FASHION

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ตำนาน Max Mara นับตั้งแต่วันก่อตั้งแบรนด์เมื่อปี 1951

จากการสืบสานตำนานของครอบครัว Max Mara กำลังก้าวสู่ศตวรรษใหม่โดยการนำความหลงใหล ความตั้งใจ และการยึดถือประเพณีของแฟชั่นมาตีความอย่างมีจุดยืนแน่วแน่

จากการสืบสานตำนานของครอบครัว Max Mara กำลังก้าวสู่ศตวรรษใหม่โดยการนำความหลงใหล ความตั้งใจ และการยึดถือประเพณีของแฟชั่นมาตีความอย่างมีจุดยืนแน่วแน่

 

Max Mara Group ก่อตั้งขึ้นที่ Reggio Emilia เมืองเล็กๆ ของอิตาลีในปี 1951 โดย Achille Maramotti นักกฎหมายหนุ่มผู้มีวิสัยทัศน์และหัวธุรกิจ เขาตัดสินใจพลิกรูปแบบกิจการของครอบครัวทั้งร้านตัดเสื้อผ้าหรูหราในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ของย่าทวดและโรงเรียนสอนตัดเย็บเสื้อผ้าชื่อดังของแม่ให้เป็นการมุ่งพัฒนาผลิตเสื้อโค้ตที่มีสไตล์สวยงามโดยได้แรงบันดาลใจจากแฟชั่นชั้นสูงของฝรั่งเศส แต่นำมาปรับสีสันให้มีชีวิตชีวา ใช้วัสดุชั้นเยี่ยมและนวัตกรรมการตัดเย็บทันสมัย ซึ่งเป็นที่ต้องการมากในประเทศที่ยังให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าแฟชั่นด้วยมือ

 

ในคอลเล็กชั่นแรกมารามอตติรังสรรค์เอาเตอร์แวร์มีระดับราวกับเสื้อผ้ากูตูร์ ไม่ว่าจะเป็นโค้ตสีคาเมลหรือสูทสีแดงเจอเรเนียม ภายใต้แนวคิดการออกแบบเสื้อผ้าให้ชนชั้นกลาง หรือที่เขาให้คำจำกัดความว่า “ภรรยานายแพทย์” เสื้อผ้าแบบใหม่นี้เป็นที่นิยมในสหรัฐอเมริกา และส่งออกไปยังอิตาลีซึ่งยังไม่ค่อยมีเสื้อผ้าแนวนี้มากนัก ความแปลกใหม่นอกจากเรื่องกลุ่มลูกค้าและสไตล์แล้วยังเป็นเรื่องมาตรฐานขนาดเสื้อผ้าที่หลากหลายซึ่งในสมัยนั้นยังเป็นเรื่องใหม่ ทำให้แม็กซ์มาร่าโด่งดังอย่างรวดเร็ว เสื้อผ้าแนวนี้เป็นตัวอย่างแรกในประเทศอิตาลีของการแมตช์ทั้งลุคเข้าด้วยกันด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เดียวกัน ต่อมาในยุค 1970 และ 1980 สไตล์ Made in Italy ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกด้วยฝีมือของแม็กซ์มาร่า ในช่วงนี้เองบริษัทเริ่มมีคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจน อย่างเช่นในปี 1981 ที่เป็นปีผลิตเสื้อผ้าชิ้นสำคัญของแบรนด์ นั่นก็คือโค้ต 101801 เสื้อโค้ตผ้าวูลและแคชเมียร์พร้อมแขนกิโมโนขนาดใหญ่ ที่ร่วมงานกับ Anne Marie Beretta เป็นชิ้นที่โด่งดังในแวดวงแฟชั่น และเป็นดีไซน์คลาสสิกที่เป็นส่วนหนึ่งของคอลเล็กชั่นฤดูหนาวทุกปีตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

