988 ซึ่งเมื่อนับมาถึงตอนนี้ก็เป็นเวลา 31 ปีแล้ว หลังจากมงกุฎจักรวาลเป็นของสาวไทยครั้งล่าสุด...

นางสาวกันยา เทียนสว่าง วัย 21 ปี ผู้ครองตำแหน่ง นางสาวสยาม ประจำปี 2477 ซึ่งถือเป็นนางสาวสยามคนแรกของประเทศไทย

 

     "เมื่อรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของชาติฉันใด การประกวดนางสาวไทยในงานฉลองรัฐธรรมนูญ ก็กลายเป็นวาระแห่งชาติฉันนั้น" เฉกเช่นในยุคของ จอมพลถนอม กิตติขจร ยังมีความเชื่อว่าคำว่า “นางสาวไทย” นั้นเป็นคำที่มีศักดิ์ศรีแทนสุภาพสตรีไทยทั้งชาติ และจากการที่รัฐบาลได้ผูกโยงเรื่องราว “วาระแห่งชาติ” ของรัฐธรรมนูญ และนางงามให้กลายเป็นเรื่องเดียวกัน กอปรด้วยแนวคิดที่ต้องการดึงความเป็นสากลให้เข้ามาในประเทศไทย สร้างตัวตน ปักหมุดหมายบนแผนที่ให้โลกได้รับรู้ว่ายังมีประเทศไทยอยู่ตรงนี้ จึงเริ่มมีการส่งนางงามออกไปประกวดบนเวทีโลก หรือที่รู้จักกันว่า “มิสยูนิเวิร์ส” และเมื่อ “ชาติไทย” ต้องไปยืนบนเวทีโลกแล้ว กระแสสำนึกแบบ “ชาตินิยม” ที่ถูกฝังรากลึกเมื่อครั้งรัฐนิยมสร้างชาติ 12 ฉบับ ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้ง ดังที่เราคงเห็นภาพถ่ายเมื่อครั้งที่มีขบวนแห่นางงามจักรวาลคนแรก และคนที่สองที่มาจากประเทศไทยว่า มีผู้คนหนาแน่นมารอรับมากเพียงใด...

     นั่นจึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ วัฒนธรรมคลั่งนางงามของคนไทย...

ตัวแทนสาวไทยบนเวทีมิสยูนิเวิร์ส ในยุค IMG (จากซ้ายไปขวา) อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ ปี 2015 / ชลิตา ส่วนเสน่ห์ ปี 2016 / มารีญา พูลเลิศลาภ ปี 2017 และ โศภิดา จิระไตรธาร ปี 2018

 

     แม้ว่าในปัจจุบันเรื่องราวของนางงามจะไม่ได้ถูกผูกโยงให้กลายเป็นวาระแห่งชาติ ที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วมเช่นในอดีตแล้ว หากก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งเหล่านั้นได้ทิ้งร่องรอยให้กับประเทศไทย เรื่องราวของนางงามยังคงแฝงความเป็นวาระของชาติอยู่ไม่น้อยนับแต่นั้นเป็นต้นมา กระทั่งล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบันที่ องค์กร IMG ได้กระตุ้นสร้างความหวัง “การลุ้นมงครั้งใหม่” ให้กับประเทศไทย ทำให้อัตราการร่วมเชียร์นางงามของคนไทยมีแนวโน้มสูงมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าสนใจด้วยเช่นกัน

Catriona Gray ตัวแทนสาวงามจากประเทศพิลิปปินส์ ที่ได้ครองมงกุฎมิสยูนิเวิร์ส ประจำปี 2018 ที่จัดขึ้นที่ประเทศไทย

 

     ทว่าบริบทในอดีต ก็ไม่ใช่เพียงปัจจัยเดียวที่ทำให้เกิดวลี “คนไทยบ้านางงาม” เพราะหลายกระแสวิพากษ์วิจารณ์ยังหยิบยกมิติของ "การเพิกเฉยต่อสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันที่สร้างสภาวะตึงเครียด และหมดหวังเรื้อรังให้กับคนในชาติ จนต้องหันไปเสพสิ่งสวยงาม"  มาเป็นที่ตั้งหนึ่งในการอธิบายปรากฏการณ์ “คนไทยบ้านางงาม” นี้ด้วยเช่นกัน เพราะเราไม่อาจจะเถียงได้เลยว่า สภาพเศรษฐกิจ และการเมืองในปัจจุบัน ที่เรากำลังพบเจอกันอยู่ทั่วโลก นับเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่บั่นทอนจิตใจของเราทุกคนได้ไม่ยาก การหันมาให้ความสนใจกับการลุ้นการประกวดนางงาม หรือนักกีฬาก็ตาม จึงกลายเป็นเรื่องของ “ความหวัง” (ที่อาจจะเหลืออยู่เพียงเรื่องเดียวในเวลานี้) ที่จะสามารถนำไปเกทับ และป่าวประกาศให้โลกรู้ได้อย่างภาคภูมิใจ หรือเป็นการกอบเก็บความสุขเพียงเล็กน้อยนั่นเอง

(ซ้าย) อาภัสรา หงสกุล นางงามจักรวาลประจำปี 1965 และ(ขวา) ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก นางงามจักรวาลประจำปี 1988

 

     และถ้าถามว่า ตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สสำคัญมากแค่ไหน นอกเหนือจากการเป็นดั่งความหวัง ให้กับกลุ่มคนบางกลุ่มแล้วนั้น ในยุคสมัยที่เรากำลังจับเข่าคุยกันอยู่เช่นนี้ ก็คงต้องตอบว่า “สำคัญอยู่ไม่น้อย” เพราะนางงามในยุค IMG เปรียบดั่งสัญลักษณ์ทางการเมือง สันติภาพ แรงบันดาลใจ และเป็นกระบอกเสียงสำคัญที่ดังพอจะให้คนทั่วโลกได้ยินเสียงของปัญหา ไม่ว่าจะในมิติใดก็ตาม ฟันเฟืองชิ้นนี้จึงสำคัญไม่น้อยในระดับสังคมโลก ดังที่ใครหลายคนได้เห็นว่า “นิยามของการเป็นนางงาม” นั้นเปลี่ยนไปเยอะมากทีเดียว ต่างจากเมื่อก่อนที่นางงาม คือสาวสะพรั่งที่พร้อมจะแสดงความงามในมิติของภาพลักษณ์ ให้โลกได้เห็นเพียงด้านเดียว ซึ่งเป็นไปตามนิยามความงามในสมัยก่อน คือความสวยงามที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ในปัจจุบันนางงามกลับต้องสามารถแสดงออกทางทัศนคติ เกี่ยวกับเรื่องการเมือง และการทูตได้อย่างจริงจัง ไม่แพ้นักรัฐศาสตร์เลยก็ว่าได้ ดังที่เราได้เห็นในรอบตอบคำถามช่วงหลายปีที่ผ่านมา

     นอกจากนี้แล้วในบางประเทศ การได้สวมมงกุฎ และได้มาซึ่งตำแหน่งมิสยูนิเวิร์ส ยังเป็นทางออก และใบเบิกทางให้กับหญิงสาวคนนั้นๆ จากสังคมล้มละลาย ให้ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น เกิดเป็นธุรกิจการเทรนด์นางงามอย่างจริงจังในบางประเทศ เพื่อสร้างความหวังให้กับเหล่าเด็กสาวที่อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น นั่นจึงสำคัญในระดับของปัจเจกบุคคลด้วยเช่นกัน

ฟ้าใส-ปวีณสุดา ดรูอิ้น ตัวแทนสาวไทย ในการประกวดมิสยูนิเวิร์ส ประจำปี 2019 ที่จะจัดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

 

     กระนั้นเรื่องของการเชียร์นางงามก็นับว่าเป็นรสนิยมของแต่ละบุคคล เพราะคนบางกลุ่มยังมองว่า นางงามไม่สามารถที่จะสร้างแรงกระเพื่อมรุนแรงให้เกิดขึ้นในสังคมได้มากเพียงพอ ในอีกมิติหนึ่งการประกวดนางงามก็ไม่ต่างอะไรจากธุรกิจบันเทิงชั้นเยี่ยม ที่พร้อมจะทำเม็ดเงินมหาศาล หรือแม้แต่บางพื้นที่ยังปฏิเสธการประกวดนางงาม เพราะเห็นว่าสิ่งนี้คือการลดทอนคุณค่าให้เหล่าหญิงสาวกลายเป็นเพียง “วัตถุทางเพศ” เท่านั้น แต่หากพลิกกลับไปในอีกมิติ หลายคนก็พร้อมที่จะเสพนางงามในแบบที่ให้ประโยชน์แก่ตนเองได้ อย่างเช่น คนที่สามารถเรียนรู้ภาษาต่างชาติเบื้องต้นได้จากการดูนางงามก็มีไม่น้อย คนที่สามารถมีบุคลิกที่ดีได้ ด้วยการเลียนแบบนางงามคนโปรดก็มีอยู่มากโข กระทั่งต่อยอดไปจนถึงเรื่องราวของภูมิศาสตร์เบื้องต้นที่อาจไม่เคยเจอในบทเรียนเลยก็ได้...

 

“ต่างคน ต่างวัฒนธรรม ต่างมุมมอง”

คีย์เวิร์ด: #MissUniverse