FASHION

Laurel Hubbard นักกีฬาทรานส์เจนเดอร์คนแรกในประวัติศาสตร์การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก

แม้เธอจะเป็นสัญลักษณ์แห่งความเท่าเทียมทางเพศ แต่หลายคนก็ตั้งคำถามว่านี่คือความยุติธรรมในเกมกีฬาด้วยหรือไม่

     ก้าวแรกในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกมักเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่เสมอ สำหรับโอลิมปิกโตเกียว 2020 มีเรื่องราวน่าประทับใจเกิดขึ้นมากมาย และความเท่าเทียมเรื่องเพศก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่มีการก้าวเดินครั้งสำคัญของวงการกีฬาเกิดขึ้น เมื่อมีนักกีฬาทรานส์เจนเดอร์เข้าร่วมการแข่งขันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ถึงแม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จในการคว้าเหรียญรางวัล แต่เธอคือสุดยอดนักกีฬาที่เป็นจุดตั้งต้นของการพัฒนาเรื่องความหลากหลายให้เกิดขึ้นในมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแบบนี้ ซึ่งโว้กจะพาไปทำความรู้จักว่าเธอเป็นใครและสามารถทะลุเข้ามาถึงโอลิมปิกรอบสุดท้ายได้อย่างไร

Laurel Hubbard ขณะผิดพลาดระหว่างการแข่งขันยกน้ำหนักในกีฬาโอลิมปิก 2020 / ภาพ: ABC 

     Laurel Hubbard วัย 43 ปีถูกจารึกลงในหน้าประวัติศาสตร์โอลิมปิกว่าเป็นผู้เข้าแข่งขันทรานส์เจนเดอร์คนแรก เธอเป็นนักยกน้ำหนักรุ่นน้ำหนัก 87 กิโลกรัมขึ้นไปตัวแทนจากประเทศนิวซีแลนด์ ลอเรลถือเป็นตัวเต็งในการแข่งขันยกน้ำหนักหญิงของรายการสำคัญมาในช่วงหลายปีหลัง รวมถึงโอลิมปิกครั้งนี้ที่เป็นมือวางอันดับ 4 ของรายการ เป็นรองเพียงนักกีฬาระดับพระกาฬจาก 3 มหาอำนาจแห่งวงการกีฬา ผู้เข้าแข่งขันคนนี้ไม่ได้มาในฐานะม้ามืดและสร้างความตระหนักเรื่องเพศเท่านั้น แต่มาในฐานะผู้ท้าชิงเหรียญรางวัลที่ทุกคนเตรียมจับจ้องดูฟอร์มของเธอ

Laurel Hubbard บาดเจ็บขั้นรุนแรงในขณะทำการแข่งขันยกน้ำหนักในรายการ Commonwealth Games เมื่อปี 2018 / ภาพ: Insidethegames

     ลอเรลเข้ารับการแปลงเพศเมื่อตอนอายุ 35 ปี ก่อนหน้านี้เธอก็เป็นนักกีฬายกน้ำหนักอยู่แล้ว โดยแข่งขันในประเภทชายและสามารถทำลายสถิติยกน้ำหนักรุ่นน้ำหนักตัวเองในระดับเยาวชนอีกด้วย แต่ก็ไม่เคยก้าวขึ้นมาแข่งระดับนานาชาติเลยสักครั้งเดียว หลังจากการแปลงเพศเหมือนชีวิตนักกีฬาจะพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อลอเรลได้รับอนุญาตให้แข่งขันประเภทหญิงได้ เธอก็เดินสายแข่งทั่วโลกถึงขนาดก้าวขึ้นไปคว้าแชมป์โลกปี 2017 มาแล้ว ก่อนจะได้รับบาดเจ็บหนักในปี 2018 จนต้องพักฟื้นไปอย่างยาวนาน หลายคนลืมสาวแกร่งคนนี้และไม่คิดว่ะจะกลับมาในวงการยกน้ำหนักได้อีก