1950s

ในช่วงแรก การทำงานของแบรนด์อยู่ในห้องเรียนของ Maramotti School และมีพนักงานเพียง 50 คน จากนั้นได้ย้ายไปที่โรงรถเก่าพื้นที่ประมาณ 150 ตารางเมตรใน Piazza San Lorenzo และมีการย้ายสถานที่อีกครั้งไปยังโรงงานขนาด 3,000 ตารางเมตรที่ Via IV Novembre ซึ่งอคิเล่ มารามอตติเช่าต่อจากพ่อของภรรยา ณ ตอนนั้นบริษัทมีพนักงาน 220 คน มีการติดตั้งสายพานไฟฟ้าที่สำนักงานใหญ่ ณ Via Fratelli Cervi ซึ่งเป็นสำนักงานของบริษัทมาตั้งแต่ปี 1957 สายพานนี้ช่วยให้การผลิตเสื้อโค้ตและแจ็กเกตง่ายขึ้น ทั้งการตัด ด้านหน้า ด้านหลัง ตะเข็บ แขน และคอเสื้อ นอกจากจะเปลี่ยนสถานที่แล้ว อคิเล่ซึ่งเรียนรู้การผลิตแบบอเมริกันโดยอ่านจากนิตยสารยังเปลี่ยนชื่อบริษัทจากชื่อเก่าซึ่งเป็นสไตล์ศตวรรษที่ 19 คือ "Maramotti Confezioni" เป็น "Max Mara Industria Italiana Confezioni"

 

1960s-1970s

อคิเล่ มารามอตติจะคอยสังเกตว่าคนที่มีสไตล์ในมิลานเขาแต่งตัวอย่างไร และพยายามสร้างเทรนด์ของเขาเอง หัวใจของคอลเล็กชั่นต่างๆ ในช่วงนั้นคือสไตล์แจ็กกี้สตรีหมายเลข 1 ผู้มีรสนิยมแฟชั่นที่เรียบง่าย เป็นสไตล์ของผู้หญิงยุคใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์แอ็กทีฟ เธอใส่ใจความหรูหราแบบเป็นทางการ ผสมผสานความคลาสสิกแบบฝรั่งเศสเข้ากับความทันสมัยของอเมริกัน เธอไม่สนใจของใหม่ล่าสุด แต่มองหาอะไรที่ตรงกับตัวเอง ของในซีซั่นปัจจุบันและของที่ซื้อมานานแล้ว เพื่อรังสรรค์ภาพลักษณ์ที่ไม่เปลี่ยนไปตามกระแสแฟชั่น นอกจากชุดราตรีแล้ว ตู้เสื้อผ้าของเธอมีชุดสูทที่เป็นแจ็กเกตตัวสั้นหลวมๆ กระโปรงยาวเสมอเข่าชายบานเล็กน้อย และเสื้อโค้ตตัวบางสุดหรู

 

แน่นอนว่านี่คือเสื้อผ้าที่แม็กซ์มาร่านำเสนอลูกค้า สูทไม่มีปก หรือสูทปกเล็ก กระดุมเม็ดใหญ่ แขนเสื้อสั้นเล็กน้อยเพื่อเผยให้เห็นถุงมือและผ้าเคปแสนสง่าในโอกาสพิเศษ ปี 1965 อคิเล่หันมาทำงานกับคนรุ่นใหม่อายุน้อยที่ภายหลังก้าวมาเป็นดีไซเนอร์ในอิตาลี คนเหล่านี้ให้มุมมองที่สร้างสรรค์แก่บริษัท เขาริเริ่มระบบการหมุนเวียนไอเดียที่ให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อไปถึงเป้าหมายด้วยกัน นั่นก็คือการผลิตเสื้อผ้าที่มีเอกลักษณ์ ดังนั้นบริษัทจึงมีระบบการทำงานที่เน้นการเปรียบเทียบ ปรึกษา และผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ระหว่างดีไซเนอร์ พนักงาน และนักธุรกิจผู้ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นและตัวเร่ง ตลอดจนการทดลองวิธีจำหน่ายใหม่ๆ ปี 1964 แม็กซ์มาร่ามีร้านค้าอยู่ในเมืองใหญ่ๆ ของอิตาลีหลายแห่ง ช่วงปี 1967-1968 บริษัทเปิดร้านใหม่ที่มิลาน ณ  Corso Vittorio Emanuele

 

