FASHION

ช่างภาพจากเบอร์ลินตั้งคำถามว่า 'ทำไมผู้คนยึดติดกับการลบริ้วรอยเพื่อเหตุผลด้านความงาม'

ทำไมต้องลบริ้วรอยในเมื่อเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่าเราเติบโตและฉลาดขึ้นมากเพียงใด

     นิยามความงามของแต่ละคนแตกต่างกันไปตามแนวคิดส่วนตัวและอิทธิพลของสังคม หลายครั้งบรรทัดฐานบางอย่างถูกสร้างขึ้นและกลายเป็นเรื่องปกติของคนทั่วไป จนอาจจะละเลยไปว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นตามธรรมชาติจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการกำหนดขึ้นเพื่อเหตุผลซ่อนเร้นบางอย่าง ความงามในอุดมคติจึงกลายเป็นเรื่องที่โอบอุ้มคนบางกลุ่มและธุรกิจบางประเภทไว้ ในขณะเดียวก็ผลักใสคนอีกกลุ่มหนึ่งออกจากกรอบความสวยงามไปอย่างหน้าตาเฉย ศิลปินผู้หนึ่งจะสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนให้เห็นว่า เราตั้งคำถามกับสิ่งนี้เพียงพอแล้วหรือยัง หาคำตอบได้ในบทความนี้

ผลงานภาพถ่ายสุดอาร์ตที่ตั้งคำถามกับเรื่องริ้วรอยได้อย่างตรงไปตรงมา / ภาพ: @mariussperlich

     Marius Sperlich ช่างภาพเจ้าของแอคเคาต์อินสตาแกรม @mariussperlich ได้รังสรรค์ผลงานชิ้นหนึ่งและโพสต์ลงบนหน้าฟีดอินสตาแกรมไปเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม 2021 ความน่าสนใจนอกจากความงดงามและคมชัดของภาพแล้ว ยังมีความสร้างสรรค์ที่ชวนเราตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับสังคมอย่างตรงไปตรงมาผ่านเรื่อง “ริ้วรอย” โดยเขาเล่าให้ฟังถึงแรงบันดาลใจชิ้นนี้ว่า “ตั้งแต่จำความได้คุณยายของผมชอบเครื่องสำอางและสกินแคร์เป็นอย่างมาก แต่เธอมักล้อเล่นติดตลกเกี่ยวกับความแปลกประหลาดในเรื่องความงาม ที่เธอรู้สึกว่าผู้หญิงต้องเติมเต็มแนวคิดที่ต้องดูเด็กดูสาวตลอดไปเสมอ” และนั่นทำให้เราได้เสพงานของมาเรียสได้ถึงแก่นมากขึ้นอีกระดับ

Marius Sperlich ช่างภาพเจ้าของผลงานสุดสร้างสรรค์ชิ้นนี้ / ภาพ: Tumbral

     มากไปกว่าเรื่องราวคุณยายของมาเรียสแล้ว เขายังเผยว่าเขารังสรรค์ผลงานชิ้นนี้ขึ้นโดยสอดแทรกจิตวิญญาณเรื่องนี้ของคุณยายเข้าไป โดยมาเรียสกล่าวว่า “ผิวหนังสวยงามตามอายุของเธอเต็มไปด้วยเรื่องราวของชีวิต และมันน่าแปลกที่พวกเรายึดติดกับการต้องลบมันออก ทำไมเราถึงอยากกำจัดร่องรอยที่สั่งสมมานานหลายปี อันแสดงถึงสิ่งที่ทำให้เราเติบโตและฉลาดขึ้น” ผลงานชิ้นนี้เหมือนกระชากความคิดของวงการความงามและแนวคิดของมนุษย์เลยก็ว่าได้ เพราะวันหนึ่งทุกคนต้องแก่ตัวลงและมีร่องรอยแห่งความทรงจำติดตัวตามธรรมชาติ ทำไมสิ่งนี้ถึงเท่ากับความไม่สวยไปได้ ในเมื่อรอยต่างๆ เป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาตามช่วงวัยของมนุษย์ เรื่องนี้เราอาจต้องตั้งคำถามและชวนทุกคนมองย้อนไปว่า “มันจำเป็น” หรือไม่อย่างจริงจังมากขึ้น