ภาพขณะ Laurel Hubbard กำลังกุมแขนซ้ายที่ได้รับบาดเจ็บอย่างหนักหลังยกลูกเหล็ก ที่หลายคนคิดว่าเส้นทางนักกีฬาของเธอจะหยุดเพียงเท่านี้ / ภาพ: ABC

     การกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่าย การฝ่าฝันอาการบาดเจ็บสำหรับนักกีฬายกน้ำหนักแล้วถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะกล้ามเนื้อต้องแบกรับน้ำหนักมหาศาลในการแข่งขันอยู่เสมอ แต่ลอเรลแสดงให้เห็นว่าเธอแกร่งพอจะกลับมายืนบนเวทีระดับโลก ปี 2019 เธอคว้าเหรียญทองรายการระดับนานาชาติ ต่อความฝันในการลุยโอลิมปิกให้สดใสมากยิ่งขึ้น ซึ่งถ้าทำได้จะกลายเป็นนักกีฬาโอลิมปิกทรานส์เจนเดอร์คนแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถเข้าแข่งชิงเหรียญได้ ความมุ่งมั่นนี้ผลักดันให้จอมพลังจากนิวซีแลนด์ทำผลงานรักษามาตรฐานระดับสูงจนคัดเลือกผ่านมาถึงโอลิมปิกรอบสุดท้าย ณ กรุงโตเกียวในที่สุด

บรรยากาศการรับเหรียญรางวัลของ Laurel Hubbard ในฐานะนักกีฬายกน้ำหนักประเภทหญิง / ภาพ: El American

     เรื่องนักกีฬาทรานส์เจนเดอร์อาจดูเหมือนเป็นเรื่องใหม่มาก เนื่องจากลอเรลเป็นคนแรกในปี 2021 แต่แท้จริงแล้วคณะกรรมการโอลิมปิกสากลได้ตั้งกฎเกี่ยวกับเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2015 โดยระบุว่านักกีฬาทรานส์เจนเดอร์ที่จะแข่งในรายการประเภทหญิงต้องมีระดับฮอร์โมนเทสทอสเทอโรนหรือฮอร์โมนเพศชายต่ำกว่า 10 นาโนโมลต่อลิตรมาต่อเนื่องอย่างน้อย 12 เดือนก่อนเข้าแข่งขัน ทว่าเรื่องนี้ก็ถูกตั้งคำถามว่ามันยุติธรรมสำหรับผู้หญิงด้วยหรือไม่ ในขณะที่ลอเรลมีระดับฮอร์โมนเพศชายที่ส่งผลถึงพละกำลังสูงถึง 10 นาโนโมลนั้นมีค่าวัดมากกว่าของผู้หญิงประมาณ 5 เท่า และแน่นอนว่าจะต้องส่งผลถึงเกมกีฬา โดยเฉพาะการยกน้ำหนักอย่างมาก ซึ่งนักกีฬายกน้ำหนักหญิงหลายคนก็ตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ความผิดพลาดในท่าสแนชของ Laurel Hubbard กับการแข่งขันโอลิมปิกครั้งแรก / ภาพ: The Guardian

     พอมาถึงโตเกียวทุกคนต้องยกประเด็นความสงสัยนี้ทิ้งก่อน เมื่อลอเรลผ่านกฎจริงทุกคนก็ต้องมุ่งมั่นทำหน้าที่นักกีฬาตัวแทนประเทศกันให้สุดความสามารถ แต่แล้วลอเรลซึ่งเป็นตัวเต็งคนหนึ่งของรายการกลับทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวัง เพราะเธอไม่สามารถยกท่าสแนชผ่านเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทำให้จอมพลังคนนี้จบการแข่งขันในโอลิมปิกอย่างรวดเร็ว แต่อย่างน้อยเธอก็พิสูจน์แล้วว่าการเดินทางมาโอลิมปิกนั้นเป็นความฝันอันยิ่งใหญ่สำหรับทรานส์เจนเดอร์ ลอเรลผ่านเงื่อนไขทุกประการและเข้ามาอย่างเต็มภาคภูมิ ถึงแม้ผลงานจะไม่สอดคล้องกับฐานะตัวเต็งของรายการ แต่รับประกันได้เลยว่าก้าวประวัติศาสตร์ของเธอในฐานะตัวแทนกลุ่ม LGBTQ+ ในโอลิมปิกจะต้องเป็นที่จดจำอย่างแน่นอน