1980s-1990s

ปี 1977 บริษัทเริ่มออกแบบเสื้อโค้ตที่มีความเป็นผู้หญิงมากขึ้น แทนที่จะเป็นเสื้อเทรนช์หรือเสื้อกระดุมสองแถว การอัดพลีตหรือสายเข็มขัดด้านหลัง รายละเอียดเหล่านี้มีความเป็นผู้ชายและเป็นทหารมาก แม้ว่าในสมัยนั้นชื่อดีไซเนอร์จะไม่เป็นที่เปิดเผยในขณะที่แบรนด์อื่นๆ นิยมใช้ชื่อดีไซเนอร์เป็นจุดขาย แต่บริษัทก็ไม่เคยจำกัดความคิดสร้างสรรค์ของดีไซเนอร์ ตรงกันข้าม ความคิดและแรงบันดาลใจของพวกเขาเป็นสิ่งที่ผลักดันนวัตกรรมใหม่ๆ เสื้อโค้ตและแจ็กเกตกลับมาเฉิดฉายบนแคตวอล์กอีกครั้ง ต้นยุค 1980 โค้ต 101801 ถูกใจนักแสดงสาว Ingrid Bergman มากและกลายเป็นไอเท็มไอคอนิก

 

“ในแต่ละซีซั่น แม็กซ์มาร่าตอกย้ำสถานะความเป็นผู้นำ ความเชี่ยวชาญด้านสูทสำหรับฤดูร้อน และเสื้อโค้ตสำหรับฤดูหนาว” จากบทสัมภาษณ์เมื่อฤดูใบไม้ผลิ 1984 แม็กซ์มาร่าไม่วิ่งตามเทรนด์ แต่เน้นเสื้อผ้าที่ใส่ได้ทุกคน เหมาะกับคนที่ต้องการอะไรใหม่แต่ไม่ได้อยากตามกระแสหรือเทรนด์แปลกๆ ไม่ใช่ว่าเป็นคนหัวอนุรักษ์ แต่นี่คือการแสดงความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งต่อมาหน้าที่รับผิดชอบส่วนนี้ Laura Lusuardi เป็นผู้ดูแลโดยเธอยังคงรักษา “จุดยืนของทุกไลน์ เอกลักษณ์ของแต่ละไลน์ และเคารพบุคลิกของไลน์นั้นๆ” เป็นอย่างดี นอกจากนี้เธอยังมีหน้าที่ประสานงานกับดีไซเนอร์ด้วย ซึ่งบางคนก็เปลี่ยนบทบาทเป็นที่ปรึกษาและกลายมาเป็นพนักงานประจำ

 

สู่ศตวรรษใหม่

การบริหารการจัดจำหน่ายด้วยตัวเองทำให้แม็กซ์มาร่ามีความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า ร้านค้าที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นของบริษัทเองหรือแฟรนไชส์ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในยุโรปและอเมริกา ขยายไปยังโตเกียว มอสโก เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก บูติกแห่งใหม่เปิดขึ้นทั่วโลกในย่านแฟชั่นชั้นนำอย่างเช่นกินซ่าในญี่ปุ่น เนฟสกีในมอสโก และโซโหในนิวยอร์ก

 

แฟชั่นของแม็กซ์มาร่าแตกต่างกันไปในแต่ละคอลเล็กชั่น แต่ยังคงคาแร็กเตอร์เดิม “ประณีต มีคุณภาพ และชัดเจน” ช่วงยุค 1960 เสื้อผ้าจะมีสีสันสดใส ยุค 1970 เน้นเสื้อผ้าสวมสบายและทันสมัย ส่วนยุค 1980 มีความลุ่มลึก ไม่ว่าจะเป็นสูทแบบทางการหรือชุดราตรี ไปจนถึงเสื้อผ้าสำหรับวันสบายและแคชเมียร์โค้ต เสื้อผ้านิตแวร์ เสื้อผ้าดีไซเนอร์ รวมไปถึงกระเป๋าและรองเท้าที่ให้ความรู้สึกเก๋ทันสมัยและดูเด็ก ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ดูแลรักษาง่าย ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ประวัติศาสตร์ของแม็กซ์มาร่านั้นเกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์เสมอ และแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากอุตสาหกรรมการตัดเย็บมาเป็นแบรนด์เครื่องแต่งกายที่รู้จักใช้นวัตกรรมอย่างชาญฉลาด เป็นรากฐานของแฟชั่นที่เปี่ยมด้วยมนตร์ขลังในสไตล์ Made in Italy วันนี้แม็กซ์มาร่ามีถึง 9 แบรนด์ ทุกแบรนด์ล้วนมีคุณภาพและเอกลักษณ์ที่ทำให้แม็กซ์มาร่าประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้

 

คีย์เวิร์ด: Max Mara