สีหน้าความผิดหวังของ Laurel Hubbard ที่ไม่สามารถยกลูกเหล็กผ่านเลยแม้แต่ครั้งเดียว / ภาพ: Sky News

     ทางประเทศนิวซีแลนด์สนใจประเด็นเกี่ยวกับลอเรลในเวทีโอลิมปิกอย่างจริงจังเนื่องจากคณะกรรมการโอลิมปิกประจำประเทศได้รับความคับข้องใจเรื่องความเท่าเทียมว่าแท้จริงแล้วเรื่องนี้เป็นการผลักดันความเท่าเทียมอย่างแท้จริงหรือเป็นการเอาเปรียบคู่แข่งขันกันแน่ ซึ่งทางทีมชาตินิวซีแลนด์ได้กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า “ในฐานะทีมนิวซีแลนด์ เรามีวัฒนธรรม Manaaki อันหนักแน่น ซึ่งครอบคลุมถึงการเคารพต่อทุกคนด้วย เรามุ่งมั่นที่จะสนับสนุนนักกีฬาชาวนิวซีแลนด์ที่มีสิทธิ์ทั้งหมดและสร้างความมั่นใจว่าร่างกายรวมถึงจิตใจของพวกเขาพร้อมสำหรับการแข่งขันระดับสูง ในขณะที่เตรียมแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก” นัยยะสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใต้ข้อความนี้คือ “การฝึกฝน” ซึ่งหมายถึงว่าไม่ว่าอย่างไรการเตรียมพร้อมสำหรับกีฬาโอลิมปิกต้องทุ่มเทอย่างหนัก การจะก้าวเข้ามาแข่งและคว้าเหรียญรางวัลไม่ใช่สิ่งที่ใครก็ทำได้ ดังนั้นประเด็นเรื่องเพศของลอเรลอาจเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยหากเทียบกับการฝึกฝนอย่างหนัก

ความพยายามของ Laurel Hubbard คือสิ่งหนึ่งที่ทุกคนไม่สามารถตั้งข้อสงสัยได้จริงๆ เพราะเธอใส่เต็มทุกการแข่งขันแม้จะพลาดในโตเกียวก็ตาม / ภาพ: NBC News

     แม้เรื่องนี้จะเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของโอลิมปิก แต่ก็ต้องไม่ลืมว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโลกยุคใหม่ที่สังคมทั่วโลกต่างหาช่องทางสร้างความเท่าเทียมให้กับมนุษย์ทุกคนอย่างแท้จริง เราต้องหาวิธีกันต่อไปว่าจะทำอย่างไรให้ยุติธรรมต่อทุกฝ่ายมากที่สุด ค้นหาว่ากฎกติกามีช่องโหว่หรือไม่ ระเบียบต่างๆ นั้นเป็นธรรมหรือเปล่า ดังนั้นลอเรลจึงไม่ใช่เพียงนักกีฬาทรานส์เจนเดอร์ที่สร้างความภาคภูมิใจให้สังคม LGBTQ+ และชาวนิวซีแลนด์ แต่หมายถึงการเป็นต้นแบบให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อประเด็นความเท่าเทียมในโลกกีฬาต่อไป แล้วแฟนโว้กล่ะคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง

 

ข้อมูล:

nypost.com

theguardian.com

nbcnews.com

nytimes.com

skysports.com

คีย์เวิร์ด: #Olympic #Tokyo